- หน้าแรก
- ราชันย์บทสรุปดันเจี้ยน
- บทที่ 41 - ปล่องควันในครัวทั้งสอง
บทที่ 41 - ปล่องควันในครัวทั้งสอง
บทที่ 41 - ปล่องควันในครัวทั้งสอง
บทที่ 41 - ปล่องควันในครัวทั้งสอง
ร่างสองร่างที่กำลังอุ้มไหกระดูกวิ่งลงมาถึงประตูเขาด้านล่าง
เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เหล่าซอมบี้เริ่มมีปัญหาตอนเดินลงบันได พวกมันเคลื่อนไหวแข็งทื่อและเชื่องช้า ทำให้ถูกทั้งสองคนทิ้งห่างไปไกลโข
ทั้งคู่ยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ตีนเขา มองดูฝูงซอมบี้ที่ยังคงวิ่งไล่ตามมาแต่ไกล แล้วก็อดยืนพิงประตูหอบหายใจไม่ได้
ในที่สุดก็พอจะได้หายใจหายคอคล่องขึ้นบ้างแล้ว
"ดูจากการเคลื่อนไหวที่แข็งทื่อของพวกมัน พอเข้าไปในป่าเราน่าจะสบายขึ้นเยอะ... แบบนี้ แบบนี้ก็น่าจะพอเก็บแรงไว้ได้จนถึงเช้า"
อู้เนี่ยนหอบฮั่กๆ พร้อมกับกอดไหกระดูกแน่นแล้วพูดขึ้น
หนานซูเป่ยเพิ่งจะเคยผ่านดันเจี้ยนระดับพื้นฐานมาแค่รอบเดียว ร่างกายของเขายังไม่ได้ถูกยกระดับจนเวอร์วังขนาดนั้น จึงทำได้แค่กอดไหกระดูกพยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
เขาต้องอาศัยจังหวะนี้พักเอาแรงสักหน่อย
อู้เนี่ยนหันมองหนานซูเป่ยแล้วพูดว่า "ส่งอาวุธของนายมาให้ฉันหน่อย"
พอได้ยินแบบนั้น หนานซูเป่ยก็จ้องหน้าเขา แต่ก็ยอมส่งมีดเดินป่าที่เอวไปให้
อู้เนี่ยนมองมีดเดินป่าในมือ กัดฟันแน่นแล้วหลับตาลง ก่อนจะกรีดมีดลงบนต้นขาของตัวเอง
"นายทำบ้าอะไรเนี่ยเพื่อน!"
การกระทำที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยเล่นเอาหนานซูเป่ยสะดุ้งโหยง จังหวะการหายใจสะดุดกึก เขารีบยื่นมือไปแย่งมีดกลับมาทันที
"จู่ๆ ก็มาทำร้ายตัวเองทำไม หรือว่า... นายอยากใช้เลือดดึงดูดความสนใจศัตรู เพื่อล่อตีนพวกมันแทนฉันเหรอ"
หนานซูเป่ยรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา
อู้เนี่ยนที่กำลังเจ็บแผลถึงกับขมวดคิ้วมองหนานซูเป่ยด้วยสายตาแปลกๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บ หรือเพราะความเพี้ยนของหนานซูเป่ยกันแน่
"พวกมันจ้องแต่ไหกระดูก ไม่สนคนหรอก"
"แล้วนายลองดูมีดในมือนายสิ"
พอได้ยินแบบนั้น หนานซูเป่ยก็ก้มลงมองมีดเดินป่าในมือ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีดเปื้อนเลือดเล่มนี้มีแสงธรรมะจางๆ เคลือบอยู่
"เอนชานท์เหรอ สุดยอดไปเลย สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์พุทธศิลป์"
อู้เนี่ยนดูเหมือนจะเริ่มชินชา จนขี้เกียจจะพูดอะไรมากความ เขาพูดเข้าประเด็นทันที "เร็วเข้า รีบฉวยโอกาสตอนที่เลือดยังไหลอยู่ นายยังมีอาวุธอย่างอื่นอีกไหม"
"มีๆๆ มาเลยท่านปรมาจารย์ ช่วยลงของให้หน่อย" ว่าแล้วหนานซูเป่ยก็รีบถอดเข็มเหล็กสามเล่มที่ซ่อนอยู่ในตะขอเกี่ยวที่มือซ้ายออกมา
อู้เนี่ยนไม่รอช้า เขาใช้เลือดที่ค่อยๆ ไหลซึมออกมาทาลงไปที่ส่วนปลายของเข็มเหล็ก
หลังจากนั้นเลือดที่ต้นขาก็เริ่มหยุดไหล
เขากัดฟันหยิบผ้าสะอาดที่เตรียมไว้ออกมาพันแผล
โชคดีที่อู้เนี่ยนรู้ลิมิตตัวเอง เขาแค่กรีดผิวหนังชั้นนอกให้เลือดออกนิดหน่อย นอกจากจะเจ็บนิดๆ แล้วก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
ตอนนั้นเองที่เขาหันกลับไปมอง
ซอมบี้บนเขาเริ่มเข้ามาใกล้พวกเขาแล้ว
"เอาล่ะ เอาตามนี้ เราแยกย้ายกันหนี ไปคนละทาง
ถ้าเจออันตรายอะไร ให้ทำเสียงดังเข้าไว้"
พูดจบอู้เนี่ยนก็กอดไหกระดูกมุดหายเข้าไปในป่าทางด้านซ้ายทันที
หนานซูเป่ยก็ไม่รอช้า รีบกอดไหกระดูกวิ่งฉีกออกไปอีกทาง
...
