- หน้าแรก
- พรสวรรค์ มาทุกสิบวัน พอเป็นแวมไพร์ตัวฉันก็โกงเวอร์
- (ฟรี) บทที่ 341: นี่มันเอฟเฟกต์บ้าอะไรกันเนี่ย?
(ฟรี) บทที่ 341: นี่มันเอฟเฟกต์บ้าอะไรกันเนี่ย?
(ฟรี) บทที่ 341: นี่มันเอฟเฟกต์บ้าอะไรกันเนี่ย?
"นับจากนี้ไป พวกคุณก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองเท่านั้น"
หลังจากที่อวี๋เสียนกินอัญมณีพันธสัญญาเข้าไป หนีหม่านก็จำใจกินอัญมณีเข้าไปด้วย ทั้งสองคนที่พึ่งจะยอมรับพันธสัญญา จางปู้เหยาก็รีบพูดขึ้นมาทันที
ในชั่วพริบตานั้น อวี๋เสียนรู้สึกถึงความรู้สึกประหลาดอย่างยิ่ง เขารู้สึกราวกับว่าสามารถควบคุมตัวตนของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ และทุกความคิดในหัวก็ชัดเจนราวกับใช้สุดยอดสมองกล แต่ก็ทรงพลังยิ่งกว่าสุดยอดสมองกลเสียอีก
"พวกแก... ก่อเรื่องพอรึยัง?" เฟิ่งไหลเซียนมองคนทั้งสามที่อยู่ข้างล่างบันได ตอนนั้นก็พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะมันไม่ชอบวันฝนตก ตอนที่เดินออกจากทำเนียบเจ้าเมือง มันก็คงจะโจมตีศัตรูที่น่าประหลาดสามคนนี้ไปแล้ว ตอนนี้พวกอวี๋เสียนเอาแต่พูดจาเจี๊ยวจ๊าวต่อหน้ามันไม่หยุด มันอดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
ฝนจะตกก็ตกไป
จะเปียกฝนก็เปียกไป
หางของเฟิ่งไหลเซียนยืดยาวออกไปในทันใด ปลายหางลุกไหม้เป็นเปลวเพลิง กลายเป็นวิหคเพลิงขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่ทั้งสามคน
เปรี้ยง!
อวี๋เสียนกระโดดขึ้นไปอย่างเด็ดเดี่ยว ปะทะกับวิหคเพลิงกลางอากาศ ทันใดนั้นเปลวไฟก็ระเบิดออก น้ำฝนต่างก็ระเหยกลายเป็นไอน้ำจำนวนมหาศาล
"หืม?"
เฟิ่งไหลเซียนไม่คิดว่าการโจมตีของมัน จะถูกคนไร้ชื่อคนหนึ่งสกัดไว้ได้
ผู้แข็งแกร่งที่มีชื่อเสียงในเมืองหมิงจู มันก็เคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย เพราะงั้นมันจึงมั่นใจว่าอวี๋เสียนไม่ใช่ยอดฝีมืออะไร ส่วนจางปู้เหยาและหนีหม่าน มันก็ยิ่งไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะการโจมตีของอวี๋เสียนเมื่อครู่ที่สั่นสะเทือนทำเนียบเจ้าเมือง ด้วยความหยิ่งทะนงของมันแล้ว มันคงไม่ออกมาด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นอวี๋เสียนก็หมุนตัวหนึ่งรอบตอนลงพื้น สลัดแรงกระแทกออกจากร่าง แล้วเงยหน้ามองไปที่เฟิ่งไหลเซียนที่อยู่หน้าประตูทำเนียบเจ้าเมือง แล้วพูดอย่างจริงจัง: "ที่เขาว่ากันว่ายอดฝีมือดูคล้ายอ่อนหัด แกก็รับหมัดฉันไปสักหมัดแล้วกัน!"
ทันใดนั้น พลังอำนาจในตัวเขาแปรเปลี่ยน แล้วเหวี่ยงหมัดใส่เฟิ่งไหลเซียนทันที
ดวงตาของเฟิ่งไหลเซียนเบิกกว้างขึ้น ราวกับว่าเขาเห็นทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งเต็มท้องฟ้า และที่ใจกลางทุ่งดอกไม้นั้น ก็คืออวี๋เสียน
เปรี้ยง!
เฟิ่งไหลเซียนได้สติกลับมา ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้องในทันที ร่างกายงอเป็นรูปตัว C กระเด็นเข้าไปในทำเนียบเจ้าเมือง ชนทะลุกำแพงสามด้านติดต่อกันถึงจะหยุด แล้วกระอักเลือดออกมาคำโต
อวัยวะภายในบาดเจ็บสาหัส และกระดูกสันหลังก็หักด้วย
"เป็นหมัดที่รุนแรงมาก!"
เฟิ่งไหลเซียนเช็ดเลือดที่ปาก ร่างกายสั่นเล็กน้อยแล้วร่วงลงสู่พื้น พึมพำกับตัวเอง
ด้วยพลังป้องกันของมันแล้ว คนที่สามารถทำให้มันบาดเจ็บสาหัสได้ด้วยหมัดเดียว ในเมืองหมิงจูไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีสักคน แม้แต่ครึ่งคนก็ยังไม่มี แต่หมัดเมื่อครู่นี้ ถ้ารุนแรงกว่านี้อีกนิด มันอาจจะสลบคาที่ได้เลย
แต่ตอนนี้ หมัดนี้กลับปลุกสัญชาตญาณการต่อสู้ของมันขึ้นมาอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง ร่างกายของมันก็เริ่มเกิดความร้อนสูง อากาศรอบข้างก็ร้อนระอุขึ้นมาทันที ภาพวาดสีน้ำมันที่แขวนอยู่ไม่ไกลต่างก็ลุกเป็นไฟ
บาดแผลบนร่างกายของมันก็กลับมาฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ในพริบตาบาดแผลก็หายสนิท
กายอมตะจักรพรรดิแดง: ยิ่งบาดแผลรุนแรง ความเร็วในการฟื้นฟูก็ยิ่งเร็วขึ้น อุณหภูมิของร่างกายก็จะยิ่งสูงขึ้น เมื่อใกล้ตายสามารถปลดปล่อยเปลวเพลิงจักรพรรดิแดง ฟื้นฟูบาดแผลทั้งหมดได้ในทันที
เฟิ่งไหลเซียนพ่นลมหายใจร้อนออกมา พื้นด้านหน้าก็ปรากฏหลุมเล็กๆ ที่ถูกเผาจนแดงฉานในทันที
มันเดินออกไปนอกทำเนียบเจ้าเมือง แต่ข้างนอกมีเพียงสายฝนที่โหมกระหน่ำ อวี๋เสียนทั้งสามคนหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
"คิดจะหนีเหรอ?"
"พวกแกไม่มีใครหนีรอดไปได้หรอก!"
เฟิ่งไหลเซียนพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงทุ้มต่ำ จากนั้นก็เงยหน้ามองท้องฟ้า ร่างกายระเบิดความร้อนสูง แล้วคำรามใส่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง
ภายใต้เสียงคำรามนี้ ทำเนียบเจ้าเมืองข้างหลังมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในทันที ส่วนท้องฟ้าของเมืองหมิงจูก็พลันเมฆดำสลายไป ฝนก็ถูกหยุดลงอย่างไม่คาดฝัน
ถึงเวลาล่าแล้ว
หางของเฟิ่งไหลเซียนแยกออกอย่างรวดเร็ว พยุงตัวมันขึ้นมา มันเริ่มกวาดตามองไปรอบๆ เมืองหมิงจู
……
...
อวี๋เสียนทั้งสามคนซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากทำเนียบเจ้าเมืองหลายร้อยเมตร ทั้งสามคนพยายามซ่อนตัวอย่างดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ผ่อนลมหายใจให้เบาลง
"ตอนนี้บอกได้รึยังว่าทำไมต้องหนี?" อวี๋เสียนมองจางปู้เหยาแล้วถาม
จางปู้เหยาพูดเสียงเบาว่า 'แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องทั้งหมดนัก แต่ลุงเฟิ่งกับจิ้งจอกเทียนฉางได้รวมร่างกันแล้ว และถ้าฉันเดาไม่ผิด จิ้งจอกเทียนฉางที่รวมร่างด้วยนั้นก็เป็นราชาของเผ่าจิ้งจอกเทียนฉางอีกด้วย"
"ระดับราชา แข็งแกร่งกว่าผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุดเหรอ?" หนีหม่านได้ฟังจึงถามขึ้น
จางปู้เหยาพยักหน้า: "อืม แข็งแกร่งกว่า ในช่วงเวลานี้ ราชาจิ้งจอกเทียนฉางที่ปรากฏตัวในเมืองหมิงจู น่าจะเป็นราชันย์จันทราตัวที่ถูกพ่อฉันฆ่าตายนั่นแหละ มันเป็นตัวตนระดับราชันย์อสูร เทียบเท่ากับระดับราชาในหมู่มนุษย์ ซึ่งสูงกว่าผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุดอยู่หนึ่งระดับ"
"นั่นก็หมายความว่า การเผชิญหน้ากับเฟิ่งไหลเซียนในตอนนี้ เท่ากับว่าพวกเราต้องเผชิญหน้ากับผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุดบวกกับสัตว์กลายพันธุ์ระดับราชันย์อสูรงั้นเหรอ?" หนีหม่านขมวดคิ้วถาม
จางปู้เหยาหัวเราะขมขื่นแล้วพูดว่า 'ใช่ มันก็เป็นแบบนั้นแหละ'"
"เล่าเรื่องจิ้งจอกเทียนฉางหน่อยสิ เจ้านี่มันมีความสามารถอะไรบ้าง?" อวี๋เสียนมองจางปู้เหยาแล้วถาม
เขาก็ยังแอบสงสัยอยู่ดีว่า ทำไมแค่จางปู้เหยารู้ว่าเป็นจิ้งจอกเทียนฉางถึงได้รีบให้พวกเขากินอัญมณีพันธสัญญาแบบนั้น น่าจะเกี่ยวข้องกับความสามารถของจิ้งจอกเทียนฉางแน่ๆ
ความสามารถพื้นฐานที่สุดของจิ้งจอกเทียนฉางเรียกว่า 'การบิดเบือนการรับรู้' ความสามารถนี้สามารถบิดเบือนมุมมองของสิ่งมีชีวิตได้ หรือแม้แต่เปลี่ยนการรับรู้ของเป้าหมาย เช่น สมมุติว่านายกำลังสู้กับลุงเฟิ่ง แต่ถ้าการรับรู้ของนายถูกบิดเบือน นายก็อาจจะหันมาโจมตีฉันหรือหนีหม่านแทน เพราะมองเราสองคนเป็นลุงเฟิ่ง"จางปู้เหยากล่าวอธิบาย
อวี๋เสียนขมวดคิ้ว: "นี่เป็นความสามารถที่รับมือยากจริงๆ"
พูดตามตรง ต่อให้เขาได้พลังทั้งหมดกลับคืนมา 100 เปอเซ็น ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถต้านทานพลังแบบนี้ได้เต็มร้อย เพราะเมื่อการรับรู้ถูกบิดเบือน ตัวเองก็จะไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมอยู่"
แต่โชคดีที่ความสามารถนี้แพ้ทางอัญมณีพันธสัญญาของพ่อฉัน แค่กินอัญมณีเข้าไป ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากความสามารถของจิ้งจอกเทียนฉาง เพราะงั้นถ้าอยากจะเอาชนะจิ้งจอกเทียนฉางเวอร์ชันท่านลุงเฟิ่ง หรือท่านลุงเฟิ่งเวอร์ชันจิ้งจอกเทียนฉาง ก็ต้องกินอัญมณีก่อนเท่านั้นแหละ จางปู้เหยาพูดยิ้มๆ
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงของเฟิ่งไหลเซียนดังมาจากข้างหลังกำแพงว่า “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง อัญมณีที่พวกแกพึ่งกินเข้าไปเมื่อครู่ ถึงกับมีผลแบบนี้ด้วยเหรอ”
แต่ถึงแม้จะไม่ใช้ความสามารถพิเศษ พวกแกจะมีโอกาสชนะสักกี่ส่วนกันเชียว?"
ทันทีที่เสียงของเฟิ่งไหลเซียนดังขึ้น อวี๋เสียนกับจางปู้เหยาก็เบิกตากว้างมองหน้ากันทันที พอเฟิ่งไหลเซียนพูดจบ ทั้งสองก็พูดพร้อมกันอย่างรู้ใจว่า: "หนี!"
ทันทีที่ทั้งสามคนถอยห่างจากกำแพงพร้อมกัน ก็มีหมัดหนึ่งพุ่งทะลุกำแพงนั้นจนแตกกระจายทันที อิฐแตกกระเด็น เหล็กเส้นปลิวว่อน บางเส้นกระแทกกันจนเกิดประกายไฟวูบวาบไปทั่ว
อวี๋เสียนซัดหมัดเดียวปัดเหล็กเส้นที่พุ่งใส่จางปู้เหยาให้กระเด็นออกไป แล้วพลิกตัวเตะสวนทันที พอดีกับที่เศษอิฐก้อนหนึ่งลอยเข้ามา เขาก็เตะมันอย่างเฉียบคมตรงเข้าใส่เฟิ่งไหลเซียน!
"ฝีมือกระจอก"
เฟิ่งไหลเซียนใช้มือปัดทีเดียว เศษอิฐก้อนนั้นก็กระเด็นออกไปทันที
ทันใดนั้น หางที่อยู่ด้านหลังของมันก็แยกตัวออกเป็นสามเส้น ก่อนจะพุ่งแทงใส่อวี๋เสียนและพวกอีกสองคนด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า!
"พวกเธอไปก่อนเลย ผมจะถ่วงเวลามันไว้เอง!"
อวี๋เสียนเหลือบมองด้วยหางตาเห็นหางทั้งสามพุ่งเข้ามา ก็ตระหนักได้ทันทีว่าต้องมีคนคอยถ่วงเวลาเอาไว้ เขาพูดจบก็หมุนตัวซัดหมัดเข้าใส่ดังเปรี้ยงทันที หางทั้งสามถูกโจมตีพร้อมกัน แรงปะทะทำให้ทิศทางเปลี่ยน พุ่งทะลุเพดานขึ้นไปจนเจาะทะลุตึกสามชั้นถึงจะหยุดลงได้!
มีช่องโหว่!
ดวงตาของอวี๋เสียนเป็นประกาย เขาใช้กำลังที่เท้าเคลื่อนที่เป็นรูปตัว Z ซ้ายขวาทันที ในพริบตาก็ปรากฏตัวต่อหน้าเฟิ่งไหลเซียน พร้อมกับกำหมัดขวาเอาไว้แน่น
ในชั่วพริบตา เฟิ่งไหลเซียนก็เห็นทะเลบุปผาผืนนั้นอีกครั้ง
แม่มเอ๊ย
นี่มันเอฟเฟกต์บ้าอะไรกันเนี่ย?
เฟิ่งไหลเซียนกรีดร้องในใจ วินาทีต่อมาใบหน้าของเขาก็รับหมัดตรงของอวี๋เสียนเข้าไปเต็มๆ