เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ปะทะเจิ้งเยี่ยนอีกครั้ง

บทที่ 49 ปะทะเจิ้งเยี่ยนอีกครั้ง

บทที่ 49 ปะทะเจิ้งเยี่ยนอีกครั้ง


บทที่ 49 ปะทะเจิ้งเยี่ยนอีกครั้ง

เฉินซงจดจำรูปร่างหน้าตาของกู้เฉินสลักลึกลงในจิตใจ เขาเคยสาบานกับตัวเองไว้ว่า หากวันใดกู้เฉินตกมาอยู่ในกำมือของเขา เขาจะต้องทำให้กู้เฉินต้องทนทุกข์ทรมานเจียนตาย ทรมานติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืน จึงจะสามารถระบายความเคียดแค้นที่สุมอยู่ในอกได้

ในฐานะศิษย์ของสำนักตะวันคล้อย ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ก็มักจะได้รับการปฏิบัติราวกับดาวล้อมเดือน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง มีเพียงกู้เฉินคนเดียวเท่านั้น ที่บังอาจลงมือทำร้ายเขา จนเกือบจะส่งเขาไปปรโลก

เฉินซงไม่มีวันลืมความเจ็บปวดและความหวาดกลัวในวันนั้น มันยังคงตามหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้ หากไม่ใช่เพราะการเดินทางครั้งนี้ เขาได้นำยาวิเศษชั้นยอดของสำนักติดตัวมาด้วย อาการบาดเจ็บของเขาก็คงไม่มีทางหายดีจนถึงตอนนี้

เมื่อได้เห็นกู้เฉินอีกครั้ง ความแค้นของเฉินซงก็ปะทุขึ้นจนต้องขบกรามแน่น ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดขึ้นมาในใจทีละฉาก เขาแทบอยากจะให้กู้เฉินคุกเข่าลงต่อหน้าเดี๋ยวนี้ แล้วปล่อยให้เขาเหยียบย่ำดูถูกสารพัดวิธี

กู้เฉินเห็นเฉินซงชี้หน้าตัวเอง ก็เพียงแค่ปรายตามองอย่างเฉยเมยแวบหนึ่ง แล้วก็ละสายตาไป ท่าทางเย่อหยิ่งราวกับเมฆลอยลมและสายลมพัดผ่านนั้น ยิ่งทำให้ไฟโทสะในใจของเฉินซงลุกโชนโชติช่วงยิ่งขึ้น

"ศิษย์พี่เจิ้ง! ไอ้สวะนี่ก็อยู่ที่นี่ด้วย!" เฉินซงรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คู่มือของกู้เฉิน จึงเตรียมจะเรียกเจิ้งเยี่ยนให้มาจัดการแทน

เจิ้งเยี่ยนย่อมมองเห็นกู้เฉินตั้งแต่ตอนที่เฉินซงเอ่ยปาก และในขณะเดียวกัน เขาก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ กู้เฉินด้วย

ผงติดตามตัวหมดฤทธิ์ไปนานแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด วันนั้นเจิ้งเยี่ยนก็ตามรอยหลัวเฟิงไม่ทันจริงๆ แต่เขาไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาอย่างเฉินซง ความคิดอ่านว่องไว เมื่อเห็นชายคนนั้นยืนอยู่ข้างกู้เฉิน ในใจก็พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ลางๆ

จอมยุทธ์คนอื่นๆ ในห้องโถงใหญ่ เมื่อเห็นว่ากู้เฉินมีความแค้นกับสำนักตะวันคล้อย ต่างก็พากันประหลาดใจ บ้างก็อยากรอดูเรื่องสนุก บ้างก็ลอบถอนหายใจแทนกู้เฉิน คิดว่าคนหนุ่มคนนี้ช่างกล้าไปตอแยกับสำนักตะวันคล้อย ไปตอแยกับเจิ้งเยี่ยน จุดจบคงไม่สวยงามนัก

จางฉือที่พาลูกศิษย์ยืนปะปนอยู่ในฝูงชน เห็นเหตุการณ์เข้า ก็ขมวดคิ้วมุ่น ในใจเกิดความกังวลแทนกู้เฉินขึ้นมาเล็กน้อย

