- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฐานะบรรพชนตัวร้ายพร้อมกับระบบ
- 13.ยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพ?
13.ยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพ?
13.ยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพ?
“อาจารย์!”
“ท่าน...ท่านเพิ่งพูดอะไรนะขอรับ?”
“คนผู้นี้...อย่างน้อยก็มีพลังบ่มเพาะขอบเขตแปลงเทพขึ้นไปอย่างนั้นหรือ?”
“นี่...เป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ!”
“เมืองเลี่ยหยางของเราเป็นเพียงเมืองเล็กๆห่างไกลเท่านั้น”
“จะดึงดูดยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพมาที่นี่ได้อย่างไรกัน!?”
ระดับการบ่มเพาะช่วงต้นของผู้บ่มเพาะมีทั้งหมด 6 ขอบเขต
ได้แก่ ขอบเขตหลอมกายา, ขอบเขตก่อกำเนิด, ขอบเขตสร้างรากฐาน, ขอบเขตแก่นวิญญาณ, ขอบเขตทารกวิญญาณ และขอบเขตแปลงเทพ!
เมืองเลี่ยหยางเป็นเพียงดินแดนห่างไกลจริงๆห่างไกลจนไม่สามารถห่างไกลกว่านี้ได้อีก
แทบไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับสูงอาศัยอยู่เลย
ในสามตระกูลใหญ่ที่ครองเมืองเลี่ยหยางบรรพชนระดับสูงสุดก็มีพลังบ่มเพาะเพียงขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น
ขอบเขตแปลงเทพ...นั่นคือขอบเขตยอดฝีมือที่เย่เทียนในตอนนี้ยังไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
ต้องรู้ไว้ว่าผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนี้แม้จะมองไปทั่วทั้งแคว้นชิงหมิงก็ถือเป็น “ผู้ไร้เทียมทาน”!
ดังนั้นเมื่อได้ยินอาจารย์บอกว่าเฉินเลี่ยมีพลังบ่มเพาะอย่างน้อยขอบเขตแปลงเทพ
เย่เทียนถึงกับตกใจสุดๆ!
ภายในหยกสีเขียวเข้มนางย่อมสัมผัสได้ถึงความตื่นตะลึงของเย่เทียนเช่นกัน
วินาทีต่อมานางจึงส่งกระแสจิตมาอีกครั้ง
“ถึงจะเป็นอาจารย์ก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพถึงมาปรากฏตัวที่เมืองเลี่ยหยาง”
“แต่เทียนเอ๋อร์เจ้าสามารถเชื่อคำพูดของอาจารย์ได้เต็มที่ ในเรื่องนี้อาจารย์ไม่มีทางตัดสินผิดแน่นอน”
“ฝ่ายตรงข้ามถึงจะจงใจปกปิดกลิ่นอายของตนเองแต่ความแข็งแกร่งของวิญญาณนั้นซ่อนไม่ได้เด็ดขาด!”
“เมื่อครู่ทำไมถึงแค่เขามองเจ้าแวบเดียวร่างกายของเจ้าก็ขยับไม่ได้?”
“ไม่ใช่เพราะฝ่ายตรงข้ามใช้เลห์กลใดๆกับเจ้า”
“แต่เป็นเพราะวิญญาณของเจ้ามีความละเอียดอ่อนโดยกำเนิดสามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้จึงเกิดความหวาดกลัวขึ้นตามสัญชาตญาณชั่วขณะนั้นจึงถูกกดดันจนขยับไม่ได้!”
“..........”
ฟังคำอธิบายของอาจารย์จบเย่เทียนถึงได้เข้าใจในที่สุดว่าทำไมเมื่อครู่แค่ถูกอีกฝ่ายมองแวบเดียวหนังศีรษะก็ชาไปหมดและเหงื่อเย็นผุดเต็มตัว
ตอนนั้นเขายังคิดว่าอีกฝ่ายแอบใช้เลห์กลอะไรใส่ตน
แต่ตอนนี้ดูแล้ว...เพียงเพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป
จนทำให้ตนเกิดความหวาดกลัวขึ้นตามธรรมชาติ!
“อาจารย์...ถ้าฝ่ายนั้นเป็นยอดฝีมือขอบเขตแปลงเทพจริงเขาติดต่อกับชิงจู้เช่นนี้...จะมีจุดประสงค์อะไรซ่อนอยู่หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ทราบ...ดังนั้นคำแนะนำของอาจารย์คือก่อนจะรู้จุดมุ่งหมายของอีกฝ่ายเจ้าอย่าประกาศตัวหรือเคลื่อนไหวโดยพลการเด็ดขาดเกรงว่าจะทำให้เขาขุ่นเคือง!”
ได้ยินถึงตรงนี้เย่เทียนก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
แต่ขณะเดียวกันสายตาที่เขามองเฉินเลี่ยก็ยิ่งเต็มไปด้วยความระแวดระวังมากขึ้นกว่าเดิม!
“คุณชายเฉิน...เต้าฮวยเสร็จแล้วเจ้าค่ะ!”
“รีบทานตอนร้อนๆนะเจ้าคะ!”
ขณะที่เย่เทียนกำลังจ้องเฉินเลี่ยเขม็ง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยชิงจู้ได้ทำเต้าฮวยหนึ่งชามเสร็จเรียบร้อยพร้อมยกมาวางตรงหน้าเฉินเลี่ยด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
“ขอบคุณมาก คุณหนูชิงจู้!”
เห็นเฉินเลี่ยกำลังลิ้มรสเต้าฮวยที่ตนทำด้วยมืออย่างจริงจัง ยังชมเชยเป็นระยะ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเนี่ยชิงจู้ยิ่งเปล่งประกายสดใส
พร้อมกันนั้นแก้มและลำคอก็ปรากฏแสงแดงระเรื่อขึ้นอย่างเงียบๆ!
เห็นเนี่ยชิงจู้กับ “คุณชายเฉิน” คนนั้นกำลังสนทนากันอย่างหวานชื่นบางทีนางก็เขินอายขึ้นมา
ไม่รู้ทำไมเย่เทียนกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจอย่างไม่มีเหตุผล
ตอนนี้เขาลืมคำเตือนของอาจารย์เมื่อครู่ไปสนิทแล้ว
อดไม่ได้ที่จะหน้าตาบึ้งตึงเรียกเนี่ยชิงจู้เสียงดัง
“น้องชิงจู้...เจ้าออกมาหน่อยได้ไหม?”
“พี่ชายมีเรื่องอยากคุยกับเจ้า!”
“เอ๊ะ? พี่เย่เทียน?”
เห็นเย่เทียนเรียกตนเนี่ยชิงจู้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับเฉินเลี่ยด้วยสีหน้าขอโทษ
“คุณชายเฉิน...ท่านทานไปก่อนนะเจ้าคะข้าจะไปดูว่าพี่เย่เทียนเรียกข้ามีเรื่องอะไร!”
เฉินเลี่ยยิ้มๆพยักหน้า
“ไปเถิด!”
“ไม่ต้องมาคอยดูแลข้าตลอดก็ได้ลูกค้าคนอื่นก็ต้องดูแลบ้างนะ!”
ลูกค้าคนอื่น?
กำลังพูดถึงตนงั้นรึ?
เย่เทียนรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม
จนกระทั่งเนี่ยชิงจู้เดินมาเย่เทียนจึงพานางไปยังมุมที่ห่างออกไปหน่อย
วินาทีต่อมาเขาลดเสียงลงแล้วเอ่ยตรงๆ
“น้องชิงจู้...คุณชายเฉินผู้นี้มีตัวตนอย่างไรเจ้าสอบถามให้ละเอียดหรือยัง?”
ถึงไม่เข้าใจว่าทำไมพี่เย่เทียนถึงถามเรื่องนี้แต่เนี่ยชิงจู้ก็พยักหน้า
“รู้สิเจ้าค่ะคุณชายเฉินเป็นนักเดินทางที่มาเที่ยวเมืองเลี่ยหยาง!”
“ทำไมพี่เย่เทียนถึงสนใจเรื่องของคุณชายเฉินกะทันหันล่ะเจ้าคะ?”
เย่เทียนไม่พูดอ้อมค้อมลดเสียงลงต่อ
“น้องชิงจู้ข้ารู้สึกว่าเจ้าควรระวังคุณชายเฉินผู้นี้ไว้บ้าง!”
“เอ๊ะ? ระวัง? ทำไมหรือเจ้าคะ?”
“เพราะข้ารู้สึกว่าเขาอันตรายมากคนผู้นี้มีพลังบ่มเพาะสูงส่งไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอนผู้ที่มีพลังระดับเช่นนี้ไม่มีทางมาที่เมืองเลี่ยหยางโดยไม่มีจุดมุ่งหมายข้ากลัวว่าเขาจะมีแผนการอะไรซ่อนอยู่!”
“........”
มีแผนการอะไรซ่อนอยู่?
ไม่รู้ว่าเนี่ยชิงจู้จะรับคำเตือนนี้ไปคิดหรือไม่
วินาทีต่อมานางกลับกระพริบตาคู่สวยด้วยความสงสัย
“หมายความว่าพี่เย่เทียนคิดว่าคุณชายเฉินเป็นผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งมากใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ถ้าเช่นนั้นระหว่างพี่เย่เทียนกับท่านผู้นั้นใครเก่งกว่ากันเจ้าคะ?”
เอ่อ...
ใครเก่งกว่า?
ถึงจะเอากระดูกตนเองออกมาถอดดูก็ยังสู้เขาไม่ได้แม้แค่หนึ่งในหมื่นส่วน
ตนเพิ่งขอบเขตหลอมกายาจะเอาอะไรไปเทียบกับผู้บ่มเพาะขอบเขตแปลงเทพ?
ขณะที่เย่เทียนถูกคำถามของเนี่ยชิงจู้ทำเอาตอบไม่ได้
เนี่ยชิงจู้ก็ไม่รู้คิดอะไรขึ้นมาได้จึงรีบเอ่ยขอโทษทันที
“ขอโทษด้วยนะเจ้าคะพี่เย่เทียน!”
“ข้าไม่น่าถามคำถามนี้เลย!”
“คือ...ข้าไม่ได้มีเจตนาดูถูกพี่เย่เทียนเลยจริงๆนะเจ้าคะ!”
คำถามเมื่อครู่เป็นเพียงคำพูดปากพล่อยของเนี่ยชิงจู้
แต่พอพูดจบนางก็รู้สึกเสียใจทันที
ทั้งเมืองเลี่ยหยางใครไม่รู้กันว่าเมื่อหลายปีก่อนพี่เย่เทียนไม่สามารถเพิ่มพลังบ่มเพาะได้อีก?
กลัวว่าจะกระทบศักดิ์ศรีของเย่เทียน เนี่ยชิงจู้จึงรีบขอโทษ
แต่เพียงวินาทีต่อมาเย่เทียนกลับยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น
“น้องชิงจู้...ไม่ต้องขอโทษหรอก!”
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เจตนา”
“อย่าคิดมากเลยที่จริงวันนี้ข้ามาไม่ใช่แค่เพื่อกินเต้าฮวยที่เจ้ากับปู่เนี่ยทำเท่านั้นแต่ยังมีข่าวดีอยากบอกเจ้าด้วย!”
ข่าวดี?
เนี่ยชิงจู้มองเย่เทียนด้วยความสงสัย
“ข่าวดีอะไรเจ้าคะ?”
“ก็คือปัญหาที่ร่างกายของข้าได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้วข้าสามารถบ่มเพาะได้ตามปกติเหมือนคนอื่นแล้ว!”
อะไรนะ?
พี่เย่เทียนบ่มเพาะได้ตามปกติแล้ว?
เนี่ยชิงจู้ดีใจแทนเย่เทียนอย่างยิ่งพอได้ยินเช่นนี้ก็รีบพูดขึ้นทันที
“จริงหรือเจ้าคะพี่เย่เทียน?”
“นี่มันข่าวดีที่สุดเลย!”
“เมื่อหลายปีก่อนพี่เย่เทียนเคยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองเลี่ยหยางเรา”
“ตอนนี้ที่ท่านกลับมาบ่มเพาะได้ก็จะไม่มีใครกล้าพูดจาเสียๆหายๆเรื่องนี้กับพี่เย่เทียนอีกแล้ว!”
“แถม...บางทีหากพี่สาวชิงเหยียนรู้ว่าพี่บ่มเพาะได้อีกครั้ง อาจจะเปลี่ยนใจกลับมาหาพี่ก็ได้...”
เดิมทีเย่เทียนกำลังฟังคำอวยพรของเนี่ยชิงจู้ด้วยความยินดี
แต่พอได้ยินชื่อ “ซูชิงเหยียน”
สีหน้าของเย่เทียนก็เย็นชาลงทันที!