- หน้าแรก
- ข้าแค่อยากอยู่เงียบ ๆ บนภูเขาเพื่อบรลุเป็นเซียน
- บทที่ 36: ผู้บุกรุก ฆ่า!
บทที่ 36: ผู้บุกรุก ฆ่า!
บทที่ 36: ผู้บุกรุก ฆ่า!
บทที่ 36: ผู้บุกรุก ฆ่า!
กู้หยวนชิงเห็นซวีอู๋สิงครึ่งวันก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จึงกล่าวเบาๆ "หากคิดไม่ออก ก็ไม่ต้องลำบากใจ พวกเราก็ไม่ต้องเสียเวลาอีกแล้ว ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าจงนอนหลับยาวอยู่ที่นี่เถิด ข้าก็จะได้นอนหลับสบายสักที"
ขณะที่พูด กระบี่ยาวก็ลอยออกไป รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดแทงตรงไปยังหน้าผากของซวีอู๋สิง
ซวีอู๋สิงตกใจจนถอยหลังไปครึ่งก้าว มือทำท่าจะยกขึ้นแล้วก็วางลง ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดังตุ้บ
กระบี่ยาวตามติดอย่างใกล้ชิด หยุดนิ่งอยู่ห่างจากหน้าผากครึ่งนิ้วอย่างมั่นคง
เหงื่อเย็นชุ่มโชกแผ่นหลัง ซวีอู๋สิงยื่นมือออกไป ปัดปลายกระบี่ออกเบาๆ กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง "คุณชายกู้ อย่าเพิ่งรีบร้อนลงมือ มีอะไรพวกเราค่อยๆ พูดค่อยๆจากัน"
"เหตุใดจึงคุกเข่าลงเล่า? ลุกขึ้นพูด ข้าคนนี้ไม่ชอบคุกเข่าให้ใคร และก็ไม่คุ้นเคยกับการให้ใครมาคุกเข่าให้ข้า" ในคำพูดของกู้หยวนชิงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ซวีอู๋สิงรู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้อารมณ์แปรปรวนยากจะคาดเดา ในใจยิ่งกังวล เกรงว่าหากไม่ระวังเพียงเล็กน้อยก็จะถูกกระบี่เดียวสังหารเอาได้ บีบยิ้มออกมากล่าว "ข้ายังคงรู้สึกว่าคุกเข่าพูดสะดวกกว่า คืนนี้ยืนนานไปหน่อย ขาชาแล้ว"
"โอ้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ตามใจเจ้าเถิด"
กระบี่ยาวลอยกลับเข้าฝัก กู้หยวนชิงจิบชาล้างคออีกครั้ง กล่าว "พวกเจ้าที่เป็นจอมโจร ข่าวสารคงจะรวดเร็วมากสินะ เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่ามีใครบ้างที่เตรียมจะมาที่ภูเขาเป่ยเฉวียนแห่งนี้?"
ซวีอู๋สิงค่อยๆ ตั้งสติลงได้บ้าง สามารถถามคำถามได้ ก็แสดงว่าตอนนี้ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ข้อมูลที่รู้ก็พรั่งพรูออกมา "หกวีรบุรุษภูเขามังกรกล้า ทั้งหกคนล้วนเป็นขั้นยุทธ์แท้จริงระดับสูง ในจำนวนนั้น เหมียวลี่ฟูหัวหน้าของพวกเขาอยู่ขั้นยุทธ์แท้จริงระดับเก้า เจ้าสำนักหอพิรุณบุปผา เซี่ยจื่อเหวย ขั้นยุทธ์แท้จริงระดับแปด ก็มาถึงภูเขาเป่ยเฉวียนเมื่อวันก่อนแล้ว..."
ซวีอู๋สิงพูดชื่อกองกำลังต่างๆ ออกมาติดต่อกันสิบกว่าแห่ง ล้วนมีขั้นยุทธ์แท้จริงระดับสูง! ในจำนวนนั้นผู้ที่อยู่ขั้นยุทธ์แท้จริงระดับเก้าก็มีถึงเจ็ดคน
ขั้นยุทธ์แท้จริงระดับสูง ในกองทัพสามารถเป็นแม่ทัพประจำภาคได้ คนเช่นนี้แม้แต่กู้หยวนชิงตอนอยู่ในจวนอ๋องก็ยังพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ชื่อเหล่านี้เมื่อก่อนสามารถเห็นได้เพียงในบัญชีฟ้าเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับพากันมาที่นอกภูเขาเป่ยเฉวียนกันหมด
"คนเหล่านี้คือคนที่ข้าน้อยพบเห็นในหุบเขาสองวันนี้ หรือไม่ก็เคยได้ยินชื่อมา บางทีอาจจะมีบางคนที่ซ่อนเร้นร่องรอย ไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป" ซวีอู๋สิงรู้สึกคอแห้ง เหลือบมองน้ำชาที่กู้หยวนชิงกำลังดื่มอยู่ ในใจแอบเสียใจ "ตนเองรอบคอบมาโดยตลอด ในเมื่อเดาได้ว่าที่นี่อาจจะเป็นกับดักของราชสำนัก เหตุใดจึงถูกผีสิงลอบเข้ามาได้กันนะ"
กู้หยวนชิงพยักหน้า กำลังจะพูด ทันใดนั้นก็หันหน้ามองไปยังทิศทางหน้าผาด้านทิศตะวันตก
ซวีอู๋สิงก็อดไม่ได้ที่จะมองตามไป เห็นเพียงผนังห้อง ในใจกำลังสงสัย ก็เห็นกระบี่ยาวที่แขวนอยู่บนผนังดังแคร้งออกจากฝัก ในใจเขาก็ตกใจ คิดว่ากู้หยวนชิงจะฆ่าตนเอง แต่พริบตาก็เห็นกระบี่ยาวลอยไปยังหน้าต่าง ประตูหน้าต่างเปิดออกเองโดยไม่มีลมพัด กระบี่ยาวลอยออกไป หายลับไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน
กู้หยวนชิงยิ้ม "รอสักครู่ เดี๋ยวค่อยคุยกันต่อ"
ซวีอู๋สิงไม่กล้าพูดอะไร รู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้านี้ช่างลึกลับพิสดารอย่างที่สุด
บนหน้าผาด้านทิศตะวันตก เงาร่างหนึ่งทะยานขึ้นไปในอากาศ บนทางเล็กๆ ด้านล่าง ทหารองครักษ์หลายนายล้มกองอยู่ในกองเลือด
ลูกศรสัญญาณของหน่วยเหยี่ยวเทวะสามดอกดังสนั่นไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
หยวนอิ้งซงที่ประจำการอยู่ในค่ายทหารตกใจและโกรธแค้นลุกขึ้น มุ่งหน้าเข้าไปในภูเขาเป่ยเฉวียน
เงาร่างสูงใหญ่ร่างนั้นเพิ่งจะทะยานขึ้นไปถึงยอดเขา ยังไม่ทันได้ยืนมั่นคง ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป พลังปราณแท้ทั่วร่างแทบจะแข็งทื่อ เมื่อมองไปก็เห็นประกายกระบี่สายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ใบหน้า
เขาตกใจและโกรธแค้นคำรามลั่น ตั้งใจจะหลบหลีก แต่ในตอนนี้พลังปราณแท้ของเขาหยุดนิ่ง ทั้งยังไม่มีปรากฏการณ์อัศจรรย์เสริมพลัง เกือบจะอาศัยเพียงพละกำลังของร่างกาย ความเร็วจึงไม่ถึงสามส่วนของยามปกติ ไหนเลยจะหลบประกายกระบี่พ้น เขายังไม่ทันได้ยกค้อนหนักที่เอวขึ้นมาด้วยซ้ำ ทำได้เพียงใช้มือที่ฝึกฝนมาจนใหญ่เท่าใบพัดปาล์มปัดป้องไว้ข้างหน้า
ไม่มีพลังปราณแท้เสริมพลัง ไม่มีปรากฏการณ์อัศจรรย์ขั้นยุทธ์แท้จริงต้านศัตรู วิชาฝึนฝนร่างกายