- หน้าแรก
- มาร์เวล: เส้นทางพ่อค้าอาวุธเถื่อน
- บทที่ 125: ปิดบังความจริง (ฟรี)
บทที่ 125: ปิดบังความจริง (ฟรี)
บทที่ 125: ปิดบังความจริง (ฟรี)
แต่โทนี่คิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เริ่มรู้ตัวว่า เพียร์ซอาจจะตกลงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์กับคิลเลียนไว้ลับ ๆ แล้วก็ได้
พอคิดถึงจุดนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อย
เพราะตอนนี้เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเสี่ยงเดิมพันว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือหลอก
ดังนั้นหลังจากคุมสติแล้ว โทนี่ก็ค่อย ๆ ลดแขนที่เล็งปืนใส่อีกฝ่ายลง ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ พร้อมส่งสัญญาณขอเจรจา
ในขณะเดียวกัน เขาก็แอบสั่งจาร์วิสให้แฮกระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อเช็กว่ามีวัตถุบินความเร็วสูงที่ไม่ได้ระบุพิกัดอยู่ในน่านฟ้าสหรัฐฯ หรือเปล่า
โทนี่อยากถ่วงเวลาไว้ เลยถามออกไปว่า
“แผนนายคือจะลากฉันตายไปด้วยเนี่ยนะ?”
“แต่นายดูไม่ใช่พวกที่ไม่แคร์ชีวิตตัวเองเลยนะ ฉันไม่เชื่อว่านายจะบ้าได้ขนาดนั้น!”
คิลเลียนไม่ได้ตอบอะไร
เขาแค่ปัดฝุ่นที่แขนเสื้อสูท แล้วดึงเนคไทสีขาวให้กระชับขึ้นอย่างใจเย็น
ถ้ามีกระจกอยู่แถวนั้น เขาอาจจะอยากหวีผมตัวเองให้เรียบร้อยด้วยซ้ำ
ท่าทางของเขาดูเหมือนทหารที่ค่อย ๆ เตรียมตัวให้เรียบร้อยก่อนจะ “ตายอย่างสง่างาม” โดยไม่เสียใจใด ๆ ทั้งสิ้น
พอเห็นท่าทีแบบนี้ โทนี่เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี รีบเตือนเพื่อน ๆ ผ่านช่องสื่อสารทันที
“ทุกคนระวังตัว! อย่าเข้าใกล้เกินไป! อาจจะมีนิวเคลียร์ยิงมาที่นี่!”
“ว่าไงนะ!? นิวเคลียร์อีกแล้วเหรอ!? เพียร์ซจะมาไม้เดิมอีกหรือไง?”
เจสสิก้าขึ้นเสียงอย่างตกใจ ฟังแล้วเหมือนจะเริ่มตื่นตระหนก
“เดี๋ยวนี้นิวเคลียร์กลายเป็นผักในตลาดไปแล้วเหรอ ใครอยากได้ก็มีได้?”
คำถามนี้มาจากทีชัลล่า แบล็คแพนเธอร์
“ต้นเหตุก็มาจากอัมเบรลล่านั่นแหละ ไม่รู้เหรอ?”