การเดินทางครั้งนี้ของเขาถือว่าราบรื่น ลูกศิษย์ที่ตามมานอกจากบาดเจ็บเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีอะไรร้ายแรง ในตอนนี้ เมื่อเห็นอาจารย์ของตนมีท่าทีเช่นนี้ ลูกศิษย์ที่รู้ใจจางฉือดี ต่างก็หน้าตึงเครียด รีบเข้าไปดึงแขนเสื้ออาจารย์ไว้

"ท่านอาจารย์ ท่านต้องใจเย็นๆ นะขอรับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ นั่นคือสำนักตะวันคล้อยเชียวนะ!"

จางฉือคิ้วขมวดแน่น แม้จะเคยเจอกู้เฉินเพียงครั้งเดียว แต่เขาก็รู้สึกชื่นชมกู้เฉินอยู่บ้าง หากเป็นขุมกำลังอื่น เขาอาจจะลองยื่นมือเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยดู เผื่อว่าจะพอช่วยอะไรได้

แต่ตอนนี้ ศัตรูของกู้เฉินคือสำนักตะวันคล้อย และคนนำขบวนก็คือเจิ้งเยี่ยน ผู้มีชื่อติดอันดับที่ 12 ในทำเนียบดารา ทั้งสองสิ่งนี้ ไม่ว่าอย่างไหน หากต้องการจะแก้แค้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสำนักเล็กๆ อย่างจางฉือจะรับมือไหว

คนที่เจิ้งเยี่ยนซัดฝ่ามือเดียวตายไปเมื่อครู่ จางฉือก็รู้จัก แม้ทั้งคู่จะเป็นเจ้าสำนักเหมือนกัน แต่ฝีมือของอีกฝ่ายเหนือกว่าจางฉือมากนัก แต่ก็ยังถูกเจิ้งเยี่ยนสังหารในฝ่ามือเดียว แล้วนับประสาอะไรกับเขา หากเข้าไปยุ่ง ก็มีแต่เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ

สุดท้าย จางฉือก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา

กู้เฉินย่อมไม่รู้ว่าจางฉือคิดอะไรอยู่ และต่อให้รู้ เขาก็คงไม่ตำหนิอะไร เพราะทั้งสองก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกัน เพียงแค่เคยเจอกันครั้งเดียว พูดคุยกันไม่กี่ประโยค การที่อีกฝ่ายจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย ก็เป็นเรื่องปกติวิสัย

ในยุทธภพ การเห็นเรื่องไม่เป็นธรรมแล้วชักดาบเข้าช่วยนั้นมีอยู่จริง แต่ก็ไม่ได้พบเห็นได้บ่อยนัก และต่อให้มี ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความมั่นใจในฝีมือตัวเองด้วย

ในยุทธภพ ผู้ที่มีกำปั้นใหญ่กว่าเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์พูดถึงเหตุผล

ผู้อ่อนแอ ทำได้เพียงถูกเพ่งเล็ง ถูกขูดรีด และถูกกีดกัน

นี่ไม่เรียกว่าความจริงที่โหดร้าย แต่เป็นสัจธรรม

"คราวที่แล้วถือว่าเจ้าโชคดี ข้าปล่อยเจ้าไปครั้งหนึ่ง ไม่นึกเลยว่า ครั้งนี้ เจ้ากลับเอาคอมาพาดบนคมดาบของข้าเสียเอง นี่เรียกว่าเจ้ารนหาที่ตายเองนะ"

เจิ้งเยี่ยนเอ่ยเสียงเย็น "อย่าคิดนะว่า ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปอีก"

กู้เฉินได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะเบาๆ น้ำเสียงใสกังวานดังไปทั่วทั้งห้องโถง "พูดจาใหญ่โตใครก็พูดได้ คราวที่แล้วชัดเจนว่าเป็นเจ้าเองที่สู้ไม่ได้ แล้ววิ่งหนีหางจุกตูด พวกศิษย์สำนักใหญ่จอมปลอมอย่างพวกเจ้านี่ช่างหน้าซื่อใจคดจริงๆ พูดดำให้เป็นขาวได้ หน้าไม่อายสิ้นดี"

คำพูดของกู้เฉินทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงไปทั่วห้องโถง

"อะไรนะ? เจิ้งเยี่ยนสู้ชายหนุ่มตรงหน้านี้ไม่ได้งั้นรึ?"