ณ หอไตรของวัด
จวงไฉกำลังถือคบเพลิงอ่านสมุดบันทึกที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือไดอารี่ของเจ้าคณะหรือศิษย์พี่ใหญ่
ไดอารี่เล่มนี้ถูกศิษย์ผู้น้องของเขาซ่อนเอาไว้จริงๆ
จวงไฉไล่สายตาอ่านข้อมูลบนหน้ากระดาษ
บันทึกที่นี่แบ่งออกเป็นหลายเล่ม แทบจะบันทึกทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในวัดแห่งนี้ไว้อย่างละเอียด
มิน่าล่ะถึงต้องถูกซ่อนเอาไว้ ถ้ามีใครมาค้นเจอมันจะกลายเป็นหลักฐานชั้นดีทันที
"อาจารย์เปลี่ยนไป ท่านเริ่มศึกษาคำอธิบายคัมภีร์ห้ามกินฉบับท่านปรมาจารย์ ทั้งที่อาจารย์เคยเป็นคนที่ไม่ยอมรับแนวคิดของท่านปรมาจารย์มากที่สุดแท้ๆ
ท่านเคยบอกว่าปรมาจารย์หลงผิดเข้าสู่ทางมาร และท่านปรมาจารย์ก็ตายเพราะธาตุไฟเข้าแทรกจริงๆ
...
ช่วงนี้อาจารย์ดูหมกมุ่นมาก ท่านเริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ถึงขั้นเริ่มเขียนคำอธิบายเพิ่มเติมต่อจากนั้น
นี่มันไม่ถูกต้อง ข้าต้องเตือนสติท่านสักหน่อย
...
อาจารย์ต้องการเปลี่ยนคัมภีร์ห้ามกินในวัดทั้งหมดให้เป็นฉบับที่ท่านปรมาจารย์เขียนอธิบายไว้ ข้าไม่เห็นด้วย ทุกคนในวัดก็ไม่เห็นด้วย
หวังว่าอาจารย์จะยอมไตร่ตรองให้ดี
...
ทำไมกัน ทำไมพวกระดับอาจารย์ถึงยอมตกลงกันหมด
โชคดีที่อาจารย์ผิงซุ่ยไม่เห็นด้วย แต่ท่านก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกภายในวัดเลย
...
วันนี้ทะเลาะกับอาจารย์อีกแล้ว
...
วัดกำลังมีปัญหา ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ
...
วันนี้ศิษย์น้องพาข้าไปดูที่ที่หนึ่งแอบๆ ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้"
จวงไฉอ่านข้อมูลเหล่านี้แล้วก็เริ่มรู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมา
ไดอารี่เล่มนี้เมื่อประกอบกับบันทึกและคำอธิบายของอาจารย์ผิงซุ่ยที่เขาเจอในเจดีย์
ทำให้เขาพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวในวัดนี้ได้
เจ้าอาวาสคนก่อน หรือก็คือผู้เขียนคัมภีร์ห้ามกินฉบับใหม่ ได้ทำการแก้ไขเนื้อหาคัมภีร์ เปลี่ยนหลักธรรมคำสอนเดิมให้กลายเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย
และเพราะการเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้เจ้าอาวาสคนก่อนเสียศรัทธาจากผู้คน จนสุดท้ายก็มรณภาพไป
เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน ในฐานะศิษย์ของเจ้าอาวาสคนก่อน ก็เคยไม่ชอบแนวคิดแบบนั้น
แต่ไม่รู้ว่าทำไมภายหลังถึงได้กลายร่างเป็นคนประเภทเดียวกับอาจารย์ตัวเอง แถมยังดูจะกระตือรือร้นยิ่งกว่า
จวงไฉไม่เข้าใจว่าเขาใช้วิธีไหนทำให้คนในวัดยอมตกลงกันได้ แต่น่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่าง
วัดแห่งนี้เริ่มตกต่ำลงตั้งแต่ตอนนั้น
เจ้าคณะผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ ได้รู้ถึงความผิดปกติผ่านทางศิษย์น้องของเขา เจ้าของไหกระดูกใบนี้
จากบันทึก จวงไฉรู้ว่าเจ้าคณะคนนี้เป็นคนหัวรั้นและซื่อตรง เขาคิดจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตอนนั้น
สุดท้ายถึงขั้นขู่ว่าจะไปแจ้งทางการ
ผลลัพธ์ก็คือความตายตามคาด
แต่โชคดีที่ก่อนตาย เขาได้คุยกับศิษย์น้องและมอบช่องทางการติดต่อเพื่อนคนหนึ่งไว้ให้
เพื่อนคนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนของทางการ และมีอิทธิพลรวมถึงฝีมือพอตัว
เห็นได้ชัดว่าเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าตัวเองอาจจะมีอันตราย
จวงไฉไม่รู้ว่าศิษย์น้องคนนี้ทำสำเร็จหรือไม่ แต่เขาก็ตายเหมือนกัน
ภารกิจสุดท้ายเลยตกไปอยู่ที่อาลักษณ์หอไตรคนนี้หรือเปล่านะ
จวงไฉหยิบกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ พลางครุ่นคิด
แต่สุดท้าย ในวินาทีสำคัญที่จะส่งข่าวออกไป เขาก็ถูกฆ่าตายเช่นกัน
จวงไฉชูคบเพลิงขึ้นพลางใช้ความคิด ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "พาฉันไปหาอันต่อไป"
เขาไม่ได้รีบหยิบไหกระดูกบนชั้นหนังสือไปทันที แต่อยากรู้ตำแหน่งของไหใบต่อไปก่อน
เขาจ้องมองดวงวิญญาณว่าจะขยับหรือไม่
ดวงวิญญาณลอยออกไปข้างนอกทันที เห็นแบบนั้นจวงไฉก็ยิ้มออกมา ใช้ได้จริงด้วย
ดูเหมือนนี่จะเป็นวิธีแก้ปริศนาที่ถูกต้อง
ถ้าเจอไหหนึ่งแล้วหยิบไปเลยหนึ่งใบ ปัญหาใหญ่จะตามมาแน่
ยิ่งถือไหกระดูกเยอะ ศัตรูที่ไล่ล่าก็ยิ่งเยอะ เว้นแต่ว่าคนจะพอ ไม่อย่างนั้นรับมือไม่ไหวแน่
แต่ถ้าเรารู้ตำแหน่งไหกระดูกทั้งหมดก่อน ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก
และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ไหใบต่อไปก็น่าจะเป็นของอาลักษณ์หอไตรคนนี้นั่นแหละ
คิดได้ดังนั้น ดวงวิญญาณก็นำทางจวงไฉมายังวิหารรอง
มาหยุดอยู่ที่ใต้ฐานพระพุทธรูปในวิหาร
จากนั้นดวงวิญญาณก็หยุดและเริ่มบินวนไปวนมา จวงไฉมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นไหกระดูก
เดี๋ยวนะ
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาตามรอยเลือดมา ก็มาถึงแถวๆ นี้เหมือนกัน
จวงไฉฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ซากศพทั้งหมดมีร่องรอยการถูกต้ม แสดงว่าพวกมนุษย์หมูไม่ได้กินเนื้อมนุษย์ดิบๆ
งั้นมันก็ต้องมีที่สำหรับปรุงอาหารสิ
ในครัวไม่พบร่องรอยแบบนั้น ครัวสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะเป็นที่ชำแหละศพจำนวนมากได้
และบางครั้งครัวก็ยังต้องทำอาหารเจเลี้ยงแขกที่มาวัดด้วย
ครัวตั้งอยู่ด้านหลังวิหารรอง
ปล่องควัน
ใช่แล้ว
นี่มันยุคโบราณ การหุงหาอาหารต้องมีปล่องควัน
แล้วถ้าปล่องควันนั่นมันเชื่อมต่อไปยังข้างล่างล่ะ
คิดได้ดังนั้น จวงไฉก็รีบวิ่งออกจากวิหารรองไปยังครัวด้านหลัง เขามุดเข้าไปโกยขี้เถ้าใต้เตาออก แล้วเพ่งมองช่องทางที่ปล่องควันเชื่อมต่อ
และแล้วเขาก็เห็นช่องทางเชื่อม
ปล่องควันนี้เชื่อมต่อกับครัวด้านบน และรวมถึงครัวด้านล่างด้วย
เขาลองกะขนาดปล่องควันดูแล้ว เขาโรยตัวลงไปทางปล่องควันได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องไปหาประตูกลไกทางเข้าลับอะไรนั่นหรอก
[จบแล้ว]