- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฐานะบรรพชนตัวร้ายพร้อมกับระบบ
- 394.แค่นอนพักผ่อน!
394.แค่นอนพักผ่อน!
394.แค่นอนพักผ่อน!
“แน่นอนก็คือทำสิ่งที่สามีภรรยาควรทำกันไง!”
จางเสี่ยวฟางยิ้มสดใสก้าวทีละก้าวเข้าใกล้หยุนเฟยเสวี่ยที่กำลังกุมอกมองนางด้วยสีหน้าตกใจสุดๆ
วินาทีถัดมาก็ได้ยินนางพูดด้วยน้ำเสียง “อ่อนโยน” เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“พี่สาวบอกว่าอยากให้ข้าท้องกับพี่เฟยเสวี่ยให้เร็วที่สุดถ้าพี่เฟยเสวี่ยมีลูกแล้วคงจะยอมรับชะตากรรมและหายป่วยได้เร็วขึ้น!”
“ดังนั้นพี่เฟยเสวี่ยก็ยอมรับชะตากรรมเถอะ!”
“คืนนี้ข้าจะดูแลพี่เฟยเสวี่ยให้ดีที่สุดเลย!”
เพื่อให้สมบทกับจางเสี่ยวฟางเฉินเลี่ยจึงผนึกพลังบ่มเพาะทั้งหมดของหยุนเฟยเสวี่ยในวันแต่งงานโดยเฉพาะ
ถ้าแบบนี้ยังต่อต้านจางเสี่ยวฟางได้อีกเฉินเลี่ยก็เลิกยุ่งแล้วเถอะ!
ผลก็เป็นไปตามคาดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมาก็ยืนยันสิ่งนี้อย่างชัดเจน
ต่อให้หยุนเฟยเสวี่ยต่อต้านมากแค่ไหนสีหน้าตกใจแค่ไหน
จางเสี่ยวฟางก็ไม่ยอมปล่อยเขา
น้ำตาสองสายไหลลงจากหางตาของหยุนเฟยเสวี่ย
แต่จะมีใครสนใจกันล่ะ?
ทุกคนรู้ดีว่าหยุนเฟยเสวี่ย “ป่วย”
ไม่เป็นไรขอแค่รักษาโรคของเขาให้หายดีต่อไปก็คงไม่เป็นแบบนี้อีก!
ภายในห้องหอจางเสี่ยวฟางกำลังเพลิดเพลินกับความสุข
นอกห้องหอเฉินเลี่ยก็กำลังเพลิดเพลินกับความสุขเช่นกัน!
แสงจันทร์สว่างไสวสาดส่องลงในสวนดอกไม้
ขณะนี้เฉินเลี่ยกำลังเดินเล่นเคียงข้างหยุนชิงเย่ว์ท่ามกลางพุ่มดอกไม้
ภายใต้แสงจันทร์หยุนชิงเย่ว์สวมชุดยาวสีขาวรองเท้าผ้าไหมปักลายสีขาวเล็กน้อย
งดงาม สง่างาม อ่อนโยน บริสุทธิ์
เอาเถอะถ้าไม่นับภาพลักษณ์และบุคลิกแล้วหยุนชิงเย่ว์ก็คือนางเซียนจริงๆ
หลังจากเดินเล่นในสวนดอกไม้สักพักไม่รู้คิดอะไรขึ้นมา
วินาทีถัดมาก็ได้ยินหยุนชิงเย่ว์เอ่ยถามเบาๆ
“เฉินเลี่ย.....”
“เจ้าว่าวิธีที่เราทำอยู่จริงๆแล้วมันรักษาโรคของเฟยเสวี่ยได้จริงหรือ?”
“ถ้าหลังจากนี้เขายังต่อต้านอีกจะทำยังไงดี?”
เฉินเลี่ยไม่แสดงสีหน้าใดๆกอดเอวเรียวของหยุนชิงเย่ว์ไว้ แล้วยิ้มตอบนาง
“เชื่อข้าเถอะจะไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน!”
“การรักษาโรคนี้ไม่ใช่จะหายเร็วขนาดนั้นแต่ตราบใดที่ทำต่อเนื่องเขาจะต้องดีขึ้นแน่นอน!”
“แล้วก็มีคำพูดหนึ่งเจ้ายังไม่เคยได้ยินหรือ?”
“สำหรับบุรุษคนหนึ่งเมื่อมีครอบครัวของตนเองแล้วก็จะเกิดความรับผิดชอบขึ้นมา”
“เชื่อมือของน้องสะใภ้เราสินางจะดูแลน้องชายเจ้าให้ดีเอง!”
“รอจนน้องสะใภ้ให้กำเนิดบุตรชายสักสิบแปดคนให้เจ้า เมื่อถึงตอนนั้นเขาไม่ยอมรับชะตาก็ต้องยอม!”
“...........”
เมื่อถึงจุดนี้ก็ทำได้เพียงดำเนินตามแผนนี้ต่อไป
หยุนชิงเย่ว์เองก็หวังให้น้องชายกลับมาเป็นปกติ
แต่ในขณะนี้หยุนชิงเย่ว์กลับหน้าแดงระเรื่อ
ดิ้นเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา
“เฉินเลี่ยน้องชายข้าแต่งงานสำเร็จแล้ว!”
“การแสดงละครนี้คงจบได้แล้วกระมัง!”
แต่ไม่คาดคิดว่าในขณะนี้เฉินเลี่ยกลับกอดนางแน่นกว่าเดิม
จากนั้นก็ได้ยินเฉินเลี่ยพูดด้วยสีหนาจริงจัง
“จะหยุดตอนนี้ได้ยังไง?”
“เจ้าไม่กลัวว่าน้องชายเจ้าจะรู้ความจริงทีหลังหรือ?”
อาจเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกบุรุษกอดเอวหยุนชิงเย่ว์จึงไม่เพียงหน้าแดงก่ำแม้แต่ร่างกายก็รู้สึกไม่ชิน
เมื่อเห็นเฉินเลี่ยกอดแน่นขึ้นนางจึงถามเบาๆด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
“งั้น...แล้วเราจะแสดงไปถึงเมื่อไหร่ล่ะ!?”
“คงไม่ใช่ว่า...จะแสดงแบบนี้ไปตลอดไปใช่ไหมแล้วเจ้าก็ไม่ได้บอกหรือว่ามีเสี่ยวฟางอยู่แล้วจะช่วยให้น้องชายข้ารักษาได้เร็วขึ้น?”
เฉินเลี่ยตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยคิดจะปล่อยหยุนชิงเย่ว์ไปเลย
ในสายตาของเขาสตรีผู้นี้ค่อนข้างง่ายต่อการพิชิตใจ
พรสวรรค์ดี งดงาม อาจเพราะตั้งแต่เด็กจนโตทุ่มเททั้งใจให้ดูแลน้องชายหยุนชิงเย่ว์จึงไม่เคยมีประสบการณ์รักใคร่เลย
ในตลาดความรักนางบริสุทธิ์ราวกับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง
แล้วจะทำให้ความรู้สึกของนางต่อตน “เปลี่ยนแปลง” ได้อย่างไร?
ง่ายมากใช้เวลาทำจนชินก็พอ!
ดังนั้นต่อให้หยุนเฟยเสวี่ยยอมรับชะตายอมอยู่กับจางเสี่ยวฟางอย่างดีแล้ว
ละครนี้เขาก็ยังต้องให้หยุนชิงเย่ว์ร่วมแสดงต่อไป
ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วมีคนแซ่หลู่ท่านหนึ่งเคยกล่าวคำคมไว้หรือไม่?
การแสดงละครน่ะยิ่งแสดงไปนานก็ยิ่งกลายเป็นจริง
สิ่งที่เฉินเลี่ยต้องการตอนนี้ก็คือผลลัพธ์แบบนั้น
ดังนั้นเมื่อเห็นหยุนชิงเย่ว์ถามเบาๆว่าละครนี้จะแสดงไปถึงเมื่อไหร่
ในขณะนี้เฉินเลี่ยจึงเริ่ม “หลอกล่อ” อย่างจริงจังทันที
“จะแสดงไปถึงเมื่อไหร่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน!”
“แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงสำคัญที่สุดเราต้องไม่ยอมแพ้กลางคันเด็ดขาด!”
“แล้วก็มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกให้ชัดเจน”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเราต้องไม่เพียงแต่แสดงละครต่อ แต่ในพฤติกรรมและการกระทำก็ต้องแสดงให้ใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้น!”
“นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้น้องชายเจ้ารู้ทัน”
“ตามความเห็นข้าวิธีที่ดีที่สุดคือตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปพวกเราจะนอนห้องเดียวกัน!”
ยังไม่ทันที่เฉินเลี่ยจะพูดจบ
ในขณะนี้หยุนชิงเย่ว์ถึงกับตะลึงอ้าปากค้าง
“อะไรนะ?”
“ยังต้องนอนห้องเดียวกันอีก?”
“นี่...นี่จะทำได้ยังไง!?”
“เฉินเลี่ยเจ้า.....”
เฉินเลี่ยไม่ให้นางมีโอกาสพูดต่อจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ!?”
“ที่ข้าจัดการทุกอย่างนี้ไม่ใช่เพื่อให้ละครนี้ดูสมจริงหรือ?”
“ไม่ได้นอนห้องเดียวกันแล้วจะเรียกว่าคู่รักได้ยังไงจะเรียกสามีภรรยาได้ยังไง?”
“หยุนชิงเย่ว์ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลอะไรเจ้าคงไม่เชื่อใจข้าแล้วสินะ?”
“แค่นอนห้องเดียวกันเท่านั้นวางใจได้ข้าจะไม่ทำอะไรเกินเลยกับเจ้าแน่นอน!”
“หยุนชิงเย่ว์เจ้าก็หวังให้น้องชายเจ้ารักษาหายเร็วๆใช่ไหม?”
“ดังนั้นในเรื่องนี้เจ้าต้องร่วมมือกับข้าอย่างเต็มที่!”
“ตอนนี้เจ้าก็แค่เศษเสี้ยวเจตจำนงเท่านั้นเจ้ายังกลัวข้าจะลงมือจับต้องเจ้าได้อีกหรือ?”
“..........”
ไม่ใช่กลัวว่าจะลงมือจับต้องแล้ว
แต่...แต่.....
ต้องยอมรับว่าสำหรับสตรีบริสุทธิ์ราวกระดาษขาวอย่างหยุนชิงเย่ว์
เมื่อเจอกับบุรุษหน้าด้านอย่างเฉินเลี่ยนี่คือศัตรูชีวิตที่กำหนดมาแต่เกิดจริงๆ
ถูกเฉินเลี่ยชักจูงด้วยคำพูดรัวๆจนสมองตื้อไปหมด
ชัดเจนว่ารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องนัก
แต่...แต่หยุนชิงเย่ว์อ้าปากค้างคิดอยู่นานก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง!
เมื่อเห็นสมองของหยุนชิงเย่ว์เหมือนจะค้างเฉินเลี่ยจึงกอดเอวเรียวของนางไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเล็กน้อย
“เอาล่ะฮูหยินตอนนี้ไม่ต้องคิดมากแล้ว!”
“ขอแค่เจ้าร่วมมือกับข้าอย่างเต็มที่ข้ารับประกันว่าน้องชายเจ้าจะหายดีได้เร็วแน่นอน!”
“ตอนนี้ก็ดึกแล้วน้องชายเจ้ากำลังเพลิดเพลินกับคืนเข้าหอ”
“เราก็ควรเข้าพักผ่อนได้แล้ว!”
“กลับห้องกันเถอะข้างในมีเตียงสองเตียงเราคนละเตียงก็พอ!”
“เจ้าวางใจได้ข้ารับประกันว่าจะไม่ทำอะไรเกินเลยกับเจ้า!”