- หน้าแรก
- ราชันย์บทสรุปดันเจี้ยน
- บทที่ 321 - ภารกิจใหม่
บทที่ 321 - ภารกิจใหม่
บทที่ 321 - ภารกิจใหม่
บทที่ 321 - ภารกิจใหม่
อาณาเขตของนครรัฐสภาคู่แฝด
บริเวณนอกเมืองของนครรัฐขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
"ท่านพ่อ พวกเรากำลังรอใครอยู่ที่นี่งั้นหรือ?" หุ่นยนต์กลุ่มมนุษย์จำลองสีเงินร่างสูงใหญ่เอ่ยถามขึ้น
และผู้ที่เขาเรียกว่าท่านพ่อก็คืออัศวินเหล็กกล้าแห่งกลุ่มมนุษย์จำลอง
เปซมองไปที่ลูกชายของตน
"ผลงานที่ข้าให้เจ้าพกติดตัวมาด้วย เจ้าเอามาหรือเปล่า?"
"แน่นอน ข้าเอามาด้วยอยู่แล้ว"
เมื่อลาตูพูดจบเขาก็ดึงดาบโลหะสองมือออกมาจากด้านหลังของตนเอง
เปซมองไปที่ดาบยาวสองมือในมือของลูกชายพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
บริเวณคมดาบของดาบยาวสองมือส่องประกายความคมกริบอันเย็นเยียบออกมา
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของดาบยาวเล่มนี้ก็คือตัวอักษรลึกลับที่สลักอยู่บนพื้นผิวของใบดาบ มันเป็นสายอักขระยาวเหยียดที่ถูกเขียนเรียงรายเอาไว้
ช่วยเพิ่มความรู้สึกที่แตกต่างออกไปให้กับดาบยาวทั้งเล่ม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องจักรเช่นนี้ การปรากฏตัวของใบดาบที่แฝงกลิ่นอายแฟนตาซีอยู่เล็กน้อย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูแปลกตาเป็นอย่างมาก
"เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้เองว่าพวกเรากำลังรอใคร"
สิ้นคำพูดของเปซ เสียงแผ่วเบาก็ดังมาจากบนท้องฟ้า ยานพาหนะบินได้สีเงินรูปทรงสามเหลี่ยมลำหนึ่งบินโฉบลงมาจากฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อยานบินสีเงินลำนี้ลงจอด จวงไฉก็เดินออกมาจากด้านใน
เมื่อมองไปที่จวงไฉ ลาตูก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่ท่านพ่อให้เขารอคือใคร
"นายท่าน"
สองพ่อลูกทำความเคารพพร้อมกัน
จวงไฉพยักหน้ารับ เมื่อมองไปที่ทั้งสองคนเปซยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
สำหรับสิ่งมีชีวิตจักรกลแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่ปกติมาก แต่ทว่าลาตูที่อยู่ข้างๆ เขากลับมีการเปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกได้ว่าพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
จวงไฉจำได้ว่าตอนที่เขาจากไปเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ลาตูน่าจะยังเป็นแค่หุ่นยนต์เด็กตัวเล็กๆ เท่านั้น
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตจักรกลกลุ่มมนุษย์จำลองที่โตเต็มวัยอย่างสมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว
"ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้ เจ้าจะไม่ได้ทิ้งการเรียนของตัวเองไปเลยนะ"
สายตาของจวงไฉทอดมองไปที่ดาบสองมือในมือของลาตู อักขระยาวเหยียดบนดาบนั้น เขาคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี
เห็นได้ชัดว่าข้อมูลที่เขาทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป ลาตูได้ใช้เวลาหลายปีมานี้ศึกษาเรียนรู้มันเป็นอย่างดี
เรื่องนี้ทำให้เขาอดนึกถึงอลิซไม่ได้จนต้องยกมือขึ้นมาเกาหัว
เวลานี้เปซก็พูดขึ้นมาว่า "ขออภัยด้วยครับนายท่าน ข้าไม่สามารถหาตัวกลางที่เหมาะสมสำหรับวาดตัวอักษรประหลาดๆ ที่เรียกว่ายันต์ให้กับลาตูได้เลย
จึงทำได้เพียงให้เขาเรียนรู้วิธีการหลอมสร้างอาวุธ และนำตัวอักษรเหล่านั้นมาใช้ในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาวุธไปก่อน"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จวงไฉก็พยักหน้าแล้วเดินเข้าไปรับดาบยาวมาจากมือของลาตู เขายิ้มอย่างรู้สึกผิดพลางพูดขึ้นว่า "เป็นเพราะฉันคิดไม่รอบคอบเอง ไม่ได้คิดถึงปัญหาในด้านนี้เลย จะไปโทษพวกนายก็ไม่ได้หรอก"
ในข้อมูลที่เขาทิ้งไว้ให้ตอนนั้น มีทั้งวิธีการเรียนรู้เรื่องยันต์และวิธีการสลักอักขระลงบนตัวกลางอื่นๆ ด้วย
เขาลืมไปเสียสนิทเลยว่า บนโลกใบนี้มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากระดาษอยู่เลย
แม้ว่าวิถีชีวิตในโลกนี้จะดูคล้ายกับยุคกลางในยุคโบราณ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งของล้ำยุคบางอย่างยังคงเป็นที่นิยมในโลกนี้ ซึ่งรวมถึงตัวกลางในการเก็บข้อมูลด้วย
ในการถ่ายทอดข้อมูล ไม่ส่งข้อมูลผ่านกันโดยตรงก็ใช้การป้อนข้อมูลเอา
สิ่งที่เรียกว่ากระดาษไม่มีอยู่จริงในโลกนี้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มาจากสารอินทรีย์ทุกชนิดถือเป็นของที่หายากมาก
จะว่าไปพืชพรรณทั้งหมดในโลกนี้ นอกจากสาหร่ายบางชนิดในมหาสมุทรแล้ว สิ่งที่อยู่บนพื้นดินกลับมีแต่ต้นไม้เหล็กกล้า แล้วจะมีวัตถุดิบที่ไหนมาให้พวกเขาทำกระดาษกันล่ะ
จวงไฉในตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
แต่โชคดีที่ข้อมูลที่เขาทิ้งไว้ในตอนนั้นไม่ได้มีแค่การทำยันต์ แต่ยังรวมไปถึงการสลักสิ่งของที่ถูกหลอมสร้างขึ้นมาด้วย
เขามองดูดาบยาวสองมือสลักอักขระในมือ แล้วลองแกว่งมันดูเบาๆ
คมกริบ เบาหวิว และทนทาน
ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ดาบยาวเล่มนี้ถูกสลักด้วยอักขระแบบผสมผสานถึงสามชนิด
สำหรับคนที่เพิ่งเรียนรู้มาได้เพียงไม่กี่ปี แถมเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วยังเป็นแค่เด็กอย่างลาตู นี่ถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ แล้ว
มันเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าลาตูมีพรสวรรค์ในด้านนี้จริงๆ ดูเหมือนว่าตอนที่เขาเกิดมา การที่จวงไฉได้สลักอักขระลงในร่างกายของเขาจะส่งผลต่อพรสวรรค์ของเขาด้วย
"เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก สำหรับเจ้าถือว่าทำได้ดีสุดๆ ไปเลย เจ้ามีพรสวรรค์ด้านนี้มากทีเดียว"
เพราะสิ่งที่มีอยู่บนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่อักขระที่สลักเอาไว้อย่างดีเท่านั้น แต่การหลอมสร้างดาบยาวทั้งเล่มยังผสานเข้ากับอักขระบนนั้นได้อย่างกลมกลืนอีกด้วย
นี่แสดงให้เห็นว่าแม้แต่การหลอมสร้างใบดาบ ลาตูก็เป็นคนทำมันด้วยตัวเองทั้งหมด
เมื่อรับดาบยาวกลับคืนมาจากมือของจวงไฉ สีหน้าของลาตูก็เผยให้เห็นถึงความดีใจอย่างชัดเจน
เมื่อเทียบกับพ่อของตัวเอง ลาตูที่มีความเป็นมนุษย์จำลองมากกว่า มีการแสดงออกทางสีหน้าที่หลากหลายทีเดียว
"เข้ามานี่สิ ขอฉันดูนายหน่อย"
ลาตูรับดาบยาวมาเก็บไว้ให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าไปหาด้วยความเคารพ
จวงไฉวางมือของตนลงบนหัวของลาตู
ดีมาก ไม่มีร่องรอยใดๆ ที่หลงเหลือจากการถูกรุกรานโดยเทพมาร และไม่มีร่องรอยของการถูกตรึงด้วยพันธนาการใดๆ เช่นกัน
วิญญาณสมบูรณ์ อารมณ์ไม่ได้มีส่วนใดที่รุนแรงจนเกินไป
ท้ายที่สุดแล้วลาตูก็คือคนที่เกิดมาในตอนที่เทพมารยังไม่ถูกกำจัดไป
แม้ว่าจวงไฉในตอนนั้นจะทำการสลักลวดลายเพื่อป้องกันแกนกลางของลาตูเอาไว้บ้างแล้ว แต่ใครจะรู้ล่ะว่าเทพมารจะมีลูกไม้อะไรบ้าง
ตอนนี้ดูเหมือนว่าวิธีการในตอนนั้นจะใช้ได้ผลดีทีเดียว อย่างน้อยความสมบูรณ์ของวิญญาณลาตูก็ยังคงอยู่
นี่แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยลาตูก็มีความเป็นไปได้ที่จะก้าวขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้
ต้องรู้ไว้ว่าวิญญาณของคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ล้วนถูกกัดกร่อนไปแล้วทั้งสิ้น แม้ว่าจวงไฉจะใช้ค่ายกลดึงเอาส่วนที่ถูกเทพมารรุกรานออกไปอย่างบังคับแล้วก็ตาม
แต่ส่วนของวิญญาณที่ถูกกัดกร่อนไปแล้วนั้นก็ยังคงอยู่ เมื่อพวกเขาให้กำเนิดทายาทในอนาคต พวกเขาก็ยังคงทิ้งร่องรอยแบบนี้เอาไว้อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งมีชีวิตจักรกลเหล่านี้ยังแปลกประหลาดมาก ทายาทของพวกเขาจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิญญาณเพื่อหลอมรวมกันให้ถือกำเนิดขึ้นมา
ร่องรอยในด้านนี้จึงยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก
ร่องรอยเช่นนี้จะกลายเป็นช่องโหว่เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเทพมารในอนาคต และจะกลายเป็นปัญหาเมื่อชีวิตของพวกเขาเกิดการยกระดับขึ้น
ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่อารยธรรมในอดีตได้พิสูจน์มาแล้วด้วยชีวิตของพวกเขาเอง
"แล้วลาตูล่ะ นายยินดีที่จะเข้าร่วมทีมของฉัน แล้วก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับทีมของฉันไหม"
"ทีมเหรอครับ?" ลาตูค่อนข้างสงสัย
จากนั้นเขาก็หันไปมองพ่อของตัวเอง แม้จะไม่สามารถมองเห็นสีหน้าอะไรจากใบหน้าของพ่อได้ แต่เขาก็พอจะรู้ความหมายของพ่อ
เขาหันกลับมาแล้วพยักหน้า
จวงไฉไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาหันไปมองเปซแล้วพูดว่า "เปซ พวกนายอยากย้ายไปอยู่ที่ศาสนจักรเทพศักดิ์สิทธิ์ไหม"
"ศาสนจักร? หรือว่านายท่านจะเป็นคนของศาสนจักรครับ?" เปซถาม
จวงไฉพยักหน้า "ในศาสนจักรฉันถือว่ามีสถานะอยู่พอสมควร ถึงตอนนั้นลาตูก็จะได้ไปเรียนรู้ที่นั่นสักระยะหนึ่ง
อยู่ที่นั่นนายเองก็จะได้เจอกับเขาบ่อยๆ ด้วย ไม่ใช่เหรอ"
เมื่อได้ยินดังนั้นเปซก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
ไม่นานนักครอบครัวนี้ก็เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย แล้วโดยสารยานบินรูปทรงสามเหลี่ยมสีเงินที่จวงไฉขับมาบินกลับไปยังศาสนจักร
ส่วนจวงไฉก็ฝากลาตูไว้กับวัลคีรี่ เรื่องเกี่ยวกับนักสำรวจในทีมก็ปล่อยให้วัลคีรี่เป็นคนอธิบายให้ลาตูฟังก็แล้วกัน
จากนั้นก็ให้เดินทางไปยังพันธมิตรสามสีเพื่อเป็นนักสำรวจ ผ่านช่องทางที่ทีมกอบกู้โลกสร้างขึ้นมา
และเริ่มต้นสำรวจดันเจี้ยนในพื้นที่ของพันธมิตรสามสี
ท้ายที่สุดแล้วเหล่าวัลคีรี่ก็กลายเป็นนักสำรวจกันหมดแล้ว บางคนก็ได้สำรวจดันเจี้ยนระดับล่างๆ มาบ้างแล้ว และเข้าใจสถานการณ์ภายในนั้นเป็นอย่างดี
แม้ว่าระดับของเหล่าวัลคีรี่จะอยู่ที่ LV·5 แต่จะให้พวกเธอลงไปสำรวจดันเจี้ยนที่อยู่ในระดับเดียวกับพวกเธอตั้งแต่แรกเลยก็คงไม่ได้
ยังไงก็ต้องให้พวกเธอได้ทำความเข้าใจและสั่งสมประสบการณ์กันบ้าง
แต่เพราะเหล่าวัลคีรี่พึ่งพาความสามารถของตัวเองจนมาถึงระดับนี้ได้ ดังนั้นดันเจี้ยนในระดับนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับพวกเธอ
...
หลังจากภารกิจกอบกู้โลกครั้งที่ 1 เสร็จสิ้นลง หลังจากนั้นเรื่องราวต่างๆ ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ทีมของพวกจวงไฉก็เริ่มก่อตั้งขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีแค่พวกเขาสามคนอีกต่อไป
หงไฉ่ถงพาบรรดานักสำรวจกลุ่มหนึ่งกลับมาจากโลก
แม้ว่านักสำรวจบนโลกที่ค่อนข้างเอนเอียงไปทางสายต่อสู้ยังคงทำการสำรวจดันเจี้ยนต่อไป เพื่อแสวงหาความก้าวหน้าที่ดียิ่งขึ้น
แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่ได้สนใจในเรื่องของการต่อสู้ หรือไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้
พวกเขาอาศัยสกิลที่ได้รับจากในดันเจี้ยนเปลี่ยนสายไปทำงานสนับสนุนด้านต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ
การพัฒนาโลกและอารยธรรมก็จำเป็นต้องมีคนมาคอยจัดการเช่นกัน
โชคดีที่สิ่งที่พวกเขาขาดก็คือสายสนับสนุนในด้านนี้นี่แหละ หงไฉ่ถงจึงรับสมัครคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนของทีม
เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ทรัพยากรลอตแรกของทีมกอบกู้โลกก็มาถึงมือแล้ว
จวงไฉเก็บผลึกวิญญาณเอาไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ขายออกไปทั้งหมดเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินทุนก้อนแรก
ต้องยอมรับเลยว่าทรัพยากรระดับ A+ มันขายออกง่ายจริงๆ
ในที่สุดพวกจวงไฉก็หลุดพ้นจากสถานการณ์ขัดสนเงินทอง และเริ่มจัดซื้อสิ่งของต่างๆ มากมาย
ศาสนจักรเทพศักดิ์สิทธิ์
จวงไฉตามหาหนานซูเป่ยจนเจอ
"ไปเถอะซูเป่ย พวกเรากลับไปที่พันธมิตรกันสักรอบ"
"กลับไปทำไมล่ะ?" หนานซูเป่ยค่อนข้างสงสัย เขายังฝึกฝนลูกน้องในอนาคตของตัวเองอยู่เลยนะ
บุคลากรฝ่ายปฏิบัติการในทีมของพวกเขามีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็รับสมัครมาจากโลกจักรกลแห่งนี้
ถึงตอนนั้นคนที่ออกไปสำรวจก็ต้องคัดเลือกมาจากคนพวกนี้นั่นแหละ
แถมยังต้องเริ่มฝึกฝนก่อน หลังจากไปสำรวจดันเจี้ยนถึงจะมีโอกาสได้สกิลดีๆ มา
จวงไฉมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "นายลองคำนวณเวลาดูสิ หยางหรงหรง เจียงซูอวี้ และคนอื่นๆ ใกล้จะสำเร็จวิชาแล้วนะ
นายแน่ใจนะว่าจะไม่ไป ฉันจะไปฟ้องหรงหรงตามตรงเลยนะ"
หนานซูเป่ยตบหัวตัวเอง เขาก็เพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้
รีบลุกขึ้นยืนทันที "ไปๆๆ"
พวกเขาเดินทางผ่านประตูมิติของศาสนจักรเทพศักดิ์สิทธิ์ไปยังพันธมิตรสามสีอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อตอนนี้ที่พักชั่วคราวของพวกเขาถูกย้ายมาอยู่ในศาสนจักรเทพศักดิ์สิทธิ์แล้ว แน่นอนว่าต้องมีการสร้างประตูมิติจากศาสนจักรไปยังพื้นที่พันธมิตรสามสีด้วย
หลังจากเงินทุนก้อนแรกมาถึง จวงไฉก็อาศัยเส้นสายซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในพื้นที่พันธมิตรสามสี
เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นของทีมพวกเขาในพื้นที่พันธมิตรสามสี
เป็นอาคารรูปทรงไข่สูง 3 ชั้น
เมื่อทั้งสองคนกลับมา หงไฉ่ถงก็รออยู่ที่นี่นานแล้ว แม้แต่เจียงซูอวี้ก็ยังอยู่ข้างๆ เธอ ทั้งสองคนกำลังคุยกันเล่นอยู่
"ซูอวี้ เธอสำเร็จวิชาแล้วเหรอ?" จวงไฉเดินเข้าไปแล้วนั่งลงข้างๆ หงไฉ่ถง
เจียงซูอวี้พยักหน้า ใช้เวลาไปตั้งนานขนาดนี้
"มีแค่พวกนายสามคนเอง ดูเหมือนว่าฉันจะเร็วพอใช้ได้เลยนะ"
ทันทีที่เธอพูดจบ ประตูมิติก็ปรากฏขึ้นข้างๆ หยางหรงหรงและหลิวเยว่หลิวมุดออกมาจากข้างใน
เนื่องจากมีพิกัดอยู่แล้ว ทั้งสองคนจึงเทเลพอร์ตเข้ามาในอาคารรูปทรงไข่แห่งนี้ได้โดยตรง
"ไม่เจอกันนานเลยนะ"
สองคนที่มุดออกมาก็สวมกอดทุกคนเรียงตัวกันเลย
หยางหรงหรงยังแถมหมัดให้หนานซูเป่ยไปหนึ่งทีด้วย
"ช่วงที่ผ่านมานายไม่มาหาฉันเลยนะ"
เมื่อได้ยินแบบนี้ หนานซูเป่ยก็ยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า "ยุ่งน่ะ งานยุ่งนิดหน่อย ความผิดฉันเอง"
เมื่อทั้งสามคนกลับมา กำลังคนที่เคยขาดแคลนจนน่าใจหายก็ดูอุ่นหนาฝาคั่งขึ้นมาในที่สุด
หงไฉ่ถงที่ปวดหัวมาตลอด ในที่สุดก็ดึงเจียงซูอวี้มาช่วยจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้ได้แล้ว
ในด้านนี้เจียงซูอวี้มีประสบการณ์และมีพรสวรรค์ที่ดีมากๆ เลยทีเดียว
ส่วนหยางหรงหรงกับหลิวเยว่หลิว แน่นอนว่าต้องเป็นบุคลากรฝ่ายปฏิบัติการ
ในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่
จวงไฉก็ได้รับข้อความที่ฮุยหลิงส่งมา
"ทางฉันมีธุระ ไว้เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ" จวงไฉที่อ่านข้อความเสร็จก็พูดขึ้น
เขาส่งอลิซที่อยู่ในอ้อมกอดให้หงไฉ่ถง แล้วหายตัวไปจากตรงนั้น
เขามาโผล่ที่สถาบันวิจัยโดยตรง
เขามองเห็นฮุยหลิงรวมถึงเซียนกระเรียนแดงที่อยู่ข้างๆ ฮุยหลิง
ทั้งสองคนมาหาเขาพร้อมกันเลยเหรอ?
ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซะแล้ว
"มาแล้วเหรอ" ฮุยหลิงมองเห็นจวงไฉ
ก่อนจะหันไปพูดกับเซียนกระเรียนแดงว่า "คนน่ะฉันเรียกมาให้แกแล้วนะ"
พูดจบเขาก็หันไปขยิบตาให้จวงไฉ แล้วหายตัวไปจากตรงนั้น
จวงไฉถึงได้หันไปมองเซียนกระเรียนแดงแล้วยืนรอเงียบๆ
"ที่ฉันให้ฮุยหลิงเรียกนายมาก็เพราะมีธุระน่ะ ไม่ต้องขัดขืนนะ ตามฉันมา"
เซียนกระเรียนแดงพูดพลางวางมือลงบนไหล่ของจวงไฉ แล้วทั้งสองคนก็หายตัวไปจากตรงนั้นในพริบตา
จวงไฉรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือวิธีการเทเลพอร์ตแบบหนึ่ง เพียงแต่วิธีการเทเลพอร์ตนี้ผ่านการจัดการเอฟเฟกต์แบบพิเศษ คลื่นพลังของการเทเลพอร์ตจึงเล็กจนแทบจะมองไม่เห็น นี่แทบจะเป็นการเทเลพอร์ตตามคลื่นความถี่ปกติของมิติเลยก็ว่าได้ เป็นวิธีการเทเลพอร์ตที่แนบเนียนมากๆ
วิธีการเทเลพอร์ตที่แนบเนียนขนาดนี้ ทำไมต้องจงใจทำแบบนี้ด้วยล่ะ?
ความสงสัยเพิ่งจะแวบเข้ามาในหัวของจวงไฉ พวกเขาก็เทเลพอร์ตเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เสี้ยววินาทีที่การเทเลพอร์ตเสร็จสิ้นและเท้าแตะพื้น จวงไฉก็รับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาถึงที่ไหน เขามาถึงดาวแดงแล้ว
เมื่อมองดูบริเวณรอบๆ ที่พวกเขาเดินทางมาถึง ที่นี่ก็คือตำหนักหยกแดงที่อยู่บนดาวแดงนั่นเอง
ศาลาและตำหนักที่มีรูปทรงหลากหลายตั้งเรียงรายอยู่บนท้องฟ้า
ตอนนี้พวกเขามาอยู่หน้าตำหนักแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คน
"เข้าไปสิ"
พูดจบก็พาจวงไฉเดินเข้าไปในตำหนัก
เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไป จวงไฉก็สัมผัสได้ถึงสายตาทิ่มแทงที่จ้องมองมา กวาดตามองสำรวจตัวเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง เขาก็พบว่าเป็นรูปปั้นทวารบาลที่หน้าตาเหมือนรูปปั้นหินคู่หนึ่ง กำลังใช้สายตาที่เปล่งแสงสีแดงสแกนมาที่เขา
ปัญหาก็คือรูปปั้นหินสองตัวนี้มีความสูงกว่า 10 เมตร ดูน่าเกรงขามสุดๆ
ดูเหมือนว่ากำลังสแกนจวงไฉอยู่ว่ามีภัยคุกคามอะไรหรือไม่
เขาเดินตามเซียนกระเรียนแดงเข้าไปข้างใน
ตำหนักแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ มันไม่ได้แตกต่างจากโครงสร้างของตำหนักอื่นๆ รอบๆ นี้เลย
เพียงแต่ว่ามันยังคงเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ภายในแทบจะมองไม่เห็นเฟอร์นิเจอร์ใดๆ เลย
และตรงกลางของตำหนักก็มีร่างของคนผู้หนึ่งยืนตัวตรงหันหลังให้พวกเขาสองคนอยู่
นี่ใครกัน?
จวงไฉมองดูแผ่นหลังนี้ เขาแน่ใจว่าตัวเองไม่เคยเห็นมาก่อนแน่ๆ
จวงไฉรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็พอจะรู้ว่าที่เซียนกระเรียนแดงพาเขามาก็เพื่อมาพบคนคนนี้
"ศิษย์พี่ ข้าพาคนมาให้ท่านแล้ว"
"รบกวนท่านแล้ว" น้ำเสียงที่เป็นมิตรและสุภาพดังขึ้น
"ศิษย์พี่เกรงใจไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าไม่รบกวนแล้วนะ" เซียนกระเรียนแดงพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินจากไป
เมื่อเซียนกระเรียนแดงจากไป บานประตูขนาดใหญ่ก็ปิดลงโดยอัตโนมัติ
จวงไฉยืนงงอยู่กับที่
เขามองดูคนที่อยู่ตรงหน้าหันกลับมา
รูปร่างสมส่วนสวมชุดคลุมตัวใหญ่สีขาวสะอาดตา เส้นผมสีดำขลับทิ้งตัวลงมาอย่างสลวย ซึ่งผ่านการมัดมาอย่างลวกๆ
ใบหน้าดูเป็นมิตร รูปร่างหน้าตาธรรมดา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนธรรมดาเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเช่นกัน
จวงไฉมองดูคนตรงหน้า เขาแน่ใจว่าตัวเองไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดจนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
คนคนนั้นยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง แล้วเส้นขนจำนวนมากก็งอกออกมา
จวงไฉเข้าใจในทันที
เขารีบทำความเคารพ "ท่านอาจารย์"
หูอวี้พยักหน้า ก่อนจะพูดกับจวงไฉว่า "เวลาอยู่ข้างนอก ปกติแล้วข้าจะปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์นี้
เจ้าของรูปลักษณ์นี้ก็คืออาจารย์ปู่ของเจ้า อาจารย์ของข้า เจ้าตำหนักแห่งตำหนักหยกแดง
ข้าใช้รูปลักษณ์นี้ใช้อำนาจของรักษาการเจ้าตำหนักไปก่อนเป็นการชั่วคราว"
อาจารย์ของเขาคือรักษาการเจ้าตำหนักของตำหนักหยกแดง เรื่องนี้จวงไฉรู้ดีอยู่แล้ว
แต่เขาไม่รู้เลยว่าการที่อาจารย์ของเขาใช้อำนาจของรักษาการเจ้าตำหนัก จะต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นรูปลักษณ์ของคนรุ่นก่อน
เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มันมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ แต่ในเมื่ออาจารย์ของเขาไม่พูด จวงไฉก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไร
หูอวี้มองมาที่จวงไฉ
จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "ลบความทรงจำทิ้งไปโดยตรงเลยงั้นรึ? เด็ดขาดมาก เป็นวิธีการที่ฉลาดมาก แต่ก็ยังต้องระมัดระวังให้มากในทุกๆ เรื่องนะ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จวงไฉก็รู้ทันทีว่าหูอวี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่ในความทรงจำของเขากลับไม่มีสิ่งที่ตรงกันเลย ดังนั้นเขาจึงทำเพียงแค่พยักหน้า
"ที่ข้าเรียกเจ้ามาในครั้งนี้ ก็เพราะมีเรื่องหนึ่งจะมอบหมายให้เจ้าไปทำ"
พูดพลางสะบัดมือ กระดาษแผ่นหนึ่งก็ปลิวมาอยู่ในมือของจวงไฉ
จวงไฉรับมาดู
มันเป็นเพียงแค่เอกสารธรรมดาๆ แผ่นหนึ่ง สิ่งที่บันทึกอยู่บนนั้นก็คือภารกิจในซีรีส์กอบกู้โลก แถมความยากก็ดูเหมือนจะอยู่แค่ประมาณสองดาวเท่านั้น
มันไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากภารกิจที่จวงไฉเคยดูมาก่อน หรือแม้แต่ภารกิจที่เขาเคยไปทำร่วมกับทีมกอบกู้โลกเมื่อครั้งที่แล้วเลยแม้แต่น้อย
"ท่านอาจารย์ นี่มัน?"
"ทีมของเจ้าน่าจะก่อตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? แถมยังมีประสบการณ์มาแล้วหนึ่งครั้ง นี่แหละคือภารกิจต่อไปของเจ้า"
[จบแล้ว]