"เป็นไปไม่ได้! เจิ้งเยี่ยนคือใคร? เขาคือศิษย์หลักสำนักตะวันคล้อย อันดับ 12 ในทำเนียบดารา เป็นยอดคนที่มีชื่อเสียงระบือไกล จะมาแพ้ให้กับไอ้หนุ่มโนเนมที่ไหนก็ไม่รู้ได้ยังไง?"

"แต่ดูจากท่าทางแล้ว ไอ้หนุ่มนั่นก็ดูไม่เหมือนคนโกหกนะ?"

"หรือว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอีกที่เราไม่รู้?"

คนในยุทธภพไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ล้วนให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเกียรติยศ ยิ่งเป็นคนรักหน้าตาอย่างเจิ้งเยี่ยนด้วยแล้ว เมื่อได้ยินคำวิจารณ์ของเหล่าจอมยุทธ์ เขาก็หน้าถอดสี ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชักกระบี่ยาวที่เอวออกมา เคร้ง! ปลายกระบี่ชี้ตรงไปที่กู้เฉิน

เรื่องหลัวเฟิงหรืออะไรตอนนี้ เจิ้งเยี่ยนไม่สนแล้ว ตอนนี้เขาอยากจะฆ่ากู้เฉินให้ตายคามือ

คราวที่แล้ว เขาใช้หมัดมวยสู้กับกู้เฉิน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด พลังฝีมือสิบส่วนจึงแสดงออกมาได้เพียงสี่ส่วน

ครั้งนี้ เจิ้งเยี่ยนเอาจริงตั้งแต่เริ่ม เขาต้องการจะใช้พลังสายฟ้าแลบสังหารกู้เฉินลงตรงนี้ เพื่อหุบปากพวกจอมยุทธ์ขี้เม้าท์ เขาคิดว่าด้วยสถานะของเขา การที่ถูกคนเอาชื่อไปพูดพร้อมกับกู้เฉิน เป็นความอัปยศของเขา และเป็นความอัปยศของสำนักตะวันคล้อยด้วย

มีเพียงการฆ่ากู้เฉินเท่านั้น ที่จะหยุดคำครหาเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด

"ใช้สมบัติวิเศษฆ่าเจ้า ก็นับว่าใช้มีดฆ่าโคมาเชือดไก่แล้ว" เจิ้งเยี่ยนเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา

กระบี่ออกจากฝัก แสงเย็นเยียบสาดส่องเข้าตาผู้คนจนต้องหรี่ตาหนี แสงนวลตาไหลเวียนอยู่บนตัวกระบี่ ไม่ผิดแน่ มันคือสมบัติวิเศษระดับต่ำ

ความล้ำค่าของสมบัติวิเศษนั้นไม่ต้องพูดถึง กลิ่นอายความคมกล้าที่แผ่ออกมา ทำให้จอมยุทธ์ทุกคนในที่นั้นต้องหดคอ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

นี่แหละคืออานุภาพของสมบัติวิเศษ เพียงแค่ชักออกจากฝัก ก็มีพลังกดดันขนาดนี้ พวกเขามองดูระบี่ยาวในมือเจิ้งเยี่ยนด้วยสายตาอิจฉา นี่คือสิ่งที่พวกเขาอาจจะไม่มีวันได้สัมผัสไปชั่วชีวิต และในขณะเดียวกัน ในใจของพวกเขาก็ยิ่งมองว่ากู้เฉินไม่มีทางสู้ได้

"เจ้าตายแน่!"

