- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฐานะบรรพชนตัวร้ายพร้อมกับระบบ
- 435.วิญญาณผสาน
435.วิญญาณผสาน
435.วิญญาณผสาน
สถานการณ์ตอนนี้เป็นดังนี้
ทางตระกูลฟางมีกำลังรบระดับเซียนปฐพีถึงเจ็ดคน
ส่วนตระกูลเจียงมีเพียงสี่คนเท่านั้น
อาวุธเซียนของตระกูลหยุนได้แตกสลายไปแล้ว
ต่อให้รวมบรรพชนตระกูลหยุนและหยุนจีที่เพิ่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนปฐพีเข้าไปก็ยังมีเพียงหกคนเท่านั้น!
ทวีปสวรรค์รับแรงกระแทกจากการต่อสู้ระดับเซียนปฐพีไม่ได้
ดังนั้นสนามรบจึงถูกย้ายไปยังดินแดนภายนอก
ทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมเปิดศึกเต็มรูปแบบแล้วจนถึงขั้นชีวิต-ความตาย
เพราะกำลังอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอย่างหนักจึงรีบเรียกตัวเขากลับด่วนหรือเปล่า?
แต่สิ่งที่เฉินเลี่ยสนใจในตอนนี้กลับไม่ใช่เรื่องนั้น
เขากำลังสนใจเรื่องอื่นมากกว่า!
วินาทีต่อมาเฉินเลี่ยหันไปมองผู้อาวุโสโม่ด้วยสีหน้าสงสัย
“ผู้อาวุโสโม่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่แคว้นเซียนหยุนแล้วยังรู้ด้วยว่าข้าอยู่ที่สำนักเซียนหยุนเมิ่ง?”
หยุนจีส่งคนมาหาเขาไม่น่าจะเดาเอาเองแล้วตรงมาที่นี่เป็นอย่างแรกได้
เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่านอกจากตัวเขาและป้าหนิงแล้วไม่มีใครรู้เรื่องที่เขามาที่สำนักเซียนหยุนเมิ่ง!
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมบุตรเขยถึงถามแบบนี้แต่ผู้อาวุโสโม่ก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาทันที
“ฮูหยินเป็นผู้บอกตำแหน่งที่แน่นอนขอบุตรเขยให้ข้าทราบเอง!”
????
อะไรกัน? จริงๆแล้วหยุนจีเป็นคนบอกตำแหน่งที่แน่นอนให้ผู้อาวุโสโม่รู้?
เฉินเลี่ยงงงันไปชั่วขณะก่อนจะหันไปมองซ่งชิงหนิงโดยสัญชาตญาณ
“เจ้ามีช่องทางติดต่อกับแม่ยายผู้งดงามของข้าด้วยหรือ?”
“เจ้าบอกนางว่าเราอยู่ที่สำนักเซียนหยุนเมิ่งใช่ไหม?”
เห็นว่าเฉินเลี่ยเข้าใจผิดว่าเป็นตนซ่งชิงหนิงจึงรีบอธิบายทันที
“ไม่มีหรอกข้าก็กำลังงงเหมือนกันว่าเสี่ยวหยุนหยุนส่งคนมาหาเราได้แม่นยำขนาดนี้ได้ยังไง”
“ข้ากำลังดื่มดำอยู่จะไปบอกตำแหน่งที่แน่นอนให้ใครมาทำลายอารมณ์ด้วยล่ะ?”
งั้นก็ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ถ้าไม่ใช่นางที่บอกแล้วจะเป็นใครกัน?
ไม่ใช่ว่าเฉินเลี่ยว่างจนต้องมาสนใจเรื่องเล็กน้อยแบบนี้
แต่เรื่องนี้มันแปลกจริงๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นแล้ว
เหมือนตอนที่อยู่แคว้นเฟิงหมิงไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหน หยุนจีแค่อยากตามหาก็สามารถระบุตำแหน่งเขาได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง
ครั้งเดียวสองครั้งยังพอว่าเป็นเรื่องบังเอิญแต่สามสี่ครั้งล่ะ?
ตอนนี้เฉินเลี่ยเริ่มสงสัยว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ!
