- หน้าแรก
- มาร์เวล: เส้นทางพ่อค้าอาวุธเถื่อน
- บทที่ 95: การแพร่กระจายของไวรัส (ฟรี)
บทที่ 95: การแพร่กระจายของไวรัส (ฟรี)
บทที่ 95: การแพร่กระจายของไวรัส (ฟรี)
สุดท้ายปิเอโตรก็ไม่มีทางเลือก นอกจากก้มหน้าลงเงียบ ๆ เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น แล้วเดินออกจากศูนย์บัญชาการไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
พอเห็นว่าตัวเกะกะในที่สุดก็ไปสักที คาร์ลก็หันกลับมามองสาวสวยในอ้อมแขนอีกครั้ง
“โลกนี้คงวุ่นวายหนักแน่ ๆ จากนี้ไป เพราะงั้นถ้าไม่จำเป็นก็อย่าออกจากฐานนะ”
วานด้าครางรับในลำคอเบา ๆ อย่างว่าง่าย แล้วกอดคาร์ลแน่นเหมือนกลัวว่าเขาจะหนีหายไปเมื่อไหร่ก็ได้
ภายใต้บรรยากาศหวานซึ้งของสองคนที่โอบกอดกันอย่างกลมกลืน
ข้างนอกกลับกลายเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
แนวป้องกันของทหารที่ตั้งไว้รอบนิวยอร์กซิตี้แทบไม่มีประสิทธิภาพ
เหตุผลหลักก็เพราะกองทัพตอบสนองช้าเกินไป กว่าจะตั้งแนวป้องกันชุดแรกได้ก็ล่วงเลยไปเกือบห้าหรือหกชั่วโมงหลังวิกฤตเริ่มขึ้น
ยังไม่นับแมวหมา หนูบ้าน และสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ที่ติดเชื้อT-Virus ไปแล้ว พวกมันตัวเล็ก แถมยังว่องไวมากจนหยุดไว้ไม่ได้เลย
มันพากันเล็ดลอดออกจากนิวยอร์กผ่านทางลับที่คนทั่วไปไม่มีวันสังเกตเห็น แล้วแพร่เชื้อ T ออกไปอย่างรวดเร็ว
ชัดเจนเลยว่า ต่อให้อเมริกายอมแลกด้วยราคาสูงลิบเพื่อ “นิวเคลียร์ถล่มนิวยอร์ก”
วิกฤตชีวภาพครั้งนี้ก็ยังห่างไกลจากคำว่า จบสิ้น
หนึ่งเดือนหลังจากเชื้อไวรัสแพร่กระจาย
ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เดือนกุมภาพันธ์
นิวยอร์กเคยเป็นป่าคอนกรีต มีตึกระฟ้ากระจายอยู่ทั่ว
แต่ตอนนี้ทั้งเมืองแทบร้างไร้เหล็ก มีแต่ป่า
คนที่ยังรอดอยู่ก็ต่างพยายามหนีออกจากเมืองซอมบี้แห่งนี้
แต่ส่วนใหญ่กลับติดด่านสกัดของทหาร ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน
คนเลยเหลือทางเลือกแค่ติดสินบนทหาร หรือไม่ก็ลักลอบหนีออกไปแบบ “ผิดกฎหมาย”
เพราะถ้ายังอยู่ในนิวยอร์กต่อ ก็ต้องเจอกับปัญหาหนักทุกวัน ทั้งอาหารขาดแคลน น้ำสะอาดไม่มี ภัยจากซอมบี้ และความเสี่ยงจากระเบิดนิวเคลียร์
คนส่วนใหญ่เอาชีวิตรอดได้แค่ไม่กี่วัน
แล้วตอนนี้ก็ผ่านมาเป็นเดือนเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดเลยว่าคนที่ยังรอดในมหานครที่เคยมีประชากรนับสิบล้านนี้...เหลืออยู่กี่คนกันแน่
แต่มองจากสายตาของกองทัพ “นิวยอร์กไม่มีคนรอด” ตัวเลขผู้รอดชีวิตในนิวยอร์กที่ออกข่าวคือศูนย์!
นิวยอร์กกลายเป็นมุมลืมของโลก
ทั้งเมืองร้างเงียบสนิท อาคารผุพังเต็มไปด้วยเถาวัลย์สีเขียวสด ทางเดินก็เต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรก
ฟ้าที่นี่ดูขมุกขมัวตลอดเวลา เพราะฝุ่นกัมมันตรังสีจากการระเบิดนิวเคลียร์จะยังคงลอยอยู่ไปอีกอย่างน้อยสามเดือน
ทำให้ผู้รอดชีวิตแทบทุกคนมีอาการป่วยจากกัมมันตรังสีไม่มากก็น้อย
แต่เมื่อเผชิญกับอันตรายรอบด้านจนชินชาไปแล้ว ใครจะไปสนโรคที่กว่าจะฆ่าคนตายก็อีกหลายเดือน?
วันหนึ่ง สองเด็กผอมแห้งถือไม้เบสบอลคนละอัน เดินออกมาจากตึกที่ถูกทิ้งอย่างระวังตัว
“เจมี่ ได้ของกินมาเท่าไหร่มั่ง?”
เด็กชายตัวผอมวัยประมาณสิบหกสิบเจ็ดตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ใบหน้าสกปรกเปื้อนฝุ่นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ได้มันฝรั่งทอดสองถุง กับแซนด์วิชครึ่งชิ้น!”
เด็กที่ถามดูโตกว่านิดหน่อย น่าจะราว ๆ สิบแปด พอได้ยินก็ยิ้มดีใจเหมือนกัน
แค่เจอของกินในตึกสำนักงานแบบนี้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว
แต่ทันใดนั้นเอง กลุ่มคนร้ายใจโฉดก็โผล่มาจากหัวมุมถนน ทำลายบรรยากาศดี ๆ ของเด็กทั้งสองในพริบตา
ชายผิวดำที่นำกลุ่มมา มีรอยสักเต็มคอ แถมแผลเป็นที่แขนก็บ่งบอกว่าเป็นพวกแก๊งค์ชัด ๆ
เขาชี้ปืนใส่เด็กทั้งสอง พร้อมขู่เสียงเหี้ยม “พวกแกแม่งช้าเป็นบ้า กูรอมานาน ในที่สุดก็ออกมาสักทีนะ ไอ้เด็กโง่!”
เด็กทั้งสองแทบร้องไห้ ของที่เพิ่งหาได้ยังไม่ทันจะได้กินเลยก็จะโดนแย่งแล้ว แต่เพราะคนอเมริกันเคยเจอเหตุการณ์ปล้นบ่อย เลยรู้ดีว่า ถ้ายอมส่งเงินกับของให้ ส่วนใหญ่โจรจะไม่ฆ่า
สุดท้ายทั้งสองเลยมองหน้ากัน ก่อนจะยอมยื่นของกินในกระเป๋าให้ด้วยความเสียดาย
แต่พอชายผิวดำรอยสักนั่นได้ของแล้ว ก็ดันหันมามองเด็กทั้งสองแบบหื่นกระหาย
เขาโบกมือสั่งลูกน้องว่า “จับสองคนนี้กลับไปเป็นเสบียงสำรอง อย่าฆ่าล่ะ ไม่งั้นมันจะไม่สด!”
ลูกน้องพวกนั้นได้ยินก็เดินยิ้มเหี้ยมเข้าหาเด็กทั้งสอง
เด็ก ๆ รู้ทันทีเลยว่าดันมาเจอกับ “ไอ้ปีศาจกินคน” เข้าให้แล้ว พวกเขาหิวจนหมดแรงหนีด้วยซ้ำ
เลยทำได้แค่นั่งทรุดลงกับพื้น ตัวสั่น รอความตายด้วยแววตาหวาดกลัว
ดูเหมือนพวกโจรกำลังจะพาเด็กทั้งสองกลับแคมป์ไว้เป็นอาหารสำรอง
ฟิ้ววว!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นจากเหนือหัวของกลุ่มนั้น
ชายผิวดำรีบเงยหน้าขึ้นดูด้วยความงุนงง แล้วก็ร้องออกมาว่า “สไปเดอร์วูแมน?!”
เกวนที่มาช้าไปหน่อย ในที่สุดก็มาถึง เธอห้อยตัวลงมาด้วยใยแมงมุม มือขวาถือดาบซามูไร พลิกข้อมือสองสามที
แล้วฟันฉับอย่างเย็นชาไม่มีลังเล สามดาบก็ฟันคอพวกโจรหลุดกระเด็น
ศพไร้หัวพ่นเลือดโครมครามล้มลงต่อหน้าต่อตา เด็กผิวขาวสองคนยืนตัวแข็งด้วยความตกใจสุดขีด
ถึงแม้ตอนนี้ทั้งสองจะกลัวจนแทบขาดใจ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สั่งสมมา ก็ทำให้พวกเขารีบเอามือปิดปากไว้แน่น กลัวเสียงหลุดจะเรียกฝูงซอมบี้มา
เกวน ผู้มีฉายาว่า ปีศาจสไปเดอร์วูแมน ไม่พูดอะไรสักคำ เธอจัดการศัตรูรวดเร็วเฉียบขาด แล้วจากไปอย่างเงียบ ๆ ห้อยตัวขึ้นไปบนใย ทิ้งไว้แค่แผ่นหลังสุดเท่
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เกวนที่วิ่งวุ่นไปช่วยคนมาหลายจุด กับหยุดอาชญากรรมไปเป็นสิบครั้งเริ่มล้าแล้ว เลยลงจอดพักบนดาดฟ้าตึกสูง
เธอถอดหน้ากากลายดำขาวออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เย็นชาและชาชิน หยิบขวดน้ำแร่มาดื่มหลายอึก
น้ำแร่ตอนนี้หายากยิ่งกว่าทอง
เพราะคนอดอาหารได้เจ็ดวัน
แต่ถ้าไม่กินน้ำ สามวันก็ตายแล้ว!
มีแค่เกวนเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหวในเมืองได้อย่างอิสระ ปีนขึ้นตึกสูงเพื่อหาของยังชีพได้ง่าย นั่นคือเหตุผลที่เธอถึงพอมีน้ำแร่เก็บไว้บ้าง
“นิวยอร์กมันไม่เหลือความหวังแล้วมั้ง บางทีฉันควรยอมรับโชคชะตาสักที ถึงไม่ใช่เพื่อตัวเอง อย่างน้อยก็เพื่อแม่…”
เกวนพูดพลางถอนหายใจ สีหน้าดูสับสนลังเล
หลังจากที่พลัดหลงกับครอบครัวเมื่อเดือนก่อน เธอก็ผ่านอะไรมามาก ทั้งโตขึ้นเยอะ และเปลี่ยนไปหลายอย่าง
แม้จะได้เจอแม่อีกครั้งที่บ้านลุงในบรูคลินแล้ว แต่เธอก็ยังยืนยันจะออกตามหาพ่อ จอร์จ เพราะเธอไม่ยอมรับว่าพ่อตายไปแล้ว
ตราบใดที่ยังไม่มีข่าวยืนยัน เธอจะไม่หยุดหาเด็ดขาด
ระหว่างตามหาพ่อ เธอก็ช่วยชีวิตผู้คนมากมาย แต่หลายคนกลับมีเจตนาแอบแฝง
บางคนพอรอดแล้วไม่รู้จักขอบคุณ แถมยังทำท่าเหมือนเกวนมีหน้าที่ต้องช่วย แล้วยังบ่นว่าเธอไม่ยอมเอาอาหารมาให้เพิ่มอีก
บางคนต่อหน้าเหมือนเคารพ แต่ลับหลังกลับแอบแจ้งข่าวเกี่ยวกับสไปเดอร์วูแมนให้ทหาร เพื่อแลกกับสิทธิออกจากนิวยอร์ก
บางคนถึงขั้นรออาหารจากเกวนทุกวัน แล้วพอเธอมาช้าไปแค่ครึ่งชั่วโมง ก็ด่ากราดทันที
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]
……….