- หน้าแรก
- ใครว่าอาชีพช่างกลกระจอก
- บทที่ 106 ความวุ่นวายในตอนเริ่มต้น ทำลายสถิติสำเร็จ!
บทที่ 106 ความวุ่นวายในตอนเริ่มต้น ทำลายสถิติสำเร็จ!
บทที่ 106 ความวุ่นวายในตอนเริ่มต้น ทำลายสถิติสำเร็จ!
บทที่ 106 ความวุ่นวายในตอนเริ่มต้น ทำลายสถิติสำเร็จ!
การสืบสวนใน “ประเทศเกาหลี”ดำเนินไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ หรือจะพูดให้ชัดก็คือ ที่ “กรมควบคุมผู้ปลุกอาชีพแห่งเกาหลี” ในวันนี้ จำนวนรายงานการหายตัวไปของผู้ปลุกอาชีพจากครอบครัวต่าง ๆ พุ่งสูงกว่าทุกวันก่อนหน้านี้อย่างไม่อาจเทียบได้
ข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาเป็นสาย จนพนักงานทั้งกรมแทบจมหายไปในคลื่นของรายงานเหล่านั้น
และที่แย่ยิ่งกว่า ด้านนอกอาคาร ก็มีกลุ่มครอบครัวของผู้ปลุกอาชีพที่เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทยอยมารวมตัวกันจนแน่นขนัด เสียงร้องไห้ เสียงตะโกนถาม เสียงโวยวายเต็มไปหมด บรรยากาศตึงเครียดราวกับจะปะทุได้ทุกเมื่อ
“ฮือ ๆ... ลูกชายของฉัน วอนอึน... เด็กดีของแม่ ตั้งใจฝึกขนาดนั้น... เขาจะต้องไม่เป็นไรใช่ไหม...”
“เรื่องทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะแก! ไอ้บ้า! แกดันไปยุให้ลูกฉันเข้าไปล่าหีบสมบัติ! คืนลูกชายฉันมานะ! แกคืนลูกฉันมาาา!!”
เสียงกรีดร้องดังระงม เสียงสะอื้นผสานกับคำด่าทอจนแสบหู
“ใจเย็นก่อนนะครับ! ทุกคนใจเย็นก่อน!”
เจ้าหน้าที่พยายามตะโกนขอความสงบ “ถึงจะเป็นบอสจู่โจมเข้ามาแต่ผู้ปลุกอาชีพที่เข้าไปกว่าสี่หมื่นคน มันจะไม่มีใครรอดกลับมาเลยได้ยังไง! อาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดในพื้นที่... หรืออาจจะเป็นดันเจี้ยนลับ !”
“ใช่! อาจจะเป็นดันเจี้ยนลับที่ดูดทุกคนเข้าไปทั้งกองก็ได้!”
ผู้ปลุกอาชีพที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมสถานการณ์ แต่ละคนก็มีสีหน้าหนักอึ้งไม่แพ้กัน
พวกเขามองไปยัง “เเท่นเคลื่อนย้าย” ที่เงียบสงัดอยู่ไกลออกไป สถานที่ซึ่งทุกครั้งหลังจากภารกิจจบ มักจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ของผู้ปลุกอาชีพที่ได้อุปกรณ์ระดับสูงกลับมา
แต่วันนี้... กลับมีเพียงเสียงสะอื้นและสายตาว่างเปล่าของคนที่รอคอยผู้กลับมา แต่ไม่มีใครกลับเลยแม้แต่คนเดียว
ในความเงียบอันหนาวเย็นนั้น ผู้ปลุกอาชีพที่คุมพื้นที่เริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เย็นเฉียบไหลซึมขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง
พวกเขาเริ่มคำนวณในใจ รวมจำนวน “ผู้สูญหาย” จากรายงานทั้งหมดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตัวเลขที่ออกมาก็ทำให้ทุกคนตัวสั่นวาบ
หนึ่งแสนคน!
เพียงหนึ่งสัปดาห์... มีผู้ปลุกอาชีพกว่าหนึ่งแสนชีวิต หายไปในดินแดนหิมะจันทรา
ตัวเลขนี้น่าขนลุกอย่างแท้จริง เเละต้องรู้ไว้ก่อนว่า การเป็นผู้ปลุกอาชีพ ไม่ใช่ทุกคนจะมีพลังปรากฏขึ้นมาได้ โอกาสที่จะกลายเป็นผู้ปลุกอาชีพได้นั้นเกิดขึ้นเพียงเศษเสี้ยวของประชากรทั้งหมดเท่านั้น
ซึ่งผู้ปลุกอาชีพหนึ่งแสนคน... นั่นเท่ากับจำนวนของ “ผู้ปลุกอาชีพหน้าใหม่ทั้งปี” ของประเทศเกาหลีเลยทีเดียว
พูดได้ว่าในเวลาเพียงเจ็ดวัน ประเทศเกาหลีได้สูญเสียกำลังรบไปหนึ่งชั้นเต็ม ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีใครแน่ใจอีกต่อไปว่า เหตุทั้งหมดนี้เกิดจาก “บอสจู่โจม” จริงหรือไม่
สิบกว่ากองกำลังผู้ปลุกอาชีพระดับสูง ถูกส่งเข้าไปสืบสวนในดินแดนหิมะจันทรา แต่หลังจากค้นหานานนับสัปดาห์ ก็ไม่พบเบาะแสแม้แต่น้อย ไม่เพียงไม่เจอศัตรูปริศนา พวกเขายังไม่พบ “ร่องรอยของการต่อสู้” ด้วยซ้ำ
และในตอนที่ทุกอย่างกำลังชุลมุนอยู่นั้น
เสียง "วู้ม—" ของแท่นเคลื่อนย้ายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ผู้คนที่รอคอยรีบหันขวับไปทางนั้น ร่างของผู้ปลุกอาชีพสิบกว่าคนค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากแสงส่งตัว
แววตาของผู้รอคอยเปล่งประกายด้วยความหวัง... แต่เพียงชั่วอึดใจ ความหวังนั้นกลับแหลกละเอียด
“ผู้กองชเวจองอี! กรุณาบอกเราทีเถอะ ในหิมะจันทรา.. เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”
“ท่านเห็นผู้ปลุกอาชีพที่หายไปบ้างไหม!? ลูกชายฉันอยู่ในนั้น!!”
“ผู้กองชเว... ได้โปรด ตอบเราทีเถอะ!!”
ชายผู้ถูกเรียกว่า “ผู้กองชเวจองอี” มีสีหน้าเคร่งขรึม เขาไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ เพียงส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะเดินผ่านฝูงชนไปอย่างเร่งรีบ มุ่งตรงสู่สำนักงานใหญ่ของ “สมาคมแทลอง”
ที่นั่น... มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมากมารวมตัวอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นคนหนึ่งในกลุ่มนั้น ชเวจองอีก็ถึงกับชะงัก “ชเวจองอี ขอคารวะท่านแม่ทัพ!”
แม่ทัพวัยกลางคนหันมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปจ้องชายอีกคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างเย็นชา “ประธานชินดูฮยอน แห่งสมาคมแทลอง... เรื่องหีบสมบัติสีแดงระดับผู้กล้า’ ที่มีอุปกรณ์ระดับผู้กล้า และข้อมูลเกี่ยวกับ ‘หุบเขาเเห่งความสิ้นสุด’ ทั้งหมดเป็นข้อมูลที่คุณปล่อยออกไปใช่ไหม?”
เสียงของแม่ทัพเยือกเย็นแต่แฝงพลังราวมีดคม
“ผู้ปลุกอาชีพหนึ่งแสนคนสูญหายไป! หรือว่าเป็นคุณที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้!?”
ชินดูฮยอนหน้าเหี่ยวลงในทันที เขาแทบจะล้มทั้งยืน “ท่านแม่ทัพ... ท่านเข้าใจผิดแล้ว! ผะ...ผมจะกล้าทำได้ยังไงกันครับ!”
“ผมเป็นผู้ปลุกอาชีพระดับ S ก็จริง แต่ไม่ได้มีพลังต่อสู้ แถมตอนนี้ผมยังแค่เลเวลยี่สิบกว่า ๆ เองนะครับ!”
น้ำเสียงสั่นเครือราวกับร้องขอชีวิต “ข้อมูลเรื่องหีบสมบัติ ผมได้มาจากบันทึกเก่าที่พ่อผมเจอใน ‘ป่าก็อบลิน’ ข้างในแค่พูดถึงพิกัดบางส่วน... ผมเลยลองส่งทีมไปดูเท่านั้น!”
