- หน้าแรก
- ราชันย์บทสรุปดันเจี้ยน
- บทที่ 33 - นักสำรวจรุ่นบุกเบิก
บทที่ 33 - นักสำรวจรุ่นบุกเบิก
บทที่ 33 - นักสำรวจรุ่นบุกเบิก
บทที่ 33 - นักสำรวจรุ่นบุกเบิก
ท่ามกลางป่าเขาที่เงียบสงัด
บนทางเดินเล็กๆ กลางหุบเขา มีดวงไฟสามดวงกำลังเคลื่อนที่เกาะกลุ่มกันไป
หากมองให้ดีจะเห็นว่าเป็นกลุ่มของจวงไฉทั้งสามคนที่กำลังชูคบเพลิงเดินฝ่าความมืด
หลวงพี่อู้เนี่ยนยังคงสวมจีวรเก่าขาดวิ่นชุดเดิม ดูทุลักทุเลพอดู แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะในห่อผ้าของพวกเขานอกจากแผนที่หยาบๆ แล้ว ก็มีแค่เสบียงกรังกับน้ำดื่มเท่านั้น
เลยต้องทนใส่ชุดเดิมไปก่อน
"พี่ คิดว่าพวกหมาป่านั่นจะกลับมาอีกไหม" หนานซูเป่ยถามด้วยความสงสัย
เพราะฝูงหมาป่ายังตายไม่หมด
จวงไฉส่ายหน้า "ไม่รู้สิ อาจจะมา หรืออาจจะไม่มา ใครจะไปรู้ แต่พี่เทใจไปทางไม่มาแล้วมากกว่า"
"งั้นเหรอครับ"
"อาตมากลับคิดว่า พวกมันอาจจะกลับมาอีก" อู้เนี่ยนพูดแทรกขึ้น
เมื่อเห็นสายตาของทั้งสองคนที่หันมามอง เขาจึงอธิบายต่อ "ที่นี่คือดันเจี้ยน หมาป่าพวกนี้ไม่ได้เหมือนกับหมาป่าปกติข้างนอก พวกมันมีความดุร้ายกว่ามาก
ถ้าเป็นสัตว์ป่าข้างนอก คงไม่กล้ากลับมาแล้ว เพราะในธรรมชาติการบาดเจ็บเท่ากับตาย
แต่เมื่อกี้มันต่างออกไป ตอนเจอพวกมันครั้งแรกอาตมาก็คิดแบบพวกโยมนั่นแหละ
แต่ขนาดอาตมาทุบตายไปสอง ยิงตายไปอีกหนึ่ง พวกมันยังไม่กลัวเลย แถมยังดุขึ้นเรื่อยๆ
นี่อาจจะเป็นข้อแตกต่างระหว่างดันเจี้ยนกับโลกภายนอกก็ได้"
ได้ยินคำอธิบายแบบนี้ จวงไฉกับหนานซูเป่ยก็พยักหน้าทำความเข้าใจ
หลวงพี่พูดมาก็มีเหตุผล
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาเข้ามาช่วย บวกกับจังหวะเปิดตัวที่เก็บหมาป่าไปได้หลายตัวรวดเดียว
ฝูงหมาป่านั่นก็คงไม่ถอยหนีแน่ๆ
พอลองนึกย้อนดู มันก็แปลกจริงๆ พวกมันก้าวร้าวผิดปกติ
"อีกอย่างหมาป่าเป็นสัตว์เจ้าคิดเจ้าแค้น ในนี้พวกมันอาจจะแค้นฝังหุ่นยิ่งกว่าเดิมก็ได้" อู้เนี่ยนเสริม
จวงไฉพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนหนานซูเป่ยขยับเข้าไปใกล้หลวงพี่แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "หลวงพี่ครับ ปืนเมื่อกี้..."
คำถามของเขาไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหมายถึงอะไร
เพราะที่นี่คือดันเจี้ยนแนวย้อนยุค อย่าว่าแต่ปืนเลย แม้แต่อุปกรณ์กลไกไฮเทคนิดหน่อยก็เอาเข้ามาไม่ได้
เว้นแต่ปืนกระบอกนั้น จะเป็นผลผลิตจากดันเจี้ยน
ได้ยินดังนั้น หลวงพี่ก็หัวเราะร่า "อ๋อ โยมหมายถึงเจ้านี่น่ะเหรอ"
พูดจบเขาก็เปลี่ยนมือถือคบเพลิงไปไว้มือขวาอย่างไม่ปิดบัง แล้วยกมือซ้ายขึ้นแบออก เผยให้เห็นวัตถุคล้ายปืนปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ
รูปร่างของมันไม่เหมือนปืนยุคปัจจุบัน แต่ดูคล้ายปืนคาบศิลาจากศตวรรษที่ 18 ให้ความรู้สึกโบราณและขลัง
แต่ด้ามจับและตัวปืนมีการประดับลวดลายสีทอง ดูหรูหรามีราคา
ไม่มีแม็กกาซีน แต่เห็นช่องใส่กระสุนที่ด้ามจับได้ชัดเจน
โครงสร้างภายนอกดูแปลกตา ชัดเจนว่าไม่ใช่ของที่ผลิตในโลกความเป็นจริง
"นี่เป็นไอเทมที่อาตมาได้จากดันเจี้ยนรอบก่อน เลยเอาเข้ามาในดันเจี้ยนนี้ได้"
หนานซูเป่ยพยักหน้า จ้องมองปืนกระบอกนั้นตาเป็นประกาย
ต้องยอมรับว่าถึงรูปร่างจะแปลก แต่มันดูเท่และสวยงามจริงๆ
ดูจากใบหน้าอวบอิ่มที่ยิ้มแก้มปริของหลวงพี่ก็รู้ว่า เขาภูมิใจกับปืนกระบอกนี้มาก
ถึงจะเป็นพระ แต่ก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน
อวดของเสร็จ เขาก็เก็บปืนกลับเข้าไป ไม่รู้ว่าซ่อนไว้ตรงไหนในแขนเสื้อกว้างๆ นั่น
"ฟังจากที่พูด ดูเหมือนดันเจี้ยนรอบก่อนของหลวงพี่จะไม่ใช่เลเวล 0 ใช่ไหมครับ" จวงไฉถามขึ้นทันที
อู้เนี่ยนพยักหน้าเป็นเรื่องปกติ "แน่นอนสิ อาตมาเป็นนักสำรวจเลเวล 1 ตั้งแต่ต้นปีแล้ว"
จวงไฉกับหนานซูเป่ยหันมองหน้ากัน
เห็นปฏิกิริยาแบบนั้น อู้เนี่ยนก็เหมือนจะเดาอะไรได้ ถามด้วยความแปลกใจ "อย่าบอกนะว่าพวกโยมเพิ่ง... เพิ่งเป็นนักสำรวจหลังเปิดตัวแอป?"
ทั้งสองคนพยักหน้า
"สุดยอด!" น้ำเสียงของอู้เนี่ยนเต็มไปด้วยความทึ่ง อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจทั้งสองคนอีกรอบ
"อาตมาจำได้ว่าเพิ่งเปิดตัวมาได้แค่เดือนเดียว แปลว่าพวกโยมคือคนกลุ่มแรกที่เคลียร์ดันเจี้ยนได้งั้นสิ"
ทั้งสองพยักหน้าอีกครั้ง
"เก่ง เก่งจริงๆ ผ่านเลเวล 0 ได้ในครั้งเดียวเลย"
ความประหลาดใจของเขาเป็นของจริง สีหน้าบ่งบอกถึงความชื่นชม
จวงไฉสบโอกาสเลยถามสิ่งที่สงสัย "ผมอยากรู้ว่าก่อนที่ดันเจี้ยนจะเปิดให้คนทั่วไปเข้า พวกคุณเป็นนักสำรวจกันได้ยังไงครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย"
หนานซูเป่ยเองก็รอฟังด้วยความอยากรู้
อู้เนี่ยนพยักหน้าแล้วเล่าให้ฟัง "ถึงอาตมาจะเพิ่งเข้าวงการได้ไม่นาน แต่เท่าที่รู้ก็แบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ
กลุ่มแรกคือพวกมีเงินมีอำนาจ หรือหน่วยงานพิเศษ กลุ่มที่สองคือพวกตัวซวย"
สรุปเสร็จเขาก็ขยายความ "กลุ่มแรกไม่มีอะไรน่าพูดถึง
ส่วนกลุ่มที่สอง พวกตัวซวย ก็คืออาตมานี่แหละ"
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็ดูรำลึกความหลังปนเวทนาตัวเอง
"ตอนนั้นหลังวัดของอาตมามีกระท่อมไม้เก่าๆ หลังหนึ่ง อายุเป็นร้อยปีแล้วเลยไม่ได้รื้อทิ้ง ซ่อมแซมไปตามเรื่องตามราว
วันนั้นอาตมากับศิษย์พี่ศิษย์น้องไปทำความสะอาด พอผลักประตูเข้าไปปุ๊บ ข้างในกลับกลายเป็นอีกโลกหนึ่งซะงั้น
โยมไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง นึกว่าทะลุมิติมาแล้วจริงๆ นะนั่น"
พอเล่าถึงอดีต ภาษาพูดของเขาก็เริ่มทันสมัยขึ้นตามอารมณ์
"เดินไปไม่กี่ก้าวก็เจอฝูงสัตว์ป่า แล้วพวกเราก็ตายเรียบ นึกว่าจะมรณภาพจริงๆ ซะแล้ว
แต่โชคดีที่นั่นเป็นดันเจี้ยนเลเวล 1 พอออกมาเลยแค่ปวดเนื้อปวดตัวไปเดือนนึง อย่างน้อยก็ไม่ตาย
หลังจากนั้นอาตมากับกลุ่มศิษย์วัดที่เข้าไปด้วยกัน ก็เลยรู้เรื่องการมีอยู่ของดันเจี้ยนไปโดยปริยาย พอได้รับการติดต่อและอธิบายจากเจ้าหน้าที่ ก็เลยกลายเป็นนักสำรวจ"
อู้เนี่ยนเล่าสรุปสั้นๆ
ซึ่งตรงกับที่ชาวเน็ตหลายคนเดาไว้
เพราะสถานที่ตั้งของดันเจี้ยนหลายแห่งในปัจจุบัน มันเกี่ยวข้องกับคดีคนหายหรือคดีแปลกๆ ในอดีต
"ตอนนั้นอาตมาเข้าดันเจี้ยนเลเวล 0 ล้มเหลวไปสองรอบ รอบที่สามถึงผ่านแบบทุลักทุเล พระคุ้มครองจริงๆ ได้เกรด B มา"
พูดไปเขาก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
เดินคุยกันเพลินๆ ก็เห็นแท่งหินตั้งอยู่ริมทางข้างหน้า
แท่งหินสูงประมาณสองเมตร มีตัวอักษรสลักไว้
"บนนั้นเขียนว่าอะไรเหรอครับ" หนานซูเป่ยถาม
อู้เนี่ยนส่ายหน้าไม่รู้ความหมาย
แต่จวงไฉอ่านออก "วัดห้ามกิน"
เขาอธิบายต่อ "น่าจะหมายความว่าเราใกล้ถึงวัดแล้ว ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นตัวอักษรแบบเดียวกันบนป้ายในรูปถ่าย"
ได้ยินแบบนั้น ทั้งสองคนก็พยักหน้า
"ไม่นึกเลยว่าเราเดินมาสิบกว่ากิโลเมตรเร็วขนาดนี้"
เผลอแป๊บเดียวพวกเขาก็เดินทางมาไกลขนาดนี้แล้ว
พวกเขายังคงเดินหน้าต่อ
ดูเหมือนว่าตั้งแต่เห็นป้ายหิน สภาพแวดล้อมรอบข้างก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่ใช่ป่ารกร้างอีกต่อไป
เริ่มเห็นตอไม้ และทางเดินก็เริ่มมีหินปูลาดเป็นระเบียบ
ท้องฟ้าเริ่มปรากฏแสงรำไร รัตติกาลกำลังจะผ่านพ้น
อาศัยแสงสลัวยามเช้าตรู่ พวกเขามองเห็นวัดตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาไม่ไกลนัก
ทางเดินเขาคดเคี้ยว มีบันไดหินและราวจับ
ที่ทางขึ้นเขาด้านล่าง ยังมีรูปปั้นประหลาดตั้งอยู่ เป็นรูปปั้นสัตว์ในอิริยาบถเหมือนคน
"ทำไมรูปปั้นถึงเป็นแบบนี้"
คนที่แปลกใจกลับเป็นพระอย่างอู้เนี่ยน
รูปปั้นสองข้างทางขึ้นเขา เป็นรูปปั้นคนหัวหมูสวมจีวร ถือลูกประคำ
"ฟ้าสางแล้ว เราขึ้นเขากันเถอะ" จวงไฉบอก
ทั้งสองพยักหน้า แล้วเดินตามขึ้นไป
[จบแล้ว]