- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฐานะบรรพชนตัวร้ายพร้อมกับระบบ
- 52.ไร้เทียมทาน!
52.ไร้เทียมทาน!
52.ไร้เทียมทาน!
ในที่นี้ผู้ที่ต้องการเป็นศัตรูกับเฉินเลี่ยมีทั้งหมดสี่ยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพ
ปรมาจารย์ฟู่หลงจากสำนักกระบี่เร้นลับอยู่ที่ขอบเขตแปลงเทพขั้นห้า
รองเจ้าสำนักเจี้ยนเจวี๋ยจากศาลาเทพสังหารอยู่ที่ขอบเขตแปลงเทพขั้นสาม
เทียนอีกับเทียนเอ๋อร์สองมือสังหารระดับสวรรค์อยู่ที่ขอบเขตแปลงเทพขั้นสอง
ในสายตาคนภายนอกสถานการณ์นี้สำหรับเฉินเลี่ยถือเป็นทางตันแน่นอน
แต่ในความเป็นจริงในสายตาเฉินเลี่ยคนพวกนี้แค่มาส่งผักส่งเนื้อให้เขากินเท่านั้น!
ยังไงซะร่างศักดิ์สิทธิ์ก็แข็งแกร่งจริงๆ
ต่อหน้าร่างศักดิ์สิทธิ์หยินหยางแห่งความโกลาหลของเขาวิธีการโจมตีทุกอย่างล้วนถูกกดขี่อย่างหนักหน่วง
ก่อนหน้านี้เคยกล่าวไว้แล้วหลังจากได้รับร่างศักดิ์สิทธิ์หยินหยางแห่งความโกลาหลแม้เฉินเลี่ยจะอยู่เพียงขอบเขตแปลงเทพขั้นหนึ่งก็ยังสามารถต่อกรกับยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพขั้นห้าได้โดยไม่เสียเปรียบ
แต่ตอนนี้ล่ะ?
ก่อนที่เฉินเลี่ยจะเดินทางมาถึงเมืองเลี่ยหยางเขาได้ยกระดับพลังบ่มเพาะของตนเองถึงขอบเขตแปลงเทพขั้นสองแล้ว!
การครอบครองร่างศักดิ์สิทธิ์ไม่เพียงทำให้ความเร็วในการบ่มเพาะเพิ่มขึ้น
แต่ทุกครั้งที่เลื่อนขั้นเล็กหนึ่งขั้นพลังต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นก็มากกว่าผู้บ่มเพาะทั่วไปในขอบเขตเดียวกันที่ไม่มีร่างพิเศษมากนัก
พูดจริงๆอย่าว่าแต่ตอนนี้เป็นปรมาจารย์ฟู่หลงนำทีมเลย
แม้จะเพิ่มเจ้าสำนักศาลาเทพสังหารขอบเขตแปลงเทพขั้นเจ็ดมาอีกคน
เฉินเลี่ยก็ยังมั่นใจว่าในสภาวะปกติเขาจะต่อกรกับพวกมันได้โดยไม่เสียเปรียบ!
ที่กล่าวมาข้างต้นคำว่า “สภาวะปกติ” ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษ!
สภาวะปกติคืออะไร? คือเฉินเลี่ยต่อสู้กับศัตรูโดยไม่ใช้เคล็ดวิชาพิเศษใดๆ!
อย่าลืมว่าร่างเดิมสามารถสร้างชื่อเสียงในแคว้นชิงหมิงมานานหลายปีได้ด้วยอะไร
วิชาลับอู่จี๋! แม้ในสายตาเฉินเลี่ยระดับของวิชานี้จะไม่สูงมากแต่ก็เป็นวิชาลับระดับปฐพีขั้นสูงอยู่ดี!
ด้วยวิธีหมุนเวียนปราณวิญญาณพิเศษในร่างกาย
ในเวลาสั้นๆสามารถทำให้เฉินเลี่ยระเบิดพลังต่อสู้เกินขีดจำกัดถึงสามเท่า!
ขอบเขตแปลงเทพขั้นสอง + ร่างศักดิ์สิทธิ์หยินหยางแห่งความโกลาหล + พลังต่อสู้สามเท่า
...เฉินเลี่ยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะแพ้ยังไง!
ยังกล้ามาวางแผนดักเขาอยู่เนี่ยนะ?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ในสมองของเฉินเลี่ยเกิดความคิดเดียวเท่านั้น
นั่นคือในเมื่อพวกเจ้ามาส่งตัวตายถึงที่ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว!
..............
ข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่าการตัดสินของเฉินเลี่ยถูกต้องอย่างยิ่ง
ปรมาจารย์ฟู่หลงและพวกมาดักรอที่นี่ก็เพื่อมาส่งผักส่งเนื้อให้เขาจริงๆ!
“ไม่.....”
“ข้าสัมผัสได้ว่าพลังบ่มเพาะของเจ้าแค่ขอบเขตแปลงเทพขั้นสามเท่านั้น...”
“แต่...ทำไมคุณภาพพลังต้นกำเนิดในร่างเจ้ากลับเข้มข้นขนาดนี้!”
“ทำไมวิชาโจมตีของข้าไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้เลย!”
“เจ้านี่! เจ้าใช้วิชามารอะไรกันแน่!”
“นี่...นี่เป็นไปไม่ได้!”
เดิมทีคิดว่าจะจับเฉินเลี่ยได้อย่างง่ายดายแต่พอเริ่มต่อสู้
ก็ผ่านไปเพียงไม่กี่กระบวนท่าปรมาจารย์ฟู่หลงก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
เมื่อครู่วิชาของเขากระหน่ำใส่เฉินเลี่ยเต็มๆแต่ทำไมอีกฝ่ายถึงยังยืนตัวตรงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น?
เมื่อเห็นสายตาไม่อยากเชื่อของปรมาจารย์ฟู่หลงและพวก
เฉินเลี่ยที่ลอยตัวกลางอากาศก็ยิ้มออกมา
“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น!”
“โลกนี้กว้างใหญ่สิ่งที่พวกเจ้าไม่เคยเห็นมีมากมายนัก!”
“คิดจริงๆหรือว่าข้าไม่มีวิชาลับติดตัวก็กล้ามาตีสนิทเอาสมบัติลับสำนักไท่หวังที่นี่?”
“การที่พวกเจ้ามาพบข้ามีชะตาเพียงอย่างเดียว!”
“นั่นคือจบลงเหมือนเฒ่าเทียนซานกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนใต้ฝ่ามือข้า!”
เฉินเลี่ยที่ลอยตัวกลางอากาศปรากฏลูกบอลแสงขนาดใหญ่ที่ถักทอจากพลังศักสิทธิ์ขึ้นในมือ
พลังที่แผ่ออกมาราวกับจะทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี
ใบหน้าของเฉินเลี่ยแดงก่ำเล็กน้อยนั่นเพราะเขาหมุนวิชาลับอู่จี๋จนถึงขีดสุด
วินาทีต่อมาหลังจากรวมพลังส่วนใหญ่ในร่างกายเข้าไปในลูกบอลแสง
เฉินเลี่ยเพียงใช้นิ้วแตะเบาๆ
ลูกบอลแสงก็พุ่งทะยานไปยังตำแหน่งที่ปรมาจารย์ฟู่หลงและพวกยืนอยู่อย่างรวดเร็ว!
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่เข้มข้นที่แผ่ออกจากลูกบอล
ในวินาทีนี้ปรมาจารย์ฟู่หลงที่รู้สึกถึงอันตรายถึงกับขนลุกซู่
ครั้งแรกในชีวิตเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย
“กระบวนท่านี้ห้ามรับโดยตรงเด็ดขาด! เจี้ยนเจวี๋ย เทียนอี เทียนเอ๋อร์! หนีเร็ว!!”
“หนี? หนีได้จริงหรือ?”
เฉินเลี่ยใช้พลังศักสิทธิ์ที่เหลืออยู่ในร่างกายผนึกพื้นที่อย่างรวดเร็ว
แม้จะผนึกได้เพียงไม่กี่วินาทีแต่ก็เพียงพอแล้ว
ขณะที่ปรมาจารย์ฟู่หลงและพวกพยายามฝ่าผนึกเพื่อหลบหนี
บอลแสงก็ลงพื้นแล้วจากนั้นคลื่นกระแทกที่ระเบิดออกมาก็ทำลายทุกสิ่งในรัศมีทันที!
ภูเขาถล่ม แผ่นดินไหว!
แม้แต่ชาวเมืองเสินจงที่อาศัยอยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมหาศาล
ต่างคิดว่าเกิดแผ่นดินไหวที่ไหนสักแห่ง!
ไม่มีใครรู้เลยว่านี่คือฝีมือของเฉินเลี่ยทั้งสิ้น!
พื้นดินถูกระเบิดเป็นหลุมขนาดใหญ่
แม้กระทั่งยอดเขาที่อยู่ไม่ไกลก็ถูกถล่มจนราบเรียบ
เมื่อควันฝุ่นมหาศาลถูกสายลมพัดกระจายไป
ปรมาจารย์ฟู่หลงและรองเจ้าสำนักเจี้ยนเจวี๋ยที่ก่อนหน้านี้ที่ยังโอ้อวดไม่หยุดตอนนี้กลับนอนแน่นิ่งบนพื้นไม่รู้เป็นตายร้ายดี!
ส่วนเทียนอีกับเทียนเอ๋อร์สองมือสังหารระดับสวรรค์ของศาลาเทพสังหาร
ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่ศพยังหาไม่เจอ!
เมื่อเห็นเฉินเลี่ยยืนตระหง่านกลางอากาศรูปร่างราวกับเซียนที่ลงมาจุติ
ในวินาทีนี้อย่าว่าแต่ซูชิงเหยียนกับเนี่ยชิงจู้จะตกตะลึงเลย
แม้แต่ในใจผู้เฒ่าเนี่ยก็พลุ่งพล่านด้วยความสั่นไหวที่ไม่อาจบรรยาย!
ขอบเขตแปลงเทพขั้นเจ็ด!
ไม่!
เคล็ดวิชาโจมตีที่บรรพชนเพิ่งใช้มีพลังทำลายล้างแทบไม่ต่างจากการโจมตีเต็มกำลังของยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพขั้นแปดเลย!
แต่พลังบ่มเพาะของบรรพชนเพิ่งจะขอบเขตแปลงเทพขั้นสองไม่ใช่หรือ?
เขา...เขาใช้วิชาลับอะไรถึงได้ปลดปล่อยการโจมตีที่น่ากลัวขนาดนี้!
เฉินเลี่ยไม่ได้ตื่นเต้นมากนักกับการบดขยี้ศัตรู
เพราะในสายตาเขานี่เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?
วินาทีต่อมาหลังจากลงสู่พื้นเฉินเลี่ยก็เอ่ยปากทันที
“ผู้เฒ่าเนี่ยไปดูสิว่าเจ้าสมองกลวงนี่ตายหรือยัง!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของเฉินเลี่ยผู้เฒ่าเนี่ยก็สะดุ้งในใจทันที วินาทีต่อมาเขาก็ไม่คิดเรื่องจุกจิกอีก
รีบไปตรวจดูปรมาจารย์ฟู่หลงและพวก!
“ท่านบรรพชน...สองคนนี้ยังมีลมหายใจแผ่วๆถ้าอย่างนั้นข้าจะจัดการเสียเดี๋ยวนี้ไหมขอรับ?”
ในดวงตาผู้เฒ่าเนี่ยเต็มไปด้วยจิตสังหารแม้ตัวการที่ทำลายสำนักไท่หวังจะเป็นสำนักกระบี่เร้นลับ
แต่ตอนนี้ได้สังหารปรมาจารย์ระดับบรรพชนของอีกฝ่าย ถือว่าล้างแค้นได้ส่วนหนึ่ง
ก็นับว่าเพียงพอจะปลอบประโลมดวงวิญญาณบรรพชนสำนักไท่หวังได้แล้ว
แต่วินาทีต่อมาเฉินเลี่ยเอ่ยขึ้นทันที
“อย่าเพิ่งฆ่า!”
“ในเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ก็จับกลับไปที่สำนักอู่จี๋เถิด!”
“พวกมันยังมีประโยชน์!”
หลังจากสั่งการเสร็จเฉินเลี่ยก็มอบหมายหน้าที่ให้ซูชิงเหยียน
“ชิงเหยียนตอนนี้ไม่มีใครรบกวนแล้วเจ้าพาชิงจู้ไปนำสมบัติลับของสำนักไท่หวังออกมาเถิด!”
“เมื่อเสร็จธุระที่นี่เราจะกลับสำนักกันได้!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของเฉินเลี่ย ซูชิงเหยียนก็รีบคำนับอย่างนอบน้อม
“นายท่าน...ข้าจะพาน้องชิงจู้ไปนำสมบัติลับของสำนักไท่หวังเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”