“ส่วน ‘หุบเขาแห่งความสิ้นสุด’ ก็อยู่ในข้อมูลนั้นด้วย ผมเองก็แค่จะตามไปสำรวจ...”
แม่ทัพนิ่งฟัง ก่อนจะหรี่ตาเล็กลงเมื่อได้รายงานจากคนของตน สีหน้าท่านแม่ทัพขมวดแน่น เพราะแม้ชินดูฮยอนจะมีพิรุธ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดโยงถึงการกระทำระดับนั้นได้จริง
“ไอ้เด็กนี่ ต่อให้โง่ขนาดไหน... มันก็ไม่อาจจัดการผู้ปลุกอาชีพหนึ่งแสนคนโดยไร้ร่องรอยได้”
แม่ทัพพึมพำในใจ
แถมยังมี “พยานจากสมาคมเซียนได” ยืนยันว่า ชินดูฮยอนถูกบังคับให้ร่วมมือโดยลูกชายของตระกูลนั้นเอง แม้แต่ “พาร์คกูชัน” คู่แข่งตำแหน่งรองประธาน ก็ยังพาคนไปหุบเขานั้น แต่ทั้งหมด... ก็ไม่มีใครรอดกลับมาเลย
แม่ทัพหันขวับไปยังผู้กองชเว “ชเวจองอี! พวกคุณอยู่ในดินเเดนหิมะจันทรามาหลายวัน ยังจะบอกว่าไม่เจอเบาะแสของ ‘บอสจู่โจม’ แม้แต่นิดเดียวอย่างนั้นหรือ!? รู้ไหมว่าก่อนหน้าที่พวกคุณจะเข้าไป ทุกวันมีคนหายไปกว่า 4,000 ราย!”
เสียงคำรามทำให้เหงื่อเย็นไหลพรากทั่วตัวของทุกคน ผู้กองชเวตัวสั่น มือเย็นเฉียบ ในที่สุดก็ได้แต่โค้งศีรษะ “กระผมไร้ความสามารถเองครับ...”
และในขณะที่ทั้งประเทศกำลังตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ถึงขั้นที่ “กษัตริย์แห่งเกาหลี” ต้องมีพระราชโองการให้สืบสวนเรื่องนี้โดยตรง
ผู้ก่อเหตุที่แท้จริง... เจิ้งมู่ และพรรคพวกของเขา กลับหลบออกมานานแล้ว
…..
ภายใน “ป่าก็อบลิน” เขตนอกสุด ค่ำคืนนั้นแสงไฟจากกองไฟลุกสว่าง เสียงหัวเราะ เสียงชนแก้ว และกลิ่นเหล้าหอมลอยตลบอบอวลไปทั่ว
ภายใต้การคุมของเครื่องจักรกลที่เขาสร้างไว้ พื้นที่รอบค่ายของ “สมาคมวงล้อแห่งสัจธรรม” ก็ปลอดภัยจนไม่มีสิ่งใดกล้าเข้ามาใกล้
“หัวหน้า! นายมันสุดยอดจริง ๆ ว่ะ! สุดยอดแบบไม่มีคำบรรยาย!”
“โว้ย! ฉันนี่แหละโง่เอง! ถ้าเกิดฉันเกิดเป็นผู้หญิงนะ ฉันจะกราบขอนายแต่งเลย! พระเจ้า! ขอแค่ให้ฉันได้ลองมอบ ‘ดอกเดซี่’ ของฉันให้เขาทีเถอะ!”
“ไปตายซะ ไอ้เฉิงคุน! สมองนายมีไว้ทำไมกัน ฮะ!?!”
“ฮ่าฮ่า! เฉิงคุน ต่อให้นายเป็นผู้หญิง ฉันว่านายก็ต้องเป็นลูกค้าประจำของหมอศัลยกรรมแน่!”
เสียงหัวเราะระเบิดเป็นคลื่น เจิ้งมู่ยกแก้วเบียร์ขึ้น ดื่มพลางยิ้มอย่างสบายใจ
ด้านข้างของเขา เจียงหลานหลานนั่งชิดตัวราวกระรอกน้อยเฝ้าอาหารโปรด อีกข้างคือเหอเซียงหยุนและหลั่นปิ่งเยว่ ที่แนบชิดจนไหล่แทบชนกัน หลั่นปิ่งเยว่ถึงขั้นกอดแขนเจิ้งมู่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ในค่ำคืนนี้ ไม่มีใครคิดถึงเรื่อง “หึงหวง” หรือ “แย่งชิง” อีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งที่เจิ้งมู่ทำ ฆ่าผู้ปลุกอาชีพเกาหลีไปกว่าหนึ่งแสนคนโดยไม่มีใครรู้ตัว นั้นถือเป็นความสำเร็จที่พลิกโลกได้เลย
“เรื่องนี้ถ้ากลับถึงดินแดนมังกรได้เมื่อไหร่... ชื่อของเจิ้งมู่จะต้องดังระเบิดแน่!”
แต่ทุกคนก็รู้เช่นกัน ว่าเมื่อความจริงเปิดเผย ชื่อเสียงนั้นจะมาพร้อมกับ “ความตาย” เพราะเขาคือชายที่เลเวลแค่ 26 ที่สามารถลวงล่อและฆ่าล้างกองทัพผู้ปลุกอาชีพหนึ่งแสนคนได้โดยไร้ร่องรอย
นี่คือความอัปยศที่ “เกาหลี” จะไม่มีวันลืม
หญิงสาวทั้งสามรู้ดี พวกเธอจึงไม่คิดจะแย่งกันอีก ทุกคนกลับร่วมมือกันเต็มที่ เพราะศัตรูที่แท้จริง... ไม่ได้อยู่ในค่ายนี้
พวกเธอเหลือบมองไปรอบค่าย เห็นสาว ๆ อีกหลายคนจากสมาคมวงล้อแห่งสัจธรรม ที่แอบส่งสายตาอ่อนหวานให้เจิ้งมู่เป็นระยะ
“เฮ้อ...” เหอเซียงหยุนพึมพำเบา ๆ
“ต่อให้พวกเราสามคนรวมกัน ก็คงกันสายตาเหล่านั้นไม่อยู่แล้วสินะ...”
บรรยากาศรื่นเริงลากยาวจนเกือบรุ่งสาง ก่อนที่ทุกคนจะทยอยแยกย้ายไปพักผ่อนในเต็นท์ของตัวเอง
เจิ้งมู่กลับเข้าไปในรถฐานทัพ แต่ก็ไม่วายถูก “เจียงหลานหลาน” ผู้กล้าหาญบุกเข้ามา และค่ำคืนนั้น... ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าใคร “ให้รางวัล” ใครกันแน่
เเละเมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นยามราตรีอีกแล้ว
ในห้องอาหารกลาง เจิ้งมู่กำลังรับประทานมื้อเย็นกับหลั่นปิ่งเยว่ เหอเซียงหยุน และสาว ๆ อีกหลายคน ในขณะที่ “เรดควีน” เดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม
“เจ้านาย” เธอกล่าวเสียงนุ่ม “ตามที่ท่านสั่ง ฉันคอยเฝ้าดูรอบ ๆ ดินเเดนหิมะจันทรา ดูเหมือนว่าฝ่ายเกาหลีจะเริ่มระดมคนค้นหากันอย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นขุดดินแทบพลิกกลับเลยทีเดียวค่ะ”
เจิ้งมู่ขมวดคิ้ว “พวกนั้น... ดูท่าจะถูกกระตุ้นจนเสียสติไปแล้วสิ”
แต่ในแววตาของเขากลับฉายแสงลึกลับ เพราะนั่นคือเหมืองโลหะสีม่วงระดับหายากทั้งสาย ซึ่งในฐานะช่างกลเเล้ว เขาไม่มีวันยอมปล่อยมันไปแน่
“หรือว่า... จะลองเปลี่ยนพื้นที่ดีไหม?” เขาพึมพำ คิดถึงแผน “ให้บอสจู่โจมปรากฏตัวอีกครั้ง” ในโซนใหม่ของเกาหลี
ทว่าก่อนที่เขาจะตัดสินใจได้ เสียงสื่อสารก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
ชื่อบนหน้าจอคือ “ฉินจือ”
ทันทีที่กดรับ เสียงอันเข้มข้นก็พุ่งออกมาจากปลายสาย
“เจิ้งมู่! ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน!?”
เจิ้งมู่ชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะตอบ เสียงของฉินจือก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“อย่าบอกนะว่า...นายอยู่ใน ‘ดินแดนหิมะจันทรา’ น่ะ!?”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ เจิ้งมู่เหลือบมองพรรคพวกของตน ทุกคนสบตากันโดยไม่พูดคำใด