ราวกับสัมผัสได้ถึงความครุ่นคิดของเขา
ซ่งชิงหนิงกระพริบตาสวยๆของตนก่อนจะถามขึ้นอย่างกะทันหัน
“หนุ่มน้อยก่อนหน้านี้เคยเกิดเรื่องแบบนี้บ่อยๆใช่ไหม?”
“คือเสี่ยวหยุนหยุนอยากติดต่อเจ้าก็รู้ตำแหน่งเจ้าได้แม่นยำทุกครั้ง?”
เฉินเลี่ยพยักหน้าตามสัญชาตญาณ
“ใช่ เพราะมันเกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้งข้าถึงรู้สึกสงสัย”
แต่ไม่ทันที่เขาพูดจบ
ซ่งชิงหนิงก็เดินมาหาเขาก้มลงไปสูดกลิ่นที่ต้นคอของเขาอย่างแรง!
เห็นท่าทางประหลาดของนางเฉินเลี่ยก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่จึงถามออกไปโดยไม่ทันคิด
“หนิงเอ๋อร์เจ้ากำลังทำอะไรอยู่!?”
วินาทีต่อมาซ่งชิงหนิงเหมือนจะสูดกลิ่นอะไรบางอย่างได้จากตัวเขา
นางอดขำไม่ได้ก่อนจะหันมาพูดกับเฉินเลี่ยด้วยสีหน้าขบขัน
“หนุ่มน้อยข้าคิดว่าข้ารู้แล้วว่าทำไมเสี่ยวหยุนหยุนถึงตามหาเจ้าได้แม่นยำทุกครั้ง!”
“หา?”
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยงุนงงของเฉินเลี่ย
ในชั่วขณะนั้นซ่งชิงหนิงก็เผยรอยยิ้มขบขันปนเหนื่อยใจออกมา
จากนั้นนางไม่รู้ว่าใช้วิชาอะไรปลายนิ้วเรียวขาวจึงยื่นออกมาลูบไล้เบาๆที่ช่วงกระดูกไหปลาร้าของเขา
วินาทีต่อมาสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
บนผิวหนังบริเวณกระดูกไหปลาร้าของเฉินเลี่ยปรากฏรอยดอกไม้สีแดงขนาดเล็กดอกหนึ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน!
“เอ๊ะ? นี่มันอะไรกัน?ทำไมข้ามีของแบบนี้ติดตัวด้วย?”
เห็นว่าเฉินเลี่ยเหมือนจะไม่รู้จักสิ่งนี้เลย
ซ่งชิงหนิงจึงยิ้มหวานก่อนจะอธิบายให้เขาฟัง
“หนุ่มน้อยเจ้าเคยได้ยินคำว่า ‘วิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิด’ ไหม?”
โดยทั่วไปผู้บ่มเพาะที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋าจะต้องเลื่อนถึงขอบเขตเทพฤทธิ์จึงจะเริ่มใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ได้
แต่ทุกสิ่งย่อมมีข้อยกเว้น
บางคนที่มีพรสวรรค์ล้นเหลือตั้งแต่เกิดมาก็สามารถใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
ถึงพลังอาจจะยังไม่แข็งแกร่งแต่ก็ถือเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง
หากเกิดกรณีเช่นนี้ผู้คนจึงเรียกมันว่า “วิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิด” !
ในด้านพลังทำลายวิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิดเมื่อเทียบกับวิชาศักดิ์สิทธิ์แบบดั้งเดิมแล้วใครจะเหนือกว่าใครนั้นยากที่จะเข้าใจยังไงก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังของผู้ใช้เป็นหลัก
แต่สิ่งที่แน่นอนคือในบรรดาวิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิดมีหลายอย่างที่ทำหน้าที่ได้อย่างมหัศจรรย์เกินกว่าวิชาศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปจะเลียนแบบได้
เช่น การค้นหาสมบัติ การสร้างภาพลวงตา ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่วิชาศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาทำไม่ได้!
ในชั่วขณะนั้นเฉินเลี่ยเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมนางถึงพูดถึง “วิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิด” เขาจึงถามออกไปทันที
“วิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิดข้าเคยได้ยินแต่รอยดอกไม้เล็กๆที่กระดูกไหปลาร้าของข้านี่มัน...”