นิค ฟิวรี่เป็นคนตอบกลับมา แล้วทีชัลล่าก็เงียบไปทันที
เพราะแค่มีคำว่า "อัมเบรลล่า" ปรากฏขึ้นมา ทุกอย่างก็ดู "เข้าใจได้" ไปหมดแล้ว
ตอนนั้นเอง นิคก็สั่งให้เจ้าหน้าที่เทคนิครีบตรวจสอบโดยด่วนว่า ตอนนี้ในสหรัฐฯ มีสัญญาณของขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ยังไม่ระบุตัวตนอยู่หรือไม่
ทุกคนต่างก็เริ่มเครียดกับภัยคุกคามจากนิวเคลียร์
ส่วนคิลเลียน พอเห็นว่าโทนี่เริ่มกลัวขึ้นมาจริง ๆ เขาก็เริ่มใจชื้นขึ้นเล็กน้อย
เขาเดินช้า ๆ ไปยังริมถนนที่พังเละข้างตัว
ตรงนั้นมีร้านขายเสื้อผ้าเก่าตั้งอยู่
แน่นอนว่าหลังเกิดวิกฤตชีวภาพ หน้าร้านกระจกแตกกระจาย พื้นร้านก็เลอะเทอะเต็มไปด้วยเศษขยะ โดนปล้นเรียบ
โทนี่มองคิลเลียนเดินเข้าไปในร้านขายหมวกด้วยสีหน้าระแวง แล้วเห็นอีกฝ่ายหยิบหมวกเปื้อนฝุ่นจากพื้นขึ้นมา
เขามองคิลเลียนหมุนหมวกสีน้ำตาลเทาเล่นหน้ากระจกเต็มตัวที่แตกร้าวเกือบหมด
โทนี่เบ้ปาก แล้วหันหน้าหนี ไม่อยากเห็นท่าทางหลงตัวเองของเจ้าบ้า
คิลเลียนที่อยู่ในร้าน เห็นจากหางตาว่าโทนี่หันหน้าหนี ก็แอบยิ้มมุมปากทันที
เขาโยนหมวกเปื้อนฝุ่นทิ้ง แล้วแกล้งทำเป็นเจอหมวกที่ถูกใจกว่า เดินลึกเข้าไปในร้านมากขึ้น
โทนี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ไม่รู้เลยว่าคิลเลียนกำลัง "ทำอะไรบางอย่าง" อยู่ใต้จมูกของเขาเอง
ผ่านไปห้านาที
【เจ้านายครับ สถานการณ์ในสหรัฐฯ เป็นปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวจากทางอัมเบรลล่าเลยครับ】
รายงานมาจากฝั่งนิค ฟิวรี่ ตรวจไม่พบสัญญาณของขีปนาวุธนิวเคลียร์แม้แต่น้อย
โทนี่ถึงกับหน้าชา รู้ทันทีว่าตัวเองโดนหลอกเข้าแล้ว
“เชี่ย!”
เขาสบถออกมา ก่อนจะหันไปมองร้านขายเสื้อผ้า แต่ก็พบว่า…คิลเลียนหายไปแล้ว!
ส่วนเซเว่นยังคงยืนอยู่ตรงเดิมไม่ขยับ เงยหน้าจ้องไอรอนแมนบนฟ้าด้วยสายตาแน่วแน่
แม้หัวหน้าจะหนีไปแล้ว แต่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะถอยตามเลยแม้แต่น้อย
แต่โทนี่ไม่สนใจมินิบอสอย่างเซเว่นอีกแล้ว เขารีบบินขึ้นฟ้าแล้วเริ่มกวาดสายตาหาคิลเลียน พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเจ็บใจผ่านช่องสื่อสาร
“เราโดนหลอกกันหมดเลย! คิลเลียนแค่ขู่ เขาหนีไปแล้ว!”
เสียงกัปตันอเมริกาดังเข้ามาทันที
“มีใครเห็นบัคกี้มั้ย!?”
โทนี่ถึงกับถอนหายใจ นี่สถานการณ์มันเละขนาดนี้แล้ว กัปตันยังคิดถึงบัคกี้อยู่อีกเหรอ?
“เฮ้! พวกนายรีบหน่อย! ปิดล้อมบริเวณรอบขบวนรถไว้ คิลเลียนคงยังหนีไปได้ไม่ไกลนัก!”
เสียงของนาตาชาดังขึ้นอย่างมั่นคง
“เดี๋ยวฉันจะปิดอากาศโดยรอบให้เลย!”
แซม ฟอลคอนพูดผ่านวิทยุ จากนั้นอเวนเจอร์สทุกคนก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที
เกมแมวจับหนูสุดระทึกเริ่มต้นขึ้น
แค่ห้านาที คิลเลียนก็หนีห่างไปไกลถึงสิบกิโลเมตร ตอนนี้เขากำลังเดินอยู่บนถนนเปลี่ยวไร้ผู้คน
ถนนสายนี้เชื่อมต่อระหว่างตอนตะวันออกเฉียงใต้ของเขตแพตเตอร์สัน เข้าสู่เขตพอฟกีปซี่
พอฟกีปซี่คือตำแหน่งฐานทัพใหญ่ของอัมเบรลล่าในทวีปอเมริกาเหนือ
คิลเลียนกลัวว่าอีกไม่นานอเวนเจอร์สจะตามตัวเจอ เขาเลยเริ่มพิจารณาข้อเสนอของรัมโลว์
ขอไปพึ่งอัมเบรลล่า!
ยังไงตอนนี้อัมเบรลล่าก็เปิดขาย “ตั๋วเรือโนอาห์” อย่างเปิดเผยอยู่แล้ว
คิลเลียนคิดว่าไม่น่ายาก ถ้าเขาจะซื้อตั๋วสักใบ
คิดแบบนี้แล้ว เขาก็ยิ่งกำกระเป๋าเงินสีเงินแน่นขึ้น ในกระเป๋านั้นมีทุกอย่างที่เหลืออยู่ในชีวิตเขา
มีเซรุ่มไวรัส Extremis รุ่นท็อปเกรดเหลืออยู่ยี่สิบโดส
คิดว่าใช้แค่หนึ่งหรือสองโดส ก็น่าจะแลกตั๋วเรือจากพ่อค้าอย่างคาร์ลได้ไม่ยาก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
กองกำลังของ A-Tech ที่เคยยึดครองเขตแพตเตอร์สัน ถูกอเวนเจอร์สกวาดเรียบ
แต่ถึงตอนนี้ โทนี่กับพวกก็ยังหาตัวคิลเลียนไม่เจอ
ไม่มีทางเลือก พวกเขาจึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ระดับสูง 500 คนที่ร่วมมาด้วยจัดการเคลียร์พื้นที่ต่อ
ส่วนสมาชิกอเวนเจอร์สที่เหลือก็ขึ้นควินเจ็ตเพื่อบินกลับ
บนควินเจ็ต กัปตันมาร์เวล แครอล พูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“รู้งี้ไม่แวะไปเฝ้าอัมเบรลล่าหรอก ไม่งั้นฉันคงจัดการศัตรูไม่ให้รอดไปได้แน่”
ในเมื่อโทนี่คือคนที่ “ปล่อยศัตรูหลุดมือ” คำพูดนี้ก็เหมือนจี้ใจดำเขาโดยตรง
แม้จะฉลาดระดับอัจฉริยะ แต่สุดท้ายไอรอนแมนก็โดนเล่ห์กลง่าย ๆ ของศัตรูหลอกจนได้
โทนี่จึงได้แค่หันหน้าหนีอย่างหงุดหงิด ไม่พูดอะไรต่อ
พอได้ยินที่แครอลพูด แซม ฟอลคอนก็สงสัยขึ้นมา
“เมื่อกี้เธอไปเฝ้าอัมเบรลล่าทำไมเหรอ?”
แครอลยักไหล่อย่างจนใจ ก่อนที่เสียงของนิค ฟิวรี่จะดังขึ้นในระบบสื่อสาร ช่วยอธิบายให้แทน
“เป็นคำสั่งของฉันเอง เพราะในสถานการณ์ตอนนั้น ฉันคิดว่าควรมีมาตรการสำรองไว้ด้วย”
สาเหตุที่นิคพูดแบบนี้ เพราะมันเริ่มจากตอนที่กัปตันมาร์เวลกับโทนี่เข้าไปในตึกใหญ่ของ A-Tech
ตอนนั้นไม่มีใครเจอคิลเลียนหรือเพียร์ซเลย
นิค ฟิวรี่กลัวว่า “ผู้คุ้มกันจากที่ไหนสักแห่ง” อาจโผล่มาขัดขวาง
และในภารกิจค้นหาศัตรูแบบนี้ กัปตันมาร์เวลอาจไม่ได้ช่วยมากนัก
เพื่อความปลอดภัย นิคจึงสั่งให้แครอลไปจับตาดูฝั่งอัมเบรลล่า ป้องกันไม่ให้คาร์ลก่อเรื่องลับหลัง
แต่พอมองย้อนกลับไป มันก็อาจจะระแวงเกินไปหน่อย เพราะอัมเบรลล่าไม่มีทีท่าจะสนใจเพียร์ซเลย
ถึงอย่างนั้น ก็สายเกินไปแล้ว
นิค ฟิวรี่เองก็ไม่รู้สึกเสียดายที่เล่นเกมแบบรอบคอบ
เพราะถึงจะย้อนเวลาได้ เขาก็ยังจะเลือกให้กัปตันมาร์เวลไปเฝ้าอัมเบรลล่าอยู่ดี
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]
……….