- หน้าแรก
- พรสวรรค์ มาทุกสิบวัน พอเป็นแวมไพร์ตัวฉันก็โกงเวอร์
- (ฟรี)บทที่ 411: ภัยพิบัติที่มลายหายไปเพราะการเรอ
(ฟรี)บทที่ 411: ภัยพิบัติที่มลายหายไปเพราะการเรอ
(ฟรี)บทที่ 411: ภัยพิบัติที่มลายหายไปเพราะการเรอ
บทที่ 411: ภัยพิบัติที่มลายหายไปเพราะการเรอ
ทะเลวิบากมรณะ เกาะแสงไฟฟ้า
ในที่สุดการโจมตีของผู้แข็งแกร่งระดับดาราก็จบลง โม่หินหลังจากโจมตีต่อเนื่องหนึ่งวันหนึ่งคืนก็สลายหายไปอย่างสมบูรณ์ เหลือทิ้งไว้เพียงพลังงานอันเกรี้ยวกราดที่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ ราวกับยังไม่รู้ว่าจะมุ่งหน้าไปที่ใด
พวกหนิวไคเทียนมองดูหัวในทะเล ต่างก็ขมวดคิ้ว ไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อยเลยจริงๆ
แม้จะมีระดับจักรวาลคั่นกลางอยู่ระหว่างระดับดารากับกาแล็กซี แต่การที่ผู้แข็งแกร่งระดับดาราหลายร้อยคนร่วมมือกันโจมตีอย่างเป็นระบบ อานุภาพที่ปล่อยออกมาก็ไม่ได้น้อยไปกว่าผู้แข็งแกร่งระดับสูงเลยแม้แต่น้อย
“จากเรื่องเล็ก ก็พอจะมองเห็นภาพรวมได้แล้ว”
หนิวไคเทียนได้เห็นทั้งการโจมตีของเซียวเจี้ยนเสียนก่อนหน้านี้ และการร่วมมือกันของผู้แข็งแกร่งระดับดาราในครั้งนี้ ก็พอจะเข้าใจได้แล้วว่า... ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับกาแล็กซี ก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก
“หากหัวเหล่านี้ออกมาจากใต้น้ำ เกรงว่าทะเลวิบากมรณะ...”
ในใจของหนิวไคเทียนรู้สึกหนักอึ้ง พวกเขาที่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับกาแล็กซี อย่างน้อยยังพอหนีรอดได้ แต่คนอื่นล่ะ... จะมีทางรอดหรือเปล่า?
ยากที่จะจินตนาการได้ว่า เมื่อถึงตอนนั้นทะเลวิบากมรณะจะมีผู้คนล้มตายมากมายขนาดไหน
“ไม่รู้ว่าผู้มีพระคุณจะสามารถ...”
หนิวไคเทียนไม่มีความมั่นใจในตัวเองมากนัก เขากวาดตามองผู้คนรอบตัว แล้วก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวัง เพราะแม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับกาแล็กซีคนอื่น ๆ เขาก็ยังไม่อาจฝากความหวังไว้ได้ และในช่วงเวลานั้นเอง เขาก็นึกถึงอวี๋เสียนขึ้นมา
พอดีเลย
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา
ตอนนี้ ประตูของรถมดน้อยเคลื่อนที่เปิดออก อวี๋เสียนก้าวออกมา มองคนรอบข้างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเรอออกมาเบาๆ ครั้งหนึ่ง
น่ากลัวเกินไปแล้ว
เสี่ยวหวงเฉวียนตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว
เมื่อวาน เสี่ยวหวงเฉวียนทำอาหารเต็มโต๊ะ ทุกคนต่างก็กินกันอย่างมีความสุขและเพลิดเพลิน
ผลก็คือจิตวิญญาณแห่งเชฟของเสี่ยวหวงเฉวียนลุกโชนขึ้นมา รอให้ทุกคนกินโต๊ะแรกเสร็จ ก็เริ่มทำอาหารโต๊ะที่สอง, สาม, สี่, ห้า... ทันที
อวี๋เสียนเจริญอาหารมาก ตอนแรกเห็นเสี่ยวหวงเฉวียนดีใจขนาดนั้น ก็เลยร่วมวงกินไปด้วย ยังไงฝีมือการทำอาหารของเสี่ยวหวงเฉวียนตอนนี้ก็แข็งแกร่งมากจริงๆ ของที่ทำก็อร่อยมากด้วย
แต่หลังจากกินไปหนึ่งวันหนึ่งคืน เขาก็นั่งไม่ติดแล้ว
โชคดีที่ตอนนี้นอร่าน้อยยังคงกินอยู่
มีจอมกินจุอย่างนอร่าน้อยคอยบังหน้า ในที่สุดเขาก็อาศัยการหนีไปเข้าห้องน้ำเพื่อหลบหนีจากสมรภูมิได้
“ผู้มีพระคุณ!”
หนิวไคเทียนเห็นอวี๋เสียน ก็พูดอย่างเคารพทันที
“อืม… เป็นยังไงบ้าง?” อวี๋เสียนก้าวเข้ามาถาม พร้อมกับเรอออกมาอีกสองครั้ง
หนิวไคเทียนถอนหายใจ พึ่งคิดจะพูด อวี๋เสียนก็ส่งเสียง ‘เอิ๊ก’ ออกมา หนิวไคเทียนตั้งสติ พึ่งจะอ้าปาก อวี๋เสียนก็ส่งเสียง ‘เอิ๊ก’ ออกมาอีก
“รอสักครู่!”
อวี๋เสียนก็ตระหนักถึงปัญหาแล้ว
เขารีบใช้ความสามารถ ในพริบตาก็ย่อยอาหารอาหารในร่างกายไปได้จนหมด คิดว่าจะแก้อาการเรอบ่อยๆได้แล้ว แต่วินาทีถัดมาก็เรอออกมาอีกครั้งซะงั้น!
เอิ๊ก...
เอิ๊ก...
เอิ๊ก...
อวี๋เสียนและหนิวไคเทียนต่างก็เงียบไป
[แม่พิมพ์ซาลาเปาอันดับหนึ่งในใต้หล้า: เพียงแค่ใช้แป้งสาลีและไข่ก็สามารถสร้างซาลาเปาที่อร่อยที่สุดในใต้หล้าได้ แต่ผู้ที่กินเข้าไปจะสุ่มได้รับอาการป่วยเล็กน้อยหนึ่งอย่าง หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงจะหายไป]
มื้อสุดท้ายของอวี๋เสียน กินซาลาเปาที่เสี่ยวหวงเฉวียนทำ อาการป่วยเล็กน้อยที่ได้รับคือชอบเรอ
อันที่จริง เสี่ยวหวงเฉวียนเคยบอกทุกคนแล้วว่าซาลาเปาเหล่านี้จะมีปัญหาเล็กน้อย แต่หลังจากที่อวี๋เสียนฟังจบก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ในที่สุดก็ตระหนักแล้วว่าอาการป่วยเล็กน้อยนี้คืออะไร
“ผู้มีพระคุณ เกรงว่าครั้งนี้...”
“เอิ๊ก”
“ภัยพิบัติครั้งนี้ พวกเราล้วนยากที่จะ...”
“เอิ๊ก”
“เอิ๊ก”
“พวกเราล้วนยากที่จะแก้ไขได้ ทำได้เพียงพึ่งพา...”
อวี๋เสียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หนิวไคเทียนไม่ต้องพูดแล้ว เขาเข้าใจแล้ว
พูดง่ายๆก็คือจากสถานการณ์ที่ผู้แข็งแกร่งระดับดาราลงมือ หนิวไคเทียนคิดว่าผู้มีพลังพิเศษของทะเลวิบากมรณะไม่สามารถแก้ไขภัยพิบัติครั้งนี้ได้ ดังนั้นจึงหวังให้เขาลงมือ
“ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะ… เอิ๊ก… ลงมือเองแหละ เรื่องนี้… เอิ๊ก… ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก” อวี๋เสียนพูดกับหนิวไคเทียน พร้อมกับเรอออกมาแทรกสองสามที
หน้าผากของหนิวไคเทียนมีเหงื่อซึมเล็กน้อย พยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ พร้อมกันนั้นเขาก็สงสัยมากว่าทำไมอวี๋เสียนถึงเรอไม่หยุด กินอิ่มขนาดนั้นเลยเหรอ?
ต่อจากนั้น ทั้งสองคนก็เงียบไป เหลือเพียงเสียงเรอของอวี๋เสียน
ช่างเถอะ
ทำลายมันซะ
อวี๋เสียนคิดว่าตนเองควรจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบๆไป แล้วก็รีบชิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
อันที่จริง ตั้งแต่แรกเขาก็สามารถแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว เพียงแต่เขารู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อ พูดง่ายๆ ก็คืออยากจะกินเผือก
นอกจากโลกของตัวเองแล้ว ภัยพิบัติจากโลกอื่นๆ สำหรับเขาก็แค่เรื่องไกลตัว จะว่าไปก็อยู่ในโหมด “ปล่อยวางขั้นสุด” เรื่องไหนไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองก็ขอแขวนให้สูงเข้าไว้ ในเมื่อหมื่นพันภพมีอยู่มากมายขนาดนั้น ถ้าเจอเรื่องที่ไม่สบอารมณ์ก็แค่ลงมือจัดการ ถ้าไม่เจอก็ถือว่าเรื่องนั้นไม่มีอยู่จริง ง่ายดี สบายใจดี ไม่เปลืองพลังชีวิตด้วย!
ไม่เช่นนั้น ทุกวินาทีในหมื่นพันภพล้วนมีโลกที่กำลังล่มสลาย ต่อให้เขาเหนื่อยตายก็ช่วยไม่ไหวหรอก
ภัยพิบัติของทะเลวิบากมรณะ ก็ให้เป็นเรื่องของทะเลวิบากมรณะ
ตามหลักการแล้วอวี๋เสียนจะไม่ลงมือ แต่ตอนนี้สถานการณ์มันน่าอึดอัดเกินไป ก็เลยต้องโยนหลักการทิ้งไว้ข้างหลังไปก่อนแล้วกัน
หลักการงั้นเหรอ? สำหรับอวี๋เสียนแล้ว มันก็เหมือนกางเกงวอร์ม อยากใส่ก็ใส่ ไม่อยากก็ถอด เกะกะเมื่อไหร่ก็โยนทิ้งข้างทางเมื่อนั้น!
ภายใต้สายตาของผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน อวี๋เสียนก็เดินออกจากริมหน้าผาอย่างใจเย็น ค่อยๆ เดินไปยืนอยู่เหนือน้ำทะเล จากนั้นเขาก็หยิบตาข่ายประมงที่ขาดรุ่งริ่งผืนหนึ่งออกมาราวกับของล้ำค่า
[ตาข่ายตัดตอนวงศ์ตระกูล: ตาข่ายนี้เมื่อลงไปแล้ว สามารถจับเป้าหมายที่กำหนดและพวกเดียวกันทั้งหมดได้ในคราวเดียว บรรลุถึงการตัดตอนวงศ์ตระกูลอย่างแท้จริง]
อวี๋เสียนล็อกเป้าหมายไปที่หัวเหล่านั้นในทะเล จากนั้นก็โยนตาข่ายตัดตอนวงศ์ตระกูลลงไป วินาทีต่อมาตาข่ายทั้งผืนก็ขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว คลุมหัวทั้งหมดไว้ทันที
อวี๋เสียนดึงเชือกในมือ หัวนับไม่ถ้วนก็ติดตาข่ายแล้ว
สำหรับหนิวไคเทียนและคนอื่นๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ อวี๋เสียนกลับมองว่านี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เขาดึงตาข่ายขึ้นมา ทะเลวิบากมรณะทั้งใบก็สะอาดแล้ว แม้แต่ฉี่เป็นเลือดของเฟิ่งไหลเซียนก็ถูกเก็บรวบรวมเอาไว้ในตาข่ายจนหมด อวี๋เสียนส่งตาข่ายนั้นเข้าไปยังมิติเทพซ่อน ก่อนจะใช้พลังความคิดส่งตาข่ายต่อไปยังหอคอยเทพซ่อนอีกที
“เอาล่ะเอิ๊ก”
“ปัญหาแก้ไขแล้ว”
“บ๊ายบายเอิ๊ก”
อวี๋เสียนแก้ไขปัญหาได้แล้ว ก็ตบมือเบาๆพร้อมกับเรอออกมา ก่อนจะหันไปพูดกับหนิวไคเทียน
หนิวไคเทียนและคนอื่นๆถึงกับอึ้ง ปัญหานี้มันถูกแก้ไขได้ง่ายเกินคาด แบบไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ
วินาทีก่อนหน้า เหมือนโลกกำลังจะแตกสลาย วินาทีต่อมา กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยซะงั้น
หนิวไคเทียนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันช่างเหลวไหลเกินไปจนดูไม่สมจริง ถึงขั้นเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจจะโดนวิชามายาหลอก
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นล้วนคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับดารา หลังจากต่อสู้อย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืน พวกเขาก็รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของหัวใต้น้ำเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายกลับถูกแก้ปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยตาข่ายเดียว โลกทัศน์ของพวกเขาถึงกับพังทลายลงทันที
พื้นที่ผู้โดยสาร
อวี๋เสียนกลับมาก็ปิดประตู จากนั้นก็เรอออกมาทีหนึ่ง
เขานึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาทันที ทุกคนต่างก็กินซาลาเปานั่นไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นแล้วอาการป่วยเล็กน้อยของคนอื่นๆ จะเป็นอะไรล่ะ?
อยู่ดีๆเขาก็เกิดสนใจอยากรู้ขึ้นมา จึงเตรียมกลับไปยังมิติเทพซ่อน เพื่อดูอาการป่วยเล็กน้อยของนอร่าและหนีหม่าน แต่จากนั้นเขาก็หันไปมองจางปู้เหยาที่ทุกคนลืมบอกข่าวกันเสียสนิท
อะไรคือรวบหมดทั้งตาข่าย แต่นี่ยังมีตัวหนึ่งที่รอดไปได้ ไม่ได้กินซาลาเปาเลยด้วยซ้ำ
ไม่ได้
มีทุกข์ ต้องร่วมทุกข์ด้วยกัน!
อวี๋เสียนรีบเดินไปยังจางปู้เหยา เรอไปด้วยแล้วก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย