เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110  สิ่งประดิษฐ์จักรกลนี่เเหละที่ฆ่าพวกเขา เเล้วมันเกี่ยวอะไรกับช่างกลอย่างผมเนี้ย

บทที่ 110  สิ่งประดิษฐ์จักรกลนี่เเหละที่ฆ่าพวกเขา เเล้วมันเกี่ยวอะไรกับช่างกลอย่างผมเนี้ย

บทที่ 110  สิ่งประดิษฐ์จักรกลนี่เเหละที่ฆ่าพวกเขา เเล้วมันเกี่ยวอะไรกับช่างกลอย่างผมเนี้ย


บทที่ 110  สิ่งประดิษฐ์จักรกลนี่เเหละที่ฆ่าพวกเขา เเล้วมันเกี่ยวอะไรกับช่างกลอย่างผมเนี้ย

แม้จะไม่สนใจพวกนักศึกษาหน้าใหม่เหล่านั้น แต่เมื่อเห็นสมาชิกสมาคม “วงล้อแห่งสัจธรรม” กลับมาพร้อมกับบุคลิกภาพที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศรอบตัวพวกเขาก็เหมือนพลิกฟ้าเปลี่ยนดินขึ้นมาในชั่วขณะ

ทันทีที่ข่าวว่า “เจิ้งมู่” นำคนของเขากลับมาถึงมหาวิทยาลัยแพร่สะพัดออกไปทั่ว เขตบัญชาการของมหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ก็แทบแตกตื่น  และคนแรกที่รีบรุดเข้ามาหาเขา ก็คือ “ฉินจือ”

“เรื่องนั้น... เป็นฝีมือนายจริง ๆ เหรอ ไอ้เด็กบ้า?!” เสียงของฉินจือเต็มไปด้วยความตกใจปนโมโห ขณะผลักประตูเข้ามาในห้องประชุมชั้นบนสุดของสำนักงานใหญ่ของสมาคม

เจิ้งมู่เพียงกลอกตา พลางหันไปให้ทีฟา หญิงสาวผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยติดตามเขามาตลอด ช่วยถอดเสื้อคลุมให้ด้วยท่าทีเรียบเฉย

“ท่านนายพลฉิน นี่มันเรื่องน่าตกใจตรงไหนกันครับ?” เขาพูดยิ้ม ๆ น้ำเสียงขี้เล่นจนแทบดูไม่ออกว่าเพิ่งสังหารผู้คนไปนับแสน “ก็แค่ฆ่าพวกผู้ปลุกอาชีพของประเทศเกาหลี สักหมื่นสองหมื่น จะทำเป็นตกใจไปทำไม?”

สำหรับเจิ้งมู่แล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย  ในโลกที่ “ผู้ปลูกอาชีพ” คือผู้ถือครองพลังอำนาจ ความเป็นความตายถือเป็นเรื่องปกติ รบกันวันหนึ่งตายเป็นหมื่น ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วยซ้ำ

แต่ทว่าท่าทีเรียบเฉยของเขา... กลับทำให้ฉินจือที่ผ่านศึกมาทั้งชีวิตถึงกับรู้สึกหนาววาบในอก เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นพวก “สายเหยี่ยว” ที่ใจแข็งพอสำหรับทุกสงคราม แต่เมื่อเทียบกับเจิ้งมู่แล้ว  เขาชักไม่แน่ใจว่าตนเองยังมีสิทธิ์เรียกตัวเองอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะตอนนี้เขาคือ “นกพิราบแห่งสันติ” ไปเสียแล้ว

ฉินจือถอนหายใจยาว “เฮ้อ... ท่านหลีจะให้นายไปพบ มีทั้งท่านนายพลระดับสูงและบรรดาผู้นำจากส่วนกลาง เขาอยากคุยกับนายด้วยตัวเอง”

….

คืนนั้น ขณะที่นักศึกษาหน้าใหม่ต่างแยกย้ายกันไปเข้าหอพัก ทำความคุ้นเคยกับวิทยาเขตนายทหารชั้นประทวนของมหาวิทยาลัย พยายามซักถามข่าวลือจากพวกสมาชิก “วงล้อแห่งสัจธรรม” ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เจิ้งมู่กลับถูกฉินจือนำตัวเข้าไปยังใจกลาง “นครเทวา”  พื้นที่ต้องห้ามของรัฐ  ในวังหลวงแห่งหนึ่งที่ผู้คนธรรมดาไม่มีทางได้เหยียบย่าง

ที่นั่น เขาได้พบกับ “ท่านหลี” อีกครั้ง  ผู้อาวุโสผู้มีอำนาจสูงสุดของกองทัพมังกร ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพูดคุยกับเขาเพียงไม่กี่คำ แต่ตอนนี้... แววตาของชายชราได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

บนใบหน้าที่เคยอ่อนโยน ตอนนี้มีร่องรอยของความสง่าและอำนาจ แต่เพียงเห็นเจิ้งมู่เดินเข้ามา รอยคมในดวงตานั้นกลับละลายลงทันที กลายเป็นแววตาอบอุ่นของผู้ใหญ่ที่มองลูกหลานด้วยความเอ็นดู

“ฮ่า ๆ ๆ นายนี่มัน... ไม่มีวันอยู่นิ่งจริง ๆ เลยนะ” ท่านหลีหัวเราะเสียงดัง “แค่เดือนเดียวเองยังไงล่ะ นายก็สร้างเรื่องใหญ่โตจนคนแก่ ๆ อย่างฉันตกใจแทบเเย่!”

น้ำเสียงของเขาอบอุ่นแต่แฝงอำนาจ ทำให้บรรดาข้าราชการและนายพลที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ ต่างเหลือบตามองเจิ้งมู่ด้วยแววตาประหลาด  ทั้งประเมิน ทั้งอิจฉา และบางคนถึงกับระแวง

ชัดเจนว่า... ความเอ็นดูของท่านหลีที่มีต่อเด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ความรักในพรสวรรค์” อีกต่อไปแล้ว

เจิ้งมู่ในตอนนี้ สวมเครื่องแบบนายทหารฝึกหัดของมหาวิทยาลัย ดูสูงสง่าและสงบเยือกเย็นอย่างน่าทึ่ง ร่างกายที่เคยผอมบางหลังได้รับพลังจาก T-1000 บัดนี้กลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและพลังแกร่งกล้า เขาไม่ใช่แค่ “นักศึกษา” อีกต่อไป แต่เป็นชายหนุ่มที่มีกลิ่นอายของ “ผู้บัญชาการ” แผ่วอยู่ในอากาศ

เขายืนตรง ทำความเคารพอย่างเป็นทางการ ก่อนจะยกมือทำความเคารพกับนายพลทุกนายในห้อง แล้วจึงผ่อนคลายยิ้มอย่างใสซื่อ

“ท่านหลี พูดแบบนั้นไม่ถูกนะครับ ผมไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ ช่วงนี้ผมยังโทษตัวเองอยู่เลยว่า... ขี้เกียจเกินไป เข้ามหาวิทยาลัยได้เดือนกว่าแล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเลเวลเลยสักนิด...”

“แค่ก! แค่กๆๆ!!”

เสียงสำลักน้ำของนายพลเจียงกั๋วซิงดังขึ้นทันที แก้วน้ำในมือแทบหลุดร่วง “ไอ้เด็กบ้า! นายฆ่าคนไปตั้งแสนยังกล้ามาพูดว่าขี้เกียจอีกเหรอ! นี่มันหน้ามึนระดับเทพเจ้าแล้ว!”

