- หน้าแรก
- ใครว่าอาชีพช่างกลกระจอก
- บทที่ 82 น่าสะพรึง! ประธานที่พ่ายแพ้ด้วยความแค้น
บทที่ 82 น่าสะพรึง! ประธานที่พ่ายแพ้ด้วยความแค้น
บทที่ 82 น่าสะพรึง! ประธานที่พ่ายแพ้ด้วยความแค้น
บทที่ 82 น่าสะพรึง! ประธานที่พ่ายแพ้ด้วยความแค้น
เงาดำใต้เท้าของเจิ้งมู่สั่นไหวแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับพื้นสนามกำลังสะท้านตามจังหวะหัวใจของสัตว์ร้ายที่ซ่อนอยู่
เสียง “กึก กึก กึก” ดังขึ้นติดต่อกัน ก่อนที่รอยแยกมืดดำจะขยายออกเป็นวงกว้าง ลมหายใจเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วสนามประลอง
“นั่นมัน...อะไรอีกล่ะ?”
“อย่าบอกนะว่า...ยังไม่หมด!”
เสียงอุทานจากบนอัฒจันทร์ดังระงม
ในวินาทีต่อมา เงาดำขนาดยักษ์ก็พุ่งทะลุพื้นขึ้นมา
คราวนี้ไม่ใช่ลิคเกอร์ตัวเดิมแต่เป็นร่างที่ใหญ่กว่า หนากว่า และน่ากลัวยิ่งกว่า! กล้ามเนื้อเหล็กสีดำหม่นราวโลหะที่ถูกหลอมจนเดือดปุดๆ ดวงตาแดงฉานสว่างวาบกลางความมืด
“กร๊าซซซซซ!!”
เสียงคำรามทำให้แม้แต่ผู้ชมระดับสูงยังต้องยกมือขึ้นบังหน้า สายลมแรงปะทะพัดกราดทั่วสนาม
เจิ้งมู่ยกมือเคาะนาฬิกาเบาๆ แล้วพูดอย่างขี้เล่น “แนะนำให้รู้จักเวอร์ชันอัปเกรดของลิคเกอร์... รุ่นพิเศษที่ใช้พลังงานมืดแทนแบตเตอรี่ธรรมดา”
เขายิ้ม เหงื่อยังไม่ทันผุดบนขมับด้วยซ้ำ
“ชื่อของมันคือ—ปีศาจรัตติกาล”
ทันทีที่เสียงจบลง ร่างยักษ์ก็พุ่งเข้าใส่เสี่ยวหรัวเถิงในความเร็วที่สายตาแทบมองไม่ทัน กรงเล็บยักษ์กวาดฟาดจนพื้นสนามเกิดรอยแตกยาว
“อ๊ากกก!!” เสี่ยวหรัวเถิงร้องลั่น ถูกกระแทกจนร่างปลิวกระเด็นไปชนกำแพงพลังสนามประลอง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ผู้ตัดสินหน้าเผือด รีบเปิดโล่เสริมความปลอดภัยทันที ขณะที่ค่าพลังชีวิตของเสี่ยวหรัวเถิงในหน้าจอฉายกลางอากาศ ลดฮวบลงจนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสาม
“บ้าชิบ...นี่มันสิ่งประดิษฐ์จักรกลจริงเหรอ ไม่ใช่สัตว์ร้ายจากมิติพลังงานมืดหรอกนะ?”
“พระเจ้า...เขาสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง!”
ฝูงชนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เสี่ยวหรัวเถิงกัดฟัน ลุกขึ้นด้วยแรงเฮือกสุดท้าย พลังสายฟ้าไหลวนรอบตัวจนเกิดเสียงแตกเปรี๊ยะ เขาตะโกนลั่น
“วิชาสุดยอด หอกสังหารเทพสายฟ้า!”
ฟ้าผ่าเป็นเส้นสีขาวแหลมพุ่งทะลุอากาศ ตรงเข้าสู่หัวใจของปีศาจรัตติกาล
แต่แทนที่จะทะลวง มันกลับ “หยุด” อยู่กลางทาง
เจิ้งมู่ยิ้มมุมปาก “พอดีมันป้องกันพลังเวทระดับ B ขึ้นไป ฉันเพิ่งอัประบบเมื่อวานน่ะ”
เสียงฟ้าผ่าดับวูบ เหมือนถูกมือใครบีบคอให้เงียบลง เสี่ยวหรัวเถิงเบิกตาโพลง มองเห็นเงายักษ์โน้มตัวเข้ามา กรงเล็บทั้งสองข้างยกขึ้นพร้อมกัน
“จบแล้ว...”
เขาพึมพำเบาๆ
แต่ในวินาทีนั้น เจิ้งมู่ก็ก้าวเท้าหนึ่งก้าว เสียง “ตึ๊ก” ดังเบาๆ บนพื้นสนาม เขาไม่ได้มองคู่ต่อสู้ด้วยซ้ำ แค่ยกคิ้ว พลางเคี้ยวหมากฝรั่งอย่างสบายใจ
“ฉันบอกแล้วว่า...ครึ่งชั่วโมง เห็นไหมยังเหลืออีกตั้งเจ็ดนาทีเเหนะ”
จากนั้นปีศาจรัตติกาลก็ฟาดลงมาพร้อมเสียงระเบิดสะเทือนทั่วสนามประลอง แสงวาบสีแดงปะทุขึ้นกลางอากาศ ท่ามกลางเสียงอุทานของผู้ชมทั้งสนามที่ดังลั่นไปพร้อมกัน
ภายใต้สายตาเหลือเชื่อของทุกคน หนึ่งตัว สองตัว สามตัว...
เพียงพริบตาเดียว ลิคเกอร์ที่เคยมีแค่สองตัวในสนาม กลับเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นฝูง ทั้งหมดยี่สิบตัว!
ฝูงอสูรที่กรงเล็บแวววาววับเย็นเฉียบ กรีดเสียงครางต่ำในลำคอ ล้อมรอบเสี่ยวหรัวเถิงราวกับฝันร้ายที่ตื่นขึ้นพร้อมกันทุกตัวในนรก
มือที่ถือหอกของเขาเริ่มสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง
“นาย...”
ยังไม่ทันได้พูดจบ
“โฮกกกกกก!!!”
เสียงคำรามประสานกันของฝูงลิคเกอร์ก็ระเบิดสะเทือนฟ้า ร่างพวกมันพุ่งเข้ากระโจนพร้อมกันราวพายุแห่งความตาย
เสียงเนื้อฉีก “แหวะ!” ดังขึ้นพร้อมเสียงร้องโหยหวน “อ๊ากกกกกก!!”
เลือดสาดกระเซ็นเต็มสนามราวสายฝนสีแดง ทุกคนตัวแข็งทื่อ บางคนถึงกับอาเจียนออกมา
ภาพตรงหน้าช่างเหมือนฝูงนักล่าที่กำลังรุมเหยื่อ แทะ กัด ฉีก จนไม่มีแม้แต่เศษร่างให้หลงเหลือ
ผู้ชมบางคนตัวสั่นเทาเงียบงัน แต่บางคนกลับหัวเราะเบาๆ ด้วยความสะใจ นี่คือโลกที่ผู้อ่อนแอคืออาหารของผู้แข็งแกร่ง ไม่มีใครมาร้องขอความยุติธรรมที่นี่
ระหว่างเสียงกรีดร้อง ผู้ตัดสินที่ควรจะยุติการต่อสู้ กลับสวมแว่นกันแดดหูฟังเสียบหู โยกหัวตามจังหวะเพลงอย่างเมามันราวกับอยู่ในคอนเสิร์ตส่วนตัว ไม่แม้แต่จะหันมามอง
“บ้าเอ๊ย...” มีคนพึมพำเบาๆ
ฝั่งสมาคมวงล้อแห่งสัจธรรมกลับโห่ร้องลั่นอัฒจันทร์
“หัวหน้าสุดยอด!”
“ไปตายซะเสี่ยวหรัวเถิง! ฮ่าๆๆๆ!”
หลีเฉิงคุนกับพวกถึงกับยกแขนขึ้นตะโกนด้วยความสะใจ ส่วนสมาคมฝนกระหน่ำอีกฝั่งกลับขาอ่อนแทบทรุด สีหน้าว่างเปล่า
“จบแล้ว... ทุกอย่างจบแล้ว...”
เมื่อลิคเกอร์ทั้งฝูงค่อยๆ แยกออก ก็เผยให้เห็นซากศพที่แทบไม่เหลือชิ้นดี เจิ้งมู่รับหอกยาวจากหนึ่งในพวกมันมา พิจารณาครู่เดียวก่อนพูดเรียบๆ
“ของดี...แต่เสียดาย เจ้าของมันไม่คู่ควร”
เขาถอยหลังสองก้าว ปักหอกที่เปื้อนเลือดลงกับพื้น เสียงโลหะกระทบดัง “เคร้ง” สะท้อนก้องทั่วสนาม แสงอาทิตย์สะท้อนปลายหอกสีแดงวาว นี่คือสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้อย่างแท้จริง
เหล่ารุ่นพี่ที่เคยหัวเราะเยาะพลันนิ่งเงียบ สีหน้ากลับกลายเป็นเคร่งขรึม
สนามประลองถูกจัดการอย่างรวดเร็วโดยเจ้าหน้าที่ ก่อนผู้ตัดสิน (ที่เพิ่งถอดหูฟังออก) จะกระแอมออกมาเบาๆ พลางพลิกแฟ้มอย่างเนือยๆ แล้วประกาศ
“การท้าสมาคมเวลาแปดโมงครึ่ง — อู่หลี่ ประธานสมาคมโครงกระดูกเหล็ก ปะทะ เจิ้งมู่ ประธานสมาคมวงล้อแห่งสัจธรรม! ทั้งสองฝ่ายเข้าประจำที่!”