ยังไม่ทันพูดจบซ่งชิงหนิงก็ยิ้มยืนยันคำตอบให้เขา
“ถูกต้องเลยหนุ่มน้อยรอยดอกไม้สีแดงดอกเล็กๆตรงกระดูกไหปลาร้าของเจ้าคือสิ่งที่เสี่ยวหยุนหยุนปลูกฝังให้เจ้าเอง”
“นี่คือวิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิดของนาง”
“ไม่นึกเลยจริงๆว่าเสี่ยวหยุนหยุนจะตามใจเจ้าได้ถึงขนาดนี้”
“ซึ่งวิญญาณคู่กำเนิดที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวและล้ำค่าอย่างยิ่งมาปลูกฝังให้เจ้า”
วิญญาณคู่กำเนิด?
ในที่สุดเฉินเลี่ยก็เข้าใจแล้วว่าทำไมน้ำเสียงของซ่งชิงหนิงถึงแฝงความน้อยใจเล็กๆอยู่
อะไรกัน...แม่ยายผู้งดงามถึงกับใช้ “วิญญาณคู่กำเนิด” กับเขา? แล้วยังให้รอยดอกเพศผู้กับเขาอีก?
อย่างที่บอกไปแล้ววิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิดที่เกิดมาตั้งแต่กำเนิดมีหลายอย่างที่ทำหน้าที่ได้อย่างมหัศจรรย์
และ “วิชานั้นแม้แต่ในหมู่วิชาศักสิทธิ์โดยกำเนิด วิญญาณคู่กำเนิด ก็ยังนับว่าหายากยิ่ง”
ในโลกแห่งการบ่มเพาะมีดอกไม้พิศดารชนิดหนึ่งชื่อว่า “ดอกไม้คู่กำเนิด”
ดอกไม้นี้หายากมากแต่หากปรากฏจะต้องออกมาพร้อมกันสองดอกเสมอดอกหนึ่งเป็นตัวผู้อีกดอกเป็นตัวเมีย
เหตุที่เรียกว่าพิศดารก็เพราะต่อมามีผู้บ่มเพาะค้นพบว่า หากโจมตีดอกตัวผู้ดอกตัวเมียจะต้องตายแทน
ราวกับดอกตัวเมียรับความเสียหายแทนดอกตัวผู้ทั้งหมด
เพราะผลของวิชาศักดิ์สิทธิ์ “วิญญาณคู่กำเนิด” คล้ายคลึงกับดอกไม้คู่กำเนิดอย่างยิ่งจึงได้ชื่อนี้ในโลกการบ่มเพาะ!
รอยดอกที่ถูกฝังลงบนร่างเขาเป็นรอยดอกตัวผู้
นั่นหมายความว่าบนร่างของหยุนจีต้องเป็นรอยดอกตัวเมียแน่นอน
เมื่อวิชานี้ถูกฝังลงบนตัวเขาผลลัพธ์ก็มีเพียงข้อเดียว
หากเป็นแผลเล็กๆน้อยๆก็ไม่เป็นไรแต่หากเขาได้รับบาดเจ็บที่คุกคามถึงชีวิต
"วิญญาณคู่กำเนิด” จะถูกกระตุ้นทันที
และถ่ายโอนความเสียหายทั้งหมดที่เขาได้รับในครั้งนั้นไปยังผู้ครอบครองดอกตัวเมีย...!
พูดง่ายๆก็คือวิชานี้เทียบได้กับ “บัตรชุบชีวิต” ใบหนึ่ง
แต่สิ่งที่เฉินเลี่ยเข้าใจไม่ตกคือ
ทำไมแม่ยายผู้งดงามถึงยอมฝังวิชานี้ลงบนร่างเขา?
กลัวว่าเขาจะได้รับอันตรายถึงชีวิตหรือ?
แล้วที่ทุกครั้งนางตามหาเขาได้แม่นยำทุกแห่งหนก็เพราะผลข้างเคียงอีกอย่างของวิชานี้ใช่ไหม?