ท่านหลีเองถึงกับหัวเราะพลางส่ายหัว “เฮ้อ... ไอ้เด็กนี่... ทุกอย่างมันก็ดีหมด ยกเว้นนิสัยนี่แหละ  หน้ามึนยิ่งกว่าหัวรถถัง”

แต่ในใจของเขากลับคิดอีกแบบ  นิสัยไม่รู้สึกผิด ไม่สะทกสะท้านแม้ฆ่าคนนับหมื่น นั่นแหละคือหัวใจของผู้ชนะในโลกใบใหม่นี้

ทว่าขณะเดียวกัน เสียงเย็นของนายทหารระดับสูงอีกคนก็ดังขึ้น “เจิ้งมู่ นายรู้บ้างไหม ว่าสิ่งที่นายทำจะนำปัญหาใหญ่มาให้ประเทศเราเเค่ไหน?”

เขาวางแฟ้มลงบนโต๊ะดัง ปัง! “หนึ่งแสนชีวิต! ไม่ใช่สิบ ไม่ใช่ร้อย นายรู้ไหมว่าถ้าข่าวนี้รั่วไหลออกไป เกาหลีไม่มีทางอยู่เฉยเเน่  มันจะต้องกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ!”

“และครั้งนี้... คนที่จะตายอาจไม่ใช่แค่พวกมัน แต่อาจรวมถึงคนของเราเองทั้งรุ่น!”

คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง แม้แต่หลินกวนหยงที่นั่งข้าง ๆ ก็ขมวดคิ้วแน่น  เขาเองก็รู้ดีว่าคำพูดนั้นไม่เกินจริงเลย

แต่ก่อนที่ความตึงเครียดจะเข้าครอบงำ เจิ้งมู่กลับยกมือขึ้นอย่างไร้เดียงสา “ถ้างั้น... ก็จับพวกสมาชิกในสมาคมของผมไปสิครับ แต่ละคนก็ฆ่าคนไปอย่างน้อยสิบได้มั้ง” เขายักไหล่ “ส่วนผม... ผมไม่ได้ฆ่าใครนะครับ คนที่ฆ่าพวกนั้นเป็นฝีมือของพวกหุ่นยนต์ต่างหาก”

“......”

ห้องประชุมเงียบกริบ น้ำในถ้วยของเจียงกั๋วซิงสั่นพรึบ แววตาทุกคู่มองเด็กหนุ่มราวกับมอง “สิ่งมีชีวิตพันธุ์หายาก”

ฉินจือเองก็ถึงกับหันหน้าหนีไปกลั้นหัวเราะ

“แต่ว่าหุ่นยนต์พวกนั้น นายเป็นคนสร้างไม่ใช่เหรอ!” นายทหารอีกคนหลุดตะโกนอย่างกลั้นไม่อยู่

“อ๋อ ใช่ครับ ผมสร้างเอง” เจิ้งมู่พยักหน้าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“แต่ผมมันก็แค่ช่างกลเลเวล 26 คนหนึ่งเอง พวกมันเกิดอาการ ‘ระบบควบคุมขัดข้อง’ จะให้ผมรับผิดชอบยังไงล่ะครับ?”

เขายักไหล่ “ดูยังไงก็สมเหตุสมผลดีนี่?”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!” เสียงหัวเราะของท่านหลีดังลั่นห้อง เขาถึงกับหัวเราะจนถ้วยน้ำแทบหล่นจากมือ “เซิงตง! ตอนนั้นนายยังบอกเลยว่าเด็กคนนี้เหมาะจะเข้ากองทัพ ตอนนี้ฉันเชื่อแล้ว  แค่ความหน้าด้านระดับนี้ก็สามารถไปเป็นรัฐมนตรีได้แล้วล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

เสียงหัวเราะดังสนั่น ก่อนจะกลายเป็นบรรยากาศผ่อนคลายทั่วห้อง เหล่านายพลพากันส่ายหัวอย่างขบขัน แต่ในใจกลับยอมรับว่า  ไอ้เด็กนี่มันกล้าจริง

ท่านหลีหัวเราะพลางยกมือขึ้น “เอาล่ะ ๆ พอได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องพูดมากอีกต่อไป ฉันไม่เคยคิดจะขายคนของตัวเองอยู่แล้ว!”

แววตาของชายชราแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “ต่อให้เกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ฉันก็ไม่กลัว!”

คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งภูผา เสียงสะท้อนในห้องยังดังอยู่หลายนาที เเต่ทุกคนเข้าใจดีว่านับจากนี้ ใครที่แตะต้องเจิ้งมู่ก็เท่ากับว่าเป็นศัตรูกับ “ประเทศมังกร” ทั้งประเทศ

….

หลังจากบรรยากาศคลายลง ท่านหลีก็กลับมาพูดอย่างใจดีอีกครั้ง “ช่วงนี้มหาวิทยาลัยของพวกนายใกล้เปิดเทอมแล้ว พวกครูฝึกที่เพิ่งกลับมาจากแนวหน้า ล้วนเป็นนักรบชั้นยอด ทุกสายอาชีพก็มีให้เรียนรู้เต็มที่ อย่าคิดว่าเป็นช่างกลแล้วจะไม่ต้องเรียนรู้การรบ”

“ในสนามจริง ประสบการณ์สำคัญกว่าระดับเลเวลเสมอ จำไว้นะ”

เจิ้งมู่พยักหน้าอย่างสุภาพ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ท่านหลี ผมมีเรื่องอยากขอครับ”

“หืม? ว่ามาสิ”

เจิ้งมู่กดปุ่มที่ข้อมือทันที แสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นกลางห้อง ฉายเป็นภาพแผนที่สามมิติของ “ดินเเดนหิมะจันทรา”

เขาชี้ไปยังยอดเขาแห่งหนึ่ง “ผมอยากขออนุญาตดำเนินการในเขตหิมะจันทราต่อครับ  เพราะผมอยากให้พื้นที่นี้อยู่ในมือของพวกเรา”

“อะไรนะ!”

เสียงอุทานดังขึ้นแทบจะพร้อมกันทั่วห้อง ท่านหลีเองถึงกับหน้าถอดสี “เด็กบ้า! ตอนนี้ถ้าเราขยับก่อน มันจะเท่ากับการประกาศสงคราม! นายคิดอะไรอยู่กันแน่?”

แต่เขายังยิ้มและพูดต่อ “เอาล่ะ บอกเหตุผลมาซิ ถ้าแค่เรื่องพื้นที่ฝึก เราก็มีพอแล้วนี่นา”

เจิ้งมู่ลากนิ้วไปบนแผนที่ ยอดเขาหนึ่งบนจอเรืองแสงขึ้นเป็นสีแดงสด “ผมได้รับ ‘อุปกรณ์บันทึกข้อมูล’ จากในพื้นที่ พอเอามาถอดรหัสและส่งหุ่นยนต์ไปตรวจสอบดู... ก็พบว่าใต้ภูเขานี้ มีแหล่งแร่เหล็กสีม่วงระดับหายากอยู่ครับ และปริมาณก็ไม่ใช่น้อยๆ”

คำพูดนั้นทำให้ห้องที่เพิ่งเงียบไปเมื่อครู่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เจียงกั๋วซิงถึงกับลุกพรวด “ว่าไงนะ! แร่เหล็กระดับหายาก?! จริงเหรอ!”

ทันใดนั้น ความโลภ ความหวัง และประกายแห่งชัยชนะก็ลุกโชนขึ้นในดวงตาของทุกคน

จบบทที่ บทที่ 110  สิ่งประดิษฐ์จักรกลนี่เเหละที่ฆ่าพวกเขา เเล้วมันเกี่ยวอะไรกับช่างกลอย่างผมเนี้ย

คัดลอกลิงก์แล้ว