เสียงประกาศดังขึ้นพร้อมกับร่างกำยำของอู่หลี่ที่ลุกขึ้นยืน เขาสูดลมหายใจลึกก่อนเดินลงสนามทีละก้าว ราวภูเขาเคลื่อนไหว ดวงตาี่จับจ้องตรงไปยังเจิ้งมู่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
เขาอาจกลัว แต่ก็ถอยไม่ได้ เพราะหากยอมแพ้ แต้มสมาคมนับแสนก็จะสูญสิ้น สมาคมโครงกระดูกเหล็กจะถูกลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัยทันที
“เริ่มการประลอง!”
ผู้ตัดสินตะโกนแล้วถอยไปยังขอบสนามอย่างไว
ทว่าคราวนี้ เจิ้งมู่ไม่รอให้ใครเริ่มก่อน เพียงแค่เขาคิด ฝูงลิคเกอร์ยี่สิบตัวก็เคลื่อนไหวพร้อมกัน ล้อมรอบอู่หลี่ในชั่วพริบตา
เสียงคำรามต่ำของอู่หลี่ดังขึ้นพร้อมกับเกราะหินที่ผุดขึ้นทั่วร่าง กล้ามเนื้อหนาแน่นดั่งภูผา แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
“แหวะ!”
กรงเล็บแหลมคมของลิคเกอร์ตัวหนึ่งก็เจาะทะลุเกราะหินจากด้านหลัง เลือดพุ่งกระเซ็นราวน้ำพุ
อู่หลี่คำราม หมัดหินทั้งสองระเบิดพลังออกเป็นคลื่นกระแทก ไล่ฟาดไปทั่วสนาม แต่ไม่ทันไร แถบพลังชีวิตของเขาก็ร่วงฮวบลงอย่างบ้าคลั่ง
ทุกคนคิดว่าเขาคงยอมแพ้แน่แล้ว
แต่ในจังหวะที่เขาก้มหน้า แววตากลับเปล่งประกายเย็นชา มีดโค้งในมือถูกขว้างออกไปด้วยความเร็วสูง!
“มีดโค้งตัดศีรษะ!”
แสงเย็นวาบพุ่งตรงไปยังลำคอของเจิ้งมู่!
ทว่า
“โครม!”
พื้นสนามสั่นสะเทือน ยักษ์เหล็กสีแดงน้ำเงินสูงแปดเมตรปรากฏขึ้นข้างหน้าเจิ้งมู่ บังเขาไว้เต็มร่าง
“เคร้ง!”
เสียงมีดกระแทกโลหะจนสะเทือนหู ก่อนที่ร่าง ยักษ์นั้นจะชูปืนใหญ่ขึ้นพร้อมเสียงคำรามโลหะ
“โครม! โครม! โครม!”
ลูกกระสุนพลังระเบิดทีละนัด ซัดใส่อู่หลี่จนร่างแตกกระจายกลายเป็นหมอกเลือดในพริบตาเดียว
ทั้งสนามเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของลิคเกอร์ที่นำห่วงสีม่วงระดับหายาก Lv30 มาวางลงบนแทบเท้าของเจิ้งมู่
เขาก้มมองแล้วพูดเสียงเรียบ “ของใช้ได้ แต่ไม่เข้ามือ” จากนั้นก็โยนมันไปคล้องปลายหอกของเสี่ยวหรัวเถิงอย่างไม่ใยดี
สนามทั้งสนามเงียบสนิทราวหยุดหายใจ
ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ เจิ้งมู่ไม่แม้แต่จะขยับ เหงื่อบนหน้าผากไม่มีสักเม็ด เขายืนนิ่ง ล้วงกระเป๋า มองดูทุกอย่างเหมือนคนที่มาชมการแสดงมากกว่าคนที่เข้าร่วม
ผู้ตัดสินยกแฟ้มอีกครั้ง สีหน้าสงบ แต่เสียงแผ่วที่เปล่งออกมากลับทำให้ทั้งอัฒจันทร์ตึงเครียดขึ้นทันตา
“การท้าสมาคมเวลาเก้าโมงตรง หลัวปี๋ฉี ประธานสมาคมไพธอนสามหัว ปะทะ เจิ้งมู่ ประธานสมาคมวงล้อแห่งสัจธรรม...”