เมื่อเห็นเจิ้งเยี่ยนชักกระบี่วิเศษออกมา ซึ่งแสดงว่าเอาจริงแน่แล้ว เฉินซงก็แสยะยิ้มเย็น มั่นใจเต็มเปี่ยม ตัดสินชะตาชีวิตของกู้เฉินด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว

"พี่กู้ ต้องการให้ช่วยไหม หรือเราจะหลบไปตั้งหลักก่อนดี?" หลัวเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ กระซิบถามเบาๆ

กู้เฉินไม่ตอบ ลำพังแค่เจิ้งเยี่ยนคนเดียว ยังไม่ดีพอที่จะทำให้เขาต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

ฟุ่บ!

แสงกระบี่แหลมคมสว่างวาบขึ้นกลางห้องโถง ราวกับสายฟ้าแลบ ส่องสว่างความมืดมิดในห้องโถงให้สว่างขึ้นอีกสามส่วน

เจิ้งเยี่ยนถือกระบี่พุ่งเข้าใส่ เป้าหมายพุ่งตรงไปที่ลำคอของกู้เฉิน เขาต้องการจะปลิดชีพในดาบเดียว!

กู้เฉินสีหน้าเรียบเฉย ราวกับบ่อน้ำลึกที่ไร้ระลอกคลื่น เขาหันไปบอกหลัวเฟิงว่า "เดี๋ยวข้ามา"

จากนั้น ร่างของกู้เฉินก็วูบไหว กระโดดลงจากที่สูงดุจพญาอินทรี ไม่ถอยหนีแต่กลับพุ่งเข้าหาเจิ้งเยี่ยนซึ่งหน้า

"ฮึ รนหาที่ตาย!"

เฉินซงที่อยู่อีกด้านหนึ่งมีสีหน้าดุร้าย อยากให้กู้เฉินตายเสียเดี๋ยวนี้

เมื่อเห็นกู้เฉินพุ่งเข้ามา เจิ้งเยี่ยนก็หน้าตึง ความเร็วกระบี่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน

ชิ้ง!

เสียงกระบี่กังวานใสเสนาะหูดังขึ้นอีกครั้งกลางห้องโถง กู้เฉินที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ชักกระบี่อัคคีชาดที่เอวออกมา ปะทะเข้ากับกระบี่ยาวของเจิ้งเยี่ยน

เคร้ง!

สมบัติวิเศษระดับต่ำสองเล่มปะทะกัน ประกายไฟแตกกระเซ็นนับไม่ถ้วน แต่ด้วยคุณภาพที่ทัดเทียมกัน จึงไม่มีใครกินใครลง

"เจ้าก็มีสมบัติวิเศษระดับต่ำด้วยรึ?!"

เจิ้งเยี่ยนเห็นกู้เฉินชักกระบี่ออกมา ในใจยังนึกดูถูก คิดว่าจะฟันอาวุธของกู้เฉินให้หักสะบั้นในดาบเดียว แล้วแทงทะลุอกตามไป แต่ไม่นึกเลยว่ากู้เฉินจะมีสมบัติวิเศษระดับต่ำเหมือนกับเขา

คำพูดของเจิ้งเยี่ยนทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นในห้องโถงอีกครั้ง เฉินซงเบิกตากว้าง สายตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

"ทำไม! ทำไมกัน! มันเป็นแค่ไอ้บ้านนอก ทำไมถึงมีสมบัติวิเศษระดับต่ำเหมือนกับศิษย์พี่เจิ้งได้?!"

เฉินซงกรีดร้องในใจ สมบัติวิเศษ แม้แต่ในสำนักตะวันคล้อย ก็จะมอบให้เฉพาะศิษย์หลักที่มีฝีมือสูงส่งเท่านั้น ตัวเขาเองย่อมไม่มี

ในเวลานี้ อารมณ์ที่เรียกว่าความริษยาได้ลุกโชนขึ้นในใจเฉินซงราวกับไฟป่า ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปหมด

เจิ้งเยี่ยนสัมผัสได้ถึงพลังที่ส่งผ่านมาทางกระบี่ของกู้เฉิน สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ขณะที่กู้เฉินออกแรงกดลงมาเรื่อยๆ คมกระบี่ก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาหน้าอกของเขา

ต้องรู้ก่อนว่า เจิ้งเยี่ยนไม่ได้เป็นอย่างที่เขาลือกันว่าเปิดจุดชีพจรได้เพียง 40 จุดในขอบเขตทะลวงชีพจร แต่ความจริงแล้วเขาเปิดได้ถึง 43 จุด ซึ่งมากกว่ากู้เฉิน (ในสายตาคนนอก) ไปไกลโข ถือว่ามีพลังวัตรลึกล้ำ

แต่น่าเสียดาย พละกำลังทางกายภาพของเขาเมื่อเทียบกับกู้เฉินแล้วถือว่าห่างชั้นกันมาก อย่างน้อย เขาก็ไม่ได้มีวิชาฝึกกายาระดับสูงติดตัว

แต่เจิ้งเยี่ยนก็ไม่ใช่จอมยุทธ์ดาดๆ เขารู้ตัวว่าแข่งพลังสู้กู้เฉินไม่ได้ จึงโคจรลมปราณใช้วิชากระบี่ระดับกลางของสำนักตะวันคล้อย ใช้เคล็ดวิชาผ่อนแรง เบี่ยงเบนกระบี่ของกู้เฉินออกไป

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

ทั้งสองคนผลัดกันรุกรับ กู้เฉินอาศัยพละกำลังกายเกือบสามหมื่นชั่ง และพลังวัตรอันหนาแน่น ต่อสู้กับเจิ้งเยี่ยนได้อย่างสูสีในระยะเวลาสั้นๆ

ภาพนี้ทำเอาเหล่าจอมยุทธ์ที่มุงดูอยู่สูดหายใจเข้าด้วยความหนาวเหน็บ

แม้แต่จางฉือก็ไม่คาดคิดว่า ชายหนุ่มที่เขาพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง จะมีฝีมือร้ายกาจขนาดนี้ สามารถต่อกรกับเจิ้งเยี่ยน ศิษย์หลักสำนักตะวันคล้อยได้อย่างสูสี

แต่คนเหล่านี้เป็นเพียงคนนอก ดูได้แค่เปลือก มีเพียงกู้เฉินและเจิ้งเยี่ยนที่กำลังต่อสู้กันเท่านั้นที่รู้สถานการณ์จริง

เมื่อปะทะกันไปเรื่อยๆ สีหน้าของเจิ้งเยี่ยนก็ค่อยๆ สงบลง เขาดูออกว่ากู้เฉินไม่มีพื้นฐานวิชากระบี่เลย หรือจะเรียกว่าไม่มีแม้แต่เบสิคเลยก็ว่าได้

กู้เฉินเพียงแค่อาศัยแรงควายและพลังวัตร เหวี่ยงกระบี่มั่วซั่วสู้กับเขาเท่านั้น

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เจิ้งเยี่ยนมั่นใจว่า อีกไม่นาน กู้เฉินจะต้องพ่ายแพ้

และความจริงก็เป็นเช่นนั้น หลังจากประมือกันไปหลายสิบกระบวนท่า เจิ้งเยี่ยนฉวยโอกาสตอนที่กู้เฉินใช้กระบวนท่าจนหมดแรงส่ง เคร้ง! เขาตวัดกระบี่ฟันออกไป แสงกระบี่เจิดจ้า มุมองศาพิสดาร กระแทกกระบี่อัคคีชาดในมือกู้เฉินจนหลุดกระเด็น

สมบัติวิเศษหลุดมือ ทุกคนในห้องโถงรู้ทันทีว่า กู้เฉินตายแน่

ในวินาทีนี้ ผลลัพธ์ดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้ว ผู้คนราวกับมองเห็นภาพเจิ้งเยี่ยนเป็นผู้ชนะ และกู้เฉินถูกแทงทะลุอกตายคาที่

หลัวเฟิงหน้าถอดสีทันที ส่วนใบหน้าของเฉินซงเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสะใจ

"ตายซะ!"

เจิ้งเยี่ยนตะโกนก้อง กระบี่วิเศษในมือส่องประกายวูบวาบ แทงตรงเข้าใส่หน้าอกของกู้เฉินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ

จบบทที่ บทที่ 49 ปะทะเจิ้งเยี่ยนอีกครั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว