เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 อันดับแปดแห่งทำเนียบดารา (ฟรี)

บทที่ 60 อันดับแปดแห่งทำเนียบดารา (ฟรี)

บทที่ 60 อันดับแปดแห่งทำเนียบดารา (ฟรี)


บทที่ 60 อันดับแปดแห่งทำเนียบดารา

"อันดับแปดเชียวหรือ?"

ยอดฝีมือวัยกลางคนถึงกับสะท้านในอก เอ่ยท้วงด้วยน้ำเสียงลังเล "ท่านรองเจ้าหอ เรื่องนี้... มันจะผิดกฎไปหน่อยหรือไม่ขอรับ?"

ฉีเจินยังคงนอนอาบแดดอย่างสบายอารมณ์ ตอบอย่างไม่ใส่ใจ "มีอะไรผิดกฎกัน? กู้เฉินพิชิตเจิ้งเยี่ยนในกระบวนท่าเดียว สังหารยอดฝีมือขอบเขตปราณสำแดงสองคน และยังกำจัดปีศาจระดับทมิฬได้อีกหนึ่งตน ฝีมือระดับนี้ เหนือชั้นกว่าเจิ้งเยี่ยนแห่งสำนักตะวันคล้อยไปไกลโข การจัดให้อยู่อันดับแปดก็สมเหตุสมผลดีแล้ว หากไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งจะติดอันดับครั้งแรก ข้าอยากจะให้อันดับสูงกว่านี้เสียด้วยซ้ำ"

"ตะ... แต่ว่าท่านรองเจ้าหอ ผู้ที่ติดสิบอันดับแรกของทำเนียบดารา ล้วนมีผลงานสังหารยอดฝีมือขอบเขตปราณสำแดงมาแล้วนับไม่ถ้วน การให้เขาข้ามขั้นมาติดหนึ่งในสิบเลยแบบนี้... ข้าเกรงว่าพวกชาวยุทธ์ หรือแม้แต่สำนักใหญ่ๆ จะครหาว่าเราไม่ยุติธรรม เกรงกลัวอำนาจราชสำนักจนต้องประจบสอพลอ"

ฉีเจินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ใครอยากพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไป เจ้าจงจำไว้ หอแต้มดาราของเรายึดมั่นในความเที่ยงธรรมเสมอมา ไม่เคยตกอยู่ใต้อาณัติของใครหน้าไหน หรือขุมกำลังใดทั้งสิ้น... ไปดำเนินการซะ"

เมื่อเห็นฉีเจินยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น ยอดฝีมือผู้นั้นก็ไม่อาจโต้แย้งได้อีก ได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่งแล้วถอยออกไป

"ยุทธภพนี้... ในที่สุดก็จะได้ครื้นเครงขึ้นมาเสียที"

หลังจากลูกน้องออกไปแล้ว รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉีเจิน ทำเนียบดาราสงบนิ่งมานานเกินไปแล้ว เด็กรุ่นใหม่ยุคนี้ช่างไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ไม่คิดจะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำให้อันดับในทำเนียบดารานิ่งสนิทมาเนิ่นนาน

ครานี้ การปรากฏตัวแบบสายฟ้าแลบของกู้เฉิน ที่พุ่งทะยานสู่อันดับแปดในทันที เขาไม่เชื่อหรอกว่าเหล่าอัจฉริยะบนทำเนียบดาราจะยังนั่งนิ่งดูดายได้อีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'คนคนนั้น' แห่งสำนักตะวันคล้อย และผู้ที่เคยอยู่อันดับแปด ซึ่งถูกกู้เฉินเบียดตกไปอยู่อันดับเก้า คงจะมีปฏิกิริยาอะไรบ้างกระมัง

เมื่อคิดได้ดังนั้น รอยยิ้มของฉีเจินก็ยิ่งกว้างขึ้น เขาไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะเกรงกลัวอาณาจักรต้าเซี่ย หรือเพราะชื่นชมกู้เฉินเป็นพิเศษ แต่เขาเพียงต้องการเห็นสีสันและความสนุกสนานในยุทธภพก็เท่านั้น มิเช่นนั้นชีวิตวัยเกษียณของเขาคงน่าเบื่อแย่

คิดจบ เขาก็หลับตาลง ดื่มด่ำกับการพักผ่อนอีกครั้ง

หน้าสำนักงานใหญ่หอแต้มดารา มีแผ่นป้ายทองคำขนาดมหึมาติดตั้งอยู่ นี่คือ "ทำเนียบดารา" ที่จารึกรายชื่อหนึ่งร้อยสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งยุทธภพเอาไว้

ยอดฝีมือวัยกลางคนเดินออกมาจากหอเก๋งของฉีเจิน ตรงไปยังแผ่นป้ายทองคำ ใช้น้ำยาพิเศษลบชื่อของเจิ้งเยี่ยนออก แล้วเลื่อนรายชื่อตั้งแต่ลำดับที่แปดลงไปคนละหนึ่งอันดับ จากนั้นจึงบรรจงเขียนชื่อกู้เฉินลงในช่องว่างลำดับที่แปด พร้อมรายละเอียดผลงานโดยสังเขป

กู้เฉิน อายุ 20 ปี, ขอบเขตทะลวงชีพจร, ผู้ลาดตระเวนขั้นหนึ่งแห่งหน่วยจิ้งเทียน (ว่าที่ผู้ตรวจการ)

ผลงาน: พิชิตเจิ้งเยี่ยนในกระบวนท่าเดียว, สังหารสองยอดฝีมือขอบเขตปราณสำแดง, สังหารปีศาจระดับทมิฬหนึ่งตน

บริเวณหน้าหอแต้มดารา คลาคล่ำไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์และสายข่าวจากสำนักต่างๆ ที่มาเฝ้ารออัปเดตข้อมูลข่าวสาร เพื่อที่จะได้ส่งข่าวกลับไปยังต้นสังกัดได้ทันท่วงทีหากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ในยุทธภพ

เมื่อเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงบนทำเนียบดารา ฝูงชนต่างฮือฮาด้วยความตื่นเต้น ทำเนียบดาราไม่ขยับเขยื้อนมานานแล้ว ครั้งนี้จะเป็นยอดอัจฉริยะจากตระกูลใดกันหนอที่ผงาดขึ้นมา?

เมื่อเจ้าหน้าที่หอแต้มดาราเดินจากไป ฝูงชนต่างเบียดเสียดกันเข้าไปดูการเปลี่ยนแปลง

"ดูนั่นเร็ว! ชื่อเจิ้งเยี่ยน อันดับสิบสองจากสำนักตะวันคล้อยหายไปแล้ว!"

"อันดับแปดเปลี่ยนคนแล้ว! กู้เฉิน... คนที่มาใหม่นี่เองที่ล้มเจิ้งเยี่ยน!"

สิ้นเสียงตะโกน ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่ชื่อของกู้เฉินเป็นตาเดียว

"ที่แท้ก็คนของหน่วยจิ้งเทียน... ราชสำนักห่างหายจากทำเนียบดาราไปนานโข นึกไม่ถึงว่าพอกลับมา ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับแปดเลยทีเดียว"

"เดิมทีอันดับแปดคือ อวี๋ชิวสือ แห่ง สำนักชางไห่ พอกู้เฉินมา ก็เบียดอวี๋ชิวสือตกไปอยู่อันดับเก้าเลยรึนี่"

สำนักชางไห่ (มหาสมุทร) เป็นหนึ่งใน "เจ็ดสำนัก แปดนิกาย" เทียบเคียงได้กับสำนักตะวันคล้อย เป็นมหาอำนาจในยุทธภพ เพียงแต่ช่วงหลังมานี้ หลังจากเจ้าสำนักคนเก่าสิ้นบุญ ก็ไร้ผู้สืบทอดที่โดดเด่น ทำให้สำนักเริ่มเสื่อมถอยลงบ้าง อวี๋ชิวสือคือความหวังหนึ่งเดียวของคนรุ่นใหม่ในสำนักชางไห่ เป็นผู้นำศิษย์ทั้งปวง ว่ากันว่าเขาถูกวางตัวให้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไป

"ฮึ!"

แน่นอนว่าในที่นั้นย่อมมีคนของสำนักชางไห่ปะปนอยู่ เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ ชายผู้นั้นก็แค่นเสียงเย็นชา จ้องมองชื่อกู้เฉินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปเพื่อส่งข่าวกลับสำนัก

นอกจากสำนักชางไห่แล้ว ตัวแทนจากขุมกำลังอื่นๆ ในเจ็ดสำนักแปดนิกายก็ประจำการอยู่ที่นี่เช่นกัน รวมถึงคนของสำนักตะวันคล้อยด้วย

เช่นเดียวกับคนของสำนักชางไห่ สายข่าวสำนักตะวันคล้อยจ้องมองชื่อกู้เฉินด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะรีบเร่งนำข่าวกลับไปรายงานเบื้องบน

"งานนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแน่" ผู้คนรอบข้างต่างกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้น

อวี๋ชิวสือคือความหวังและหน้าตาของสำนักชางไห่ ทางสำนักย่อมทุ่มเททรัพยากรปั้นเขาอย่างเต็มที่ และคาดหวังให้เขาสร้างชื่อเสียงในยุทธภพ เพื่อปูทางสู่ตำแหน่งเจ้าสำนักในอนาคต

แต่ตอนนี้ อวี๋ชิวสือกลับถูกกู้เฉินที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน เบียดตกอันดับไปดื้อๆ สำนักชางไหาย่อมไม่พอใจเป็นแน่ ดีไม่ดี ตัวอวี๋ชิวสือเองก็คงเจ็บแค้นไม่น้อย อยู่ดีๆ อันดับร่วงโดยไม่ได้ประลองฝีมือ เป็นใครก็คงทำใจยอมรับได้ยาก

อีกด้านหนึ่งคือสำนักตะวันคล้อย ต้องรู้ไว้ว่าอันดับหนึ่งของทำเนียบดาราในยุคนี้ คือศิษย์สายตรงที่มีอายุน้อยที่สุดของสำนักตะวันคล้อย เช่นเดียวกับอวี๋ชิวสือ คนผู้นี้คือความหวังแห่งอนาคตของสำนักตะวันคล้อย

แต่ที่ต่างกันคือ ศิษย์สายตรงผู้นี้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาด ข่มขวัญคนรุ่นเดียวกันจนมิด ด้วยวัยเพียงเท่านี้ แต่กลับทะลวงจุดชีพจรได้ถึงห้าสิบหกจุด! ข่าวนี้เคยสั่นสะเทือนไปทั่วยุทธภพมาแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของสำนักตะวันคล้อยจึงยิ่งระบือไกล ว่ากันว่าแม้แต่อดีตเจ้าสำนักผู้เฒ่ายังต้องออกมาดูตัวด้วยความตื่นเต้น เป็นที่รู้กันทั่วว่าคนผู้นี้ถูกวางตัวให้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไปอย่างแน่นอน

ทั่วหล้ารู้ดีว่าสำนักตะวันคล้อยนั้น "กร่าง" และ "หวงศิษย์" เพียงใด กู้เฉินเหยียบย่ำเจิ้งเยี่ยนเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่ทำเนียบดารา ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่สำนักตะวันคล้อยอย่างใหญ่หลวง ไม่รู้ว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งจิวโจวผู้นั้น จะลงมาสั่งสอนกู้เฉินด้วยตัวเองหรือไม่

แม้กู้เฉินจะมีตำแหน่งเป็นผู้ลาดตระเวน สังกัดหน่วยจิ้งเทียน มีราชสำนักหนุนหลัง แต่บารมีของราชวงศ์ต้าเซี่ยในยามนี้เสื่อมถอยลงไปมาก อีกทั้งหากเป็นการประลองยุทธ์ตามธรรมเนียมโดยไม่ถึงแก่ชีวิต หน่วยจิ้งเทียนก็คงหาเหตุมาเอาผิดไม่ได้

เช่นเดียวกับที่ฉีเจินคาดการณ์ เหล่าสายข่าวต่างมีสัญชาตญาณที่เฉียบคม พวกเขามองออกว่าการเปลี่ยนแปลงของทำเนียบดาราในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความวุ่นวายและความคึกคักแก่ยุทธภพอย่างแน่นอน

ข่าวการเปลี่ยนแปลงอันดับนี้ จะแพร่กระจายไปทั่วทุกแว่นแคว้นในเวลาอันสั้น

...

เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ หอแต้มดารานั้น กู้เฉินย่อมไม่อาจล่วงรู้ และต่อให้รู้ เขาก็คงไม่ใส่ใจ เพราะต่อให้ได้เป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบดารา ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มแต้มยุทธ์ให้เขาแม้แต่แต้มเดียว

อีกอย่าง กู้เฉินเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งดี "ไม้งามเด่นเกินไพร ลมย่อมพัดหักโค่น" เขาแตกต่างจากคนทั่วไป เขาต้องเหลือทางหนีทีไล่ไว้เสมอ ไม่สามารถเปิดเผยไพ่ในมือทั้งหมดให้ใครรู้ได้

หลังจากเหตุการณ์สังหารเจิ้งจินอันและพวกพ้องผ่านไปหลายวัน ในที่สุดกู้เฉินก็ได้มานั่งดื่มสุรากับหลัวเฟิง ณ โรงเตี๊ยมแห่งเดิม

โรงเตี๊ยมแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทั้งสองได้พบกัน ตอนที่หลัวเฟิงกำลังหนีการไล่ล่าของเฉินซง

วีรกรรมของกู้เฉินแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหวายหยางภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน แม้แต่ในพื้นที่อื่นๆ ของเขตเมืองหลีซานก็เริ่มมีคนพูดถึง เถ้าแก่โรงเตี๊ยมย่อมรู้ข่าวนี้ดี

เมื่อเห็นกู้เฉินมาใช้บริการ เถ้าแก่จึงให้การต้อนรับขับสู้อย่างพินอบพิเทา สั่งให้พ่อครัวปรุงอาหารรสเลิศมาเสิร์ฟ พร้อมงัดเอาสุราหมักสูตรเด็ดที่เก็บสะสมไว้ออกมาให้ลิ้มลอง

แน่นอนว่า... ราคาก็ย่อมต้อง "พิเศษ" ตามไปด้วย

แต่กู้เฉินหาได้ใส่ใจ เพราะเขาเพิ่งกอบโกยสมบัติมาจากคลังลับของสำนักจิตมารจนกระเป๋าตุง อีกอย่าง มื้อนี้... เขาไม่ได้เป็นคนจ่ายเสียหน่อย

"พี่กู้ ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นคนของหน่วยจิ้งเทียนจากเมืองหลวง ปิดบังข้าเสียสนิทเลยนะ" หลัวเฟิงตัดพ้อ

กู้เฉินยิ้มมุมปาก "ถ้าข้าบอกความจริงตั้งแต่แรกว่าข้าเป็นคนของหน่วยจิ้งเทียน เจ้าโจรราคะอย่างเจ้าคงวิ่งหนีหางจุกตูดไปแล้วกระมัง?"

หลัวเฟิงยิ้มแห้งๆ "พี่กู้ ท่านก็อย่าล้อข้าเล่นสิ"

หลังจากได้ร่วมเป็นร่วมตายกันมาระยะหนึ่ง กู้เฉินพบว่าหลัวเฟิงไม่ใช่คนเลวร้าย นิสัยใจคอค่อนข้างถูกโฉลกกับเขา ทั้งสองจึงคบหากันเป็นสหาย

แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ กู้เฉินก็ยังไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของหลัวเฟิง แต่ทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตัวเอง กู้เฉินจึงไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียง

"พี่กู้ พรุ่งนี้ข้าจะออกจากเมืองหวายหยางแล้ว" หลัวเฟิงกระดกเหล้าเข้าปาก จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น

กู้เฉินพยักหน้า "ข้าก็เหมือนกัน"

ภารกิจตรวจสอบเจิ้งจินอันเสร็จสิ้นไปแล้วครึ่งหนึ่ง ช่วงเวลาต่อจากนี้ กู้เฉินตั้งใจจะออกเดินทางสำรวจพื้นที่รอบๆ เมืองหวายหยาง เพื่อดูว่ายังมีปีศาจตนอื่นหลบซ่อนอยู่อีกหรือไม่

"พี่กู้ จากกันคราวนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก" หลัวเฟิงดื่มไปหลายจอก เริ่มมีอาการมึนเมา แววตาเริ่มพร่ามัว

กู้เฉินลอบส่ายหน้า คออ่อนจริงๆ พ่อหนุ่มคนนี้ คราวก่อนยังทำปากเก่งดูถูกเหล้าหยกสุริยันของเขา แล้วคุยโวว่าจะดื่มเหล้าแรงๆ

กู้เฉินยิ้มขำก่อนจะกล่าวว่า "ขุนเขายังเขียวขจี สายน้ำยังไหลริน หากมีวาสนา... ยุทธภพนี้เราคงได้พบกันอีก"

"ฮ่าๆๆๆ ถูกต้อง! ยุทธภพกว้างใหญ่ เราต้องได้เจอกันอีกแน่!" หลัวเฟิงหัวเราะร่า ชูจอกเหล้าขึ้นสูง

ทั้งสองชนจอกกัน แล้วดื่มจนหมดในรวดเดียว

"อ้อ จริงสิ พี่หลัว ข้าตกลงกับเถ้าแก่ไว้แล้วนะ มื้อนี้เจ้าเป็นคนเลี้ยง ห้ามชักดาบหนีไปก่อนล่ะ"

"หา?! อะไรนะ?!"

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า..."

จบบทที่ บทที่ 60 อันดับแปดแห่งทำเนียบดารา (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว