เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 520 เทือกเขาแสนยอด

บทที่ 520 เทือกเขาแสนยอด

บทที่ 520 เทือกเขาแสนยอด


บทที่ 520 เทือกเขาแสนยอด

ชายแดนแคว้นเหยี่ยนโจว นอกเมืองยงเสวี่ย ณ เทือกเขาแสนยอด

การมาเยือนแคว้นเหยี่ยนโจวในครั้งนี้ กู้เฉินมิได้แจ้งให้ผู้ใดล่วงรู้ เวลานี้ เขายืนอยู่ ณ เบื้องนอกของเทือกเขาแสนยอด ทอดสายตามองดูสิ่งที่ผู้คนขนานนามว่าเป็น 'เขตหวงห้ามอันดับหนึ่งแห่งเก้าแคว้น'

เก่าแก่ ดึกดำบรรพ์ เวิ้งว้างไร้ขอบเขต และน่าเกรงขาม นี่คือความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นในห้วงความคิดของกู้เฉินเมื่อได้มาสัมผัสเทือกเขาแสนยอด

ขุนเขาแต่ละลูกล้วนมีสีดำสนิท พื้นผิวดูคล้ายโลหะ เปล่งประกายแสงสีดำทึบ สูงตระหง่านเสียดฟ้า ราวกับเป็นขุนเขาแห่งปีศาจที่ตั้งตระหง่านเรียงราย สร้างแรงกดดันมหาศาล เพียงพอมี่จะทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึง

สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายประหลาดไหลเวียนอยู่ มีความพิเศษบางอย่าง กู้เฉินสัมผัสได้รางๆ ว่าตนเองคล้ายกำลังถูกบางสิ่งกดทับเอาไว้

ผู้คนทั่วหล้าต่างเล่าขานกันว่า เทือกเขาแสนยอดคือสถานที่สุดท้ายที่เทพมารบรรพกาลปรากฏตัว ภายในนั้นเป็นดั่งโลกอีกใบที่แยกตัวเป็นเอกเทศ แตกต่างจากโลกภายนอกเก้าแคว้น ยังคงหลงเหลือร่องรอยกฎเกณฑ์แห่งยุคบรรพกาลเอาไว้ ผู้ฝึกยุทธ์ในเก้าแคว้นยากที่จะทนทานรับไหว หากย่างกรายเข้าไปย่อมต้องตายสถานเดียว

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ภายในนั้นยังมีสัตว์อสูรและแมลงพิษนานาชนิด อาจกล่าวได้ว่า เทือกเขาแสนยอดนั้นอันตรายยิ่งกว่าถ้ำเสือแดนมังกร ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงถูกขนานนามว่าเป็นเขตหวงห้ามอันดับหนึ่งแห่งเก้าแคว้น

มีเพียงเผ่าคนเถื่อนที่มีสายเลือดเทพมารไหลเวียนอยู่ในกายเท่านั้น จึงจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของที่นี่ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

คนอื่นๆ แม้แต่กู้เฉิน ยังไม่ทันได้เข้าไป เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนี้ ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อยแล้ว

"มรดกตกทอดของเทพมารบรรพกาล?" กู้เฉินพึมพำกับตนเอง พร้อมกับก้าวเท้าเดินเข้าสู่เทือกเขาแสนยอด

เทือกเขาแสนยอด แท้จริงแล้วก็คือแนวเขาที่ทอดยาวติดต่อกันไม่สิ้นสุด เมื่อเดินเข้ามา แสงสว่างก็พลันมืดสลัวลง บรรยากาศเริ่มกดดันและเงียบสงัด ราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในป่าดงดิบยุคดึกดำบรรพ์

"หืม?"

เวลานั้น กู้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย สัมผัสได้ว่าในพื้นที่โดยรอบไม่มีพลังปราณฟ้าดินหลงเหลืออยู่เลย อีกทั้งกฎเกณฑ์ฟ้าดินก็แตกต่างจากเก้าแคว้นอย่างสิ้นเชิง พลังวรยุทธ์ภายในร่างกายของเขาคล้ายถูกกดข่มเอาไว้ การโคจรลมปราณในเส้นชีพจรเริ่มติดขัดไม่ไหลลื่น

กู้เฉินคาดเดาว่า แรงกดดันนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาเดินลึกเข้าไป ยิ่งลึกเท่าไหร่ พลังวรยุทธ์อาจถูกผนึกจนไม่อาจใช้ออกได้เลย

สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว การที่พลังวรยุทธ์ถูกผนึก ก็เท่ากับถูกทำให้พิการไปครึ่งตัว และสถานที่แห่งนี้ยังไร้ซึ่งพลังปราณฟ้าดิน จัดเป็น 'ดินแดนไร้วิญญาณ' มิน่าเล่าผู้คนถึงกล่าวว่าผู้ฝึกยุทธ์เก้าแคว้นที่เข้าสู่เทือกเขาแสนยอดนั้นเก้าตายหนึ่งรอด หรือกระทั่งสิบตายไร้รอด

ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ยากที่จะเอาชีวิตรอดในที่แห่งนี้ได้จริงๆ

กู้เฉินรวบรวมสมาธิตรวจสอบ พบว่าแม้ลมปราณในกายจะไหลเวียนไม่สะดวกและถูกกดข่ม แต่ 'เมล็ดพันธุ์สวรรค์ไร้ที่ติ' กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

นั่นเป็นเพราะเมล็ดพันธุ์สวรรค์ไร้ที่ติคือเมล็ดพันธุ์แห่งโลกหล้า มันมีโลกและกฎเกณฑ์ที่เป็นของตัวมันเอง แม้แต่เทือกเขาแสนยอดก็ไม่อาจกดข่มมันได้

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายกู้เฉิน ที่เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในเก้าแคว้น ลำพังแค่พละกำลังกายเนื้อ ก็เพียงพอที่จะบดขยี้ยอดฝีมือระดับขอบเขตควบแน่นอาณาเขตได้แล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้เฉินจึงมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเทือกเขาแสนยอดต่อไป พร้อมกับใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ ค้นหากลิ่นอายของซาหลุนกู่ซือ

ขอเพียงหาซาหลุนกู่ซือพบ ก็จะรู้ตำแหน่งของมรดกเทพมารบรรพกาล

"หืม? อากาศมีพิษ?"

ยิ่งเดินลึกเข้าไป ก็เป็นดังที่กู้เฉินคาดการณ์ไว้ แรงกดดันยิ่งรุนแรงขึ้น เพียงแค่เดินลึกเข้ามาไม่กี่สิบลี้ ลมปราณในกายกว่าครึ่งก็ถูกกดทับจนไม่อาจเรียกใช้ได้

ในขณะเดียวกัน กู้เฉินยังพบว่าอากาศที่นี่มีพิษปะปนอยู่ โชคดีที่เขามีร่างกายแข็งแกร่ง ภายในภายนอกเป็นหนึ่งเดียว อวัยวะภายในก็แข็งแกร่งดุจเหล็กไหล พิษในอากาศเหล่านี้จึงไม่อาจทำอันตรายเขาได้

วูบ!

ทันใดนั้น เถาวัลย์เส้นหนึ่งก็พุ่งเข้ามาฟาดใส่กู้เฉินราวกับแส้เหล็ก รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เพียงพริบตาก็ถึงตัว

เคร้ง!

โดยที่กู้เฉินไม่ต้องขยับตัว เพียงแค่ขยับความคิด ปราณกระบี่อันคมกริบก็ปรากฏขึ้น ปะทะกับเถาวัลย์ที่ฟาดเข้ามา เกิดเสียงดังคล้ายโลหะกระทบกัน

"เอ๊ะ?"

เรื่องนี้ทำให้กู้เฉินประหลาดใจไม่น้อย นึกไม่ถึงว่าเถาวัลย์นี้จะมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ควรรู้ว่า 'ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ทลายมิติสูงสุด' เป็นถึงวิชาระดับสวรรค์ แม้ตอนนี้พลังวรยุทธ์ของกู้เฉินจะถูกกดไว้ครึ่งหนึ่ง และปล่อยปราณกระบี่ออกมาเพียงสายเดียว แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะต้านรับได้ง่ายๆ

ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นถี่ยิบ เถาวัลย์นับสิบเส้นที่มีขนาดใหญ่โต สีดำสนิท และเต็มไปด้วยหนามแหลมคมส่องประกายเย็นเยียบ พุ่งเข้ามาฟาดใส่กู้เฉินพร้อมกัน

แรงฟาดอันมหาศาลเช่นนี้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตควบแน่นอาณาเขต หากใช้ร่างกายเนื้อรับตรงๆ ก็ต้องได้รับบาดเจ็บแน่นอน

และหากถูกเถาวัลย์เหล่านี้รัดพัน ก็คงถูกบดขยี้จนแหลกเหลวในพริบตา

เชิ้ง เชิ้ง เชิ้ง เชิ้ง เชิ้ง!

กู้เฉินยืนนิ่งอยู่กับที่ ปราณกระบี่จำนวนมากปรากฏขึ้นรอบกาย ฟาดฟันใส่เถาวัลย์เหล่านั้น ประกายไฟสาดกระเซ็น เถาวัลย์พวกนี้แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อจริงๆ

วูบ!

ฉับพลันนั้น เถาวัลย์เส้นหนึ่งก็พุ่งลอดเข้ามาด้วยความเร็วสูง เข้ามาถึงตรงหน้ากู้เฉินในพริบตา

กู้เฉินสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเถาวัลย์อันแข็งแกร่งนั้นฟาดเข้ามาถึงหน้า ปลายนิ้วของเขาก็ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีทองจางๆ เข้าปะทะกับเถาวัลย์เส้นนั้น

พรึ่บ!

แม้จะเป็นเพียงเปลวเพลิงสายเล็กๆ ของ 'เพลิงสุริยันแท้จริง' แต่ความร้อนแรงนั้นมหาศาล เพียงชั่วพริบตา เถาวัลย์เส้นนั้นก็ถูกเปลวไฟลุกท่วม และกลายเป็นเถ้าถ่านไปในความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า

ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงนี้ เถาวัลย์อีกนับสิบเส้นที่กำลังร่ายรำอยู่กลางอากาศ ก็รีบหดถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว

กู้เฉินไม่ได้ไล่ตาม ปล่อยให้เถาวัลย์เหล่านั้นถอยไป แล้วมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเทือกเขาแสนยอดต่อ

สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องแทรกเล็กน้อยระหว่างทางเท่านั้น

"โฮก!"

เมื่อกู้เฉินเดินลึกเข้ามาได้ร้อยลี้ เสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้นเป็นระยะ นั่นคือเสียงของสัตว์อสูรบรรพกาล

สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดในเทือกเขาแสนยอด แตกต่างจากสัตว์ร้ายในเก้าแคว้น ตัวที่เก่งกาจหน่อย แม้แต่ยอดฝีมือระดับขอบเขตกำเนิดวิถีก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้

ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์อสูรขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกาย ในเมื่อเดินมาถึงจุดนี้ พลังวรยุทธ์ของกู้เฉินถูกกดข่มจนหมดสิ้น ไม่สามารถใช้งานได้ ต้องพึ่งพาเพียงพละกำลังกายเนื้อ หากเจอสัตว์อสูรจำนวนมาก แม้แต่ยอดฝีมือระดับขอบเขตควบแน่นอาณาเขตก็อาจมีอันตรายถึงชีวิต

ฟู่!

ทันใดนั้น หมอกพิษสีเขียวเข้มก็พวยพุ่งเข้าใส่กู้เฉิน พร้อมกับดอกไม้ตูมขนาดมหึมาที่บานออก ภายในเต็มไปด้วยฟันแหลมคมเรียงรายดุจใบเลื่อย พุ่งเข้ามาหมายจะขบกัดกู้เฉิน

พรึ่บ!

กู้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาใช้วิธีเดิม จุดเพลิงสุริยันแท้จริงที่ปลายนิ้ว เผาทำลายทุกอย่างจนสิ้นซาก

"กรร!"

ทันใดนั้น เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้น เงาร่างมหึมาสามร่างเข้าล้อมกู้เฉินเอาไว้

มันคือสัตว์อสูรสามตัวที่มีร่างกายใหญ่โตมโหฬาร ตัวหนึ่งคล้ายลิงยักษ์ ตัวหนึ่งคล้ายสิงโตผสมเสือ และอีกตัวหนึ่งมีลักษณะคล้ายหมูป่า นัยน์ตาของพวกมันส่องประกายดุร้าย จ้องมองกู้เฉินพร้อมกับน้ำลายที่ไหลย้อย

สัตว์อสูรทั้งสามตัวนี้มีพลังไม่ธรรมดา แรงกดดันรุนแรงมาก แม้แต่ยอดฝีมือระดับขอบเขตควบแน่นอาณาเขตมาเจอก็ยังต้องขวัญผวา แต่น่าเสียดาย ที่พวกมันมาเจอกับกู้เฉิน

ไม่นานนัก การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น ฝุ่นตลบอบอวล เสียงคำรามและเสียงโหยหวนของสัตว์อสูรดังระงม เพียงชั่วครู่ การต่อสู้ก็จบลงอย่างสมบูรณ์

กู้เฉินรู้ดีว่าเทือกเขาแสนยอดนั้นกว้างใหญ่เกินไป หากมัวแต่งมเข็มค้นหาแบบนี้ ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่

วินาทีนี้ กู้เฉินจมดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิ ผสานจิตเข้ากับเมล็ดพันธุ์สวรรค์ไร้ที่ติ ประสาทสัมผัสของเขาขยายกว้างขึ้นในทันที หรืออาจเรียกได้ว่าพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล

จิตสัมผัสอันทรงพลังกวาดผ่านไปทั่วทิศทาง พร้อมกับที่กู้เฉินยังคงเดินหน้าต่อไป จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็พบเป้าหมาย

"เจอตัวแล้ว" กู้เฉินเลิกคิ้ว มองไปยังทิศทางหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกของเทือกเขาแสนยอด ใต้แท่นบูชาขนาดมหึมา ซาหลุนกู่ซือ มหาปุโรหิตเผ่าคนเถื่อน ที่กำลังนั่งสมาธิหลับตาอยู่ จู่ๆ ก็ลืมตาโพลงขึ้น ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนก

"จิตสัมผัสแข็งแกร่งมาก มีคนบุกเข้ามาในส่วนลึกของเทือกเขาแสนยอด เป็นใครกัน?" ซาหลุนกู่ซือขมวดคิ้ว ใบหน้าของเขาดูมีเลือดฝาด อาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กับกู้เฉินคราวก่อนหายสนิทแล้ว

สาเหตุที่เขายังไม่ออกจากด่าน ก็เพียงเพราะต้องการอาศัยมรดกเทพมารบรรพกาล เพื่อยกระดับตนเองให้ก้าวไปอีกขั้น บรรลุสู่ขอบเขตควบแน่นอาณาเขตขั้นสมบูรณ์

เขาเชื่อว่า ขอเพียงเขาบรรลุขอบเขตควบแน่นอาณาเขตขั้นสมบูรณ์แล้วออกจากด่าน เขาจะสามารถสังหารกู้เฉิน ทำลายต้าเซี่ย และทวงคืนทุกสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้แน่นอน

"ในเก้าแคว้นยังมีผู้ฝึกยุทธ์กล้าบุกเข้ามาในเทือกเขาแสนยอดอีกงั้นรึ?" เวลานี้ ซาหลุนกู่ซือคิ้วขมวดแน่น ไม่รู้ทำไม ในใจของเขาถึงเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา

"หรือว่าไอ้เด็กนั่นมันตามหาข้าเจอแล้ว?" พอคิดได้ดังนั้น หัวใจของซาหลุนกู่ซือก็กระตุกวูบ

"ไม่ ไม่น่าใช่ เทือกเขาแสนยอดมีสภาพแวดล้อมประหลาด หลงเหลือกลิ่นอายแห่งยุคบรรพกาล แตกต่างจากโลกภายนอก ผู้ฝึกยุทธ์เก้าแคว้นเข้ามาที่นี่แทบจะปรับตัวไม่ได้ นอกจากจะสัมผัสพลังปราณไม่ได้แล้ว พลังวรยุทธ์ยังถูกกดข่ม ไอ้เด็กนั่นอาจจะไม่กล้ามาที่นี่หรอก"

ซาหลุนกู่ซือครุ่นคิดในใจ เทือกเขาแสนยอดนั้นอันตรายยิ่งนัก แม้แต่เผ่าคนเถื่อนเอง การอาศัยอยู่ที่นี่ก็ยังยากลำบาก หากไม่ได้สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน แลกมาด้วยชีวิตของชาวเผ่าคนเถื่อนนับไม่ถ้วนเพื่อค้นหาพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยและหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตราย เผ่าคนเถื่อนก็คงไม่เลือกมาตั้งรกรากที่นี่

มิเช่นนั้น ก็คงไม่ต้องพยายามตีฝ่าชายแดน เพื่อบุกยึดดินแดนจงหยวนหรอก

สำหรับเผ่าคนเถื่อนแล้ว เทือกเขาแสนยอดก็อันตรายเช่นกัน หากประมาทเพียงนิดเดียวก็อาจตายได้

หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง สาเหตุที่ประชากรเผ่าคนเถื่อนมีจำนวนไม่มากมาโดยตลอด ก็เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของพวกเขาอย่างมาก

"เป็นใครกันแน่ จิตสัมผัสที่แข็งแกร่งเมื่อครู่ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปในเก้าแคว้นจะมีได้ หรือว่าปาซือถูแห่งต้าหยวนบรรลุขอบเขตเจตจำนงเทวะแล้ว?" ซาหลุนกู่ซือขมวดคิ้วมุ่น ในใจลังเลว่าจะหลบหนีดีหรือไม่

เวลานั้น เขาหันไปมองแท่นบูชาสูงตระหง่านด้านหลัง ภายในนั้นบรรจุมรดกตกทอดของเทพมารบรรพกาลเอาไว้ เขาหนีได้ แต่แท่นบูชาย้ายไม่ได้

และก็เพราะอาศัยแท่นบูชานี้เอง เผ่าคนเถื่อนจึงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ในส่วนลึกของเทือกเขาแสนยอดได้

"ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเจตจำนงเทวะเข้ามาที่นี่ พลังวรยุทธ์ก็จะถูกกดข่มจนหมดสิ้น เจตจำนงเทวะที่ควบแน่นมาได้ก็อาจจะใช้การไม่ได้ ข้าอยู่ที่นี่ถือว่าได้เปรียบโดยธรรมชาติ คิดจะฆ่าข้าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย" ซาหลุนกู่ซือคิดได้ดังนั้น ก็รู้สึกวางใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง จึงไม่ได้หนีไปไหน

ในขณะเดียวกัน เขาก็จ้องมองไปในระยะไกล อยากรู้นักว่าใครกันที่บังอาจบุกเข้ามาในเทือกเขาแสนยอด ใครกันที่มีความกล้าถึงเพียงนี้

การรอคอยนี้กินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุด ท่ามกลางสายตาที่จ้องเขม็งของซาหลุนกู่ซือ ร่างเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากป่าทึบไม่ไกลนัก

"เจ้าคือ... กู้เฉิน?!"

เมื่อเห็นผู้มาเยือน ซาหลุนกู่ซือก็ตกตะลึงจนตาค้าง คาดไม่ถึงเลยว่ากู้เฉินจะตามล่าเขามาถึงที่นี่จริงๆ

อย่างที่เขาว่า ศัตรูคู่อาฆาตเจอกันย่อมตาแดงก่ำด้วยความแค้น กู้เฉินคือตัวการหลักที่ทำให้เผ่าคนเถื่อนต้องสิ้นชาติ กองทัพคนเถื่อนห้าแสนนาย รวมไปถึงเย่หลุนปาเอ่อร์ประมุขเผ่า ล้วนตายด้วยน้ำมือของกู้เฉินเพียงคนเดียว จะไม่ให้ซาหลุนกู่ซือเคียดแค้นได้อย่างไร?

เพราะกู้เฉิน เขาถึงต้องกลายเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ ต่อให้ในอนาคตจะยึดครองจงหยวนได้แล้วอย่างไร ในเมื่อเผ่าคนเถื่อนถูกล้างเผ่าพันธุ์ไปแล้ว

"กู้... เฉิน!"

ซาหลุนกู่ซือกัดฟันกรอด สองคำที่หลุดออกจากปากเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง แม้แต่กู้เฉินยังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เสียดแทงกระดูก

แต่กู้เฉินไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวใดๆ สีหน้ายังคงสงบนิ่ง กล่าวเรียบๆ ว่า "ซาหลุนกู่ซือ ข้ามาเพื่อฆ่าเจ้า"

"ฆ่าข้า? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" ได้ยินคำพูดของกู้เฉิน ซาหลุนกู่ซือก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ทว่าเสียงหัวเราะนั้นช่างเย็นยะเยือก

ครู่ต่อมา เสียงหัวเราะหยุดลง ซาหลุนกู่ซือ มหาปุโรหิตเผ่าคนเถื่อน จ้องมองกู้เฉินด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ตวาดลั่นว่า "เจ้าคิดว่าที่นี่คือที่ไหน ที่นี่คือเทือกเขาแสนยอด คือถิ่นของข้า! ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะเรียกเจ้าว่าจองหอง หรือโง่เขลากันแน่ ที่กล้าตามมาถึงที่นี่ เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!"

"สวรรค์ประทานโอกาส นี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้ ฆ่าเจ้า แล้วข้าจะถลกหนังเลาะกระดูกเจ้า มาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของนักรบเผ่าคนเถื่อนนับไม่ถ้วนบนสรวงสวรรค์!" ซาหลุนกู่ซือตะโกนก้อง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น

เขาคิดว่า กู้เฉินเอาชีวิตมาทิ้งถึงมือเขาเอง เขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร

แต่ในเวลานี้ กู้เฉินกลับไม่สนใจซาหลุนกู่ซือเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขามองข้ามร่างของอีกฝ่าย ไปยังแท่นบูชาสูงตระหง่านที่อยู่ด้านหลัง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ภายในนั้นมีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาบางอย่าง ซึ่งสร้างแรงดึงดูดอย่างรุนแรงต่อตัวเขา

มรดกของเทพมารบรรพกาล อยู่ในแท่นบูชานั้น!

จบบทที่ บทที่ 520 เทือกเขาแสนยอด

คัดลอกลิงก์แล้ว