- หน้าแรก
- พรสวรรค์ มาทุกสิบวัน พอเป็นแวมไพร์ตัวฉันก็โกงเวอร์
- บทที่ 641: ยักษ์สนธยา
บทที่ 641: ยักษ์สนธยา
บทที่ 641: ยักษ์สนธยา
“เฮ้ย! นี่มันไม่โกงไปหน่อยเหรอ!?”
จางโซ่วตะโกนโวยวายทันทีที่เห็นอวี๋เสียนเสกโล่แสงติดเท้าเป็นสเกตบอร์ด เร่งความเร็วพุ่งปรู๊ดตามนอร่าไปติดๆ
“เขาเรียกว่า ‘แปดเซียนข้ามทะเล ต่างคนต่างงัดทีเด็ด’ ต่างหากเล่า!”
อวี๋เสียนหัวเราะร่าตอบกลับเสียงดัง ในเมื่อกติกาไม่ได้ห้ามใช้อุปกรณ์เสริม ใครดีใครได้!
พอเห็นสองสามีภรรยาเปิดช่อง คนอื่นก็เริ่มไม่เกรงใจ กงเชี่ยนชกหมัดใส่อากาศ เรียกเงาพญามังกรสีทองออกมา แล้วกระโดดขึ้นขี่หลังมันทะยานไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว แซงอวี๋เสียนไปแบบฉิวเฉียด
หนีหม่านยิ้มหวาน เสกพายุกลีบดอกไม้ออกมาห่อหุ้มร่างกาย พาร่างลอยลิ่วตามไปติดๆ
งานนี้กลายเป็นศึก ‘แปดเซียนข้ามทะเล’ ของจริง ต่างคนต่างงัดวิชาตัวเบาและลูกเล่นสารพัดออกมาใช้ ผลัดกันแซงผลัดกันตามอย่างสูสี
แต่ไม่ว่าใครจะเร่งเครื่องแค่ไหน ก็ไม่มีใครไล่นอร่าทัน...
เพราะกระสุนที่เธอยืนเหยียบอยู่นั้นมีออปชันพิเศษ ยิ่งบินไกล ยิ่งเร็ว ยิ่งแรง!
ความเร็วของเธอกำลังไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จนทิ้งห่างคนอื่นไปไกลลิบ
“นอร่านี่ของจริงแฮะ!”
กงเชี่ยนที่ขี่มังกรทองตามหลัง มองจุดเล็กๆ ของนอร่าที่ห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วอดชื่นชมไม่ได้
อวี๋เสียนที่สไลด์โล่แสงอยู่ข้างๆ ยิ้มรับ “เธอเก่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งเป็นมหาอำนาจยิ่งแกร่งขึ้นไปอีก เมื่อก่อนเธอมีจุดอ่อนเรื่องพลังป้องกัน แต่ตอนนี้รุกรับสมบูรณ์แบบ บอกเลยว่าในหมู่มหาอำนาจด้วยกัน หาคนชนะเธอยาก”
“แต่พี่สะใภ้... บินเร็วขนาดนั้น ถ้าบนยอดเขามีอันตราย พี่สาวจะเบรกทันเหรอ?” นอร่าน้อยทักขึ้นด้วยความเป็นห่วง
พอโดนทัก อวี๋เสียนก็นึกขึ้นได้ “เออจริง... งั้นฉันขอล่วงหน้าไปก่อน พวกเธอค่อยๆ ตามมานะ!”
สิ้นเสียง โล่แสงใต้เท้าก็สลายไป ร่างของอวี๋เสียนกลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งวาบ!
ความเร็วของเขาพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับล้านล้านเท่าของแสงในพริบตา ทิ้งให้คนอื่นเห็นแค่เส้นแสงสีทองที่จางหายไปในความสูง
“ให้ตายสิ... ว่าแล้วว่าปลาเค็มมันออมมือ” จางโซ่วบ่นอุบ
หนีหม่านยิ้มบางๆ “ก็รู้อยู่แล้วนี่นาว่าเขาเก่งขนาดไหน พวกนายก็ไม่ได้เพิ่งรู้จักเขาซะหน่อย”
ทุกคนพยักหน้ายอมรับ แม้ปกติอวี๋เสียนจะทำตัวเอื่อยเฉื่อยเหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่บทจะเอาจริงขึ้นมา พลังของเขาที่ครองกฎเกณฑ์ระดับสูงสุดถึง 2 อย่างนั้น... เรียกได้ว่า ‘ไร้เทียมทาน’
...
ณ ยอดเขา
ภูเขาลูกนี้ไม่ได้มียอดแหลมเปี๊ยบเหมือนภูเขาทั่วไป แต่มันตัดตรงขึ้นมาดื้อๆ ทำให้ยอดเขามีลักษณะเป็นลานกว้างทรงกลมขนาดมหึมา
และใจกลางลานกว้างนั้น... มียักษ์ตนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
ยักษ์ตนนี้สูงราว 8 เมตร ดวงตาปิดสนิท คิ้วขมวดมุ่น ใบหน้าแสดงความเจ็บปวดเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างภายในจิตใจ
นอร่ามาถึงเป็นคนแรก เธอกระโดดลงจากกระสุน ปล่อยให้มันพุ่งหายลับไปบนฟ้า
สายตาของเธอจับจ้องไปที่ยักษ์ตนนั้นด้วยความระมัดระวัง ไม่ผลีผลามทำอะไร เพียงแค่ยืนสังเกตการณ์รอพรรคพวกตามมาสมทบ
เสื้อผ้าของยักษ์ดูเรียบง่าย แต่คงผ่านการ ‘เสริมพลัง’ มาอย่างหนักหน่วง เพราะในมิตินี้ สสารธรรมดาจะสลายกลายเป็นอะตอมทันที เหมือนเจ้ากระต่ายเคราะห์ร้ายตัวนั้น
กล้ามเนื้อของยักษ์ปูดโปนอัดแน่นราวกับหินผาที่ไม่มีวันทำลาย ดูทรงแล้วน่าจะฝึกฝนสายเสริมแกร่งร่างกายจนถึงขีดสุด ร่างกายของมันนั่นแหละคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด
แต่ศัตรูประเภท ‘สายถึก’ แบบนี้ เป็นของหวานสำหรับนอร่า เพราะไม่ว่าจะถึกแค่ไหน กระสุนของเธอก็เจาะเข้าได้เสมอ
ขณะที่เธอกำลังประเมินสถานการณ์ จู่ๆ ยักษ์ก็ลืมตาโพลง!
ดวงตาคู่นั้นล็อกเป้ามาที่นอร่าทันที ร่างกายมหึมาเริ่มสั่นเทิ้ม
นอร่าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกตัว “ขออภัยที่มารบกวน แต่ฉันขอยืนยันว่าพวกเราไม่มีเจตนาร้าย...”
“เจตนา... ร้าย?”
คำคำนี้เหมือนไปสะกิดต่อมอะไรบางอย่างของยักษ์
แสงสีแดงฉานปะทุขึ้นในดวงตาของเขา ร่างกายแผ่รังสีอำมหิตสีแดงเลือดออกมาปกคลุมทั่วร่าง
แต่วินาทีต่อมา มันก็พยายามกัดฟันข่มมันไว้ เปลือกตาปิดลงอีกครั้ง ร่างกายสั่นสะท้านจากการต่อสู้กับอำนาจมืดภายในใจ เพียงชั่วอึดใจ กลิ่นอายสีแดงก็สงบลง
นอร่าสัมผัสได้ชัดเจน ตอนที่แสงสีแดงปรากฏ จิตสังหารของยักษ์พุ่งปรี๊ดจนน่าขนลุก เหมือนพร้อมจะลุกขึ้นมาฉีกทึ้งทุกอย่างที่ขวางหน้า
แต่ไม่รู้ทำไม... จู่ๆ มันก็ถูกกดลงไปได้
‘ธาตุไฟเข้าแทรก?’
‘หรือว่า... จะเป็นเหยื่อของ ปรากฏการณ์ตกสู่มาร ด้วย?’
นอร่าสันนิษฐานในใจ ดูทรงแล้วเจ้ายักษ์นี่อาจจะไม่ใช่คนเลว แต่กำลังป่วยหนัก
ทันใดนั้น ลำแสงสีทองก็พุ่งลงมาข้างกายเธอ อวี๋เสียนปรากฏตัวขึ้น สายตาจับจ้องไปที่ยักษ์ด้วยความตึงเครียด สัมผัสได้ถึงอันตรายระดับวิกฤต
“เขาดูเหมือนธาตุไฟเข้าแทรก หรือไม่ก็กำลังจะตกสู่มาร” นอร่าส่งกระแสจิตบอกอวี๋เสียนทันที
อวี๋เสียนพยักหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ามิติ หยิบ ‘สร้อยคอ’ เส้นหนึ่งออกมา แล้วค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหายักษ์
[สร้อยคอแห่งความสงบ]
ความทนทาน: 10/10
คุณสมบัติ: [ใจสงบ] ผู้สวมใส่จะมีจิตใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำ ไม่ว่าจะโดนด่า โดนตบ หรือโดนหยามเกียรติ ก็จะไม่โกรธไม่แค้น
หมายเหตุ: เมื่อเจ้าตบแก้มซ้ายข้าแล้ว... เชิญตบแก้มขวาต่อได้เลยจ้ะ
หลังจากเข้าใจกลไกของ ‘การตกสู่มาร’ อวี๋เสียนก็พยายามหาวิธีแก้มาตลอด
เพราะเขาก็มีพรรคพวกเยอะ เผื่อวันดีคืนดีพวกเฟิ่งหมิงเกอเกิดคลั่งขึ้นมา จะได้มีทางหนีทีไล่
และสร้อยเส้นนี้คือความหวัง... แม้จะไม่ชัวร์ 100% แต่น่าลอง
สถานการณ์ของยักษ์ตอนนี้คือ ‘กึ่งมาร’ คือกำลังจะบ้าคลั่งแต่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่ ถือเป็นหนูทดลองชั้นเยี่ยม
แต่พออวี๋เสียนขยับเข้าไปใกล้ ยักษ์ก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง!
คราวนี้แสงสีแดงในดวงตาเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม สว่างวาบจนน่ากลัว
“ใจเย็นๆ พ่อหนุ่ม อย่าเพิ่งของขึ้น ฉันมาช่วยเจ้า... นี่คือสร้อยคอที่จะทำให้เจ้าอาการดีขึ้น แค่ใส่ไว้ รับรองหายเป็นปลิดทิ้ง!” อวี๋เสียนรีบตะโกนบอก พร้อมยื่นสร้อยไปข้างหน้า
จากประสบการณ์ที่ตีสั่งสอนนักเรียน (และอยู่กับจางปู้เหยา) มาโชกโชน อวี๋เสียนรู้ดีว่าพวก ‘มารคลั่ง’ จะเซนซิทีฟกับคำพูดแง่ลบมาก เช่น ‘ฆ่า’ ‘ตาย’ ‘โกรธ’ คำพวกนี้เหมือนเชื้อเพลิงชั้นดี
แม้ยักษ์จะยังไม่สติแตกทันที แต่ยิ่งอวี๋เสียนเดินเข้าไปใกล้ สีหน้าของมันก็ยิ่งบิดเบี้ยวดูน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ
และเมื่ออวี๋เสียนก้าวเข้าสู่ระยะสังหาร...
ผัวะ!
ยักษ์ไม่พูดพร่ำทำเพลง ง้างมือยักษ์ตบเปรี้ยงเข้าใส่อวี๋เสียนเต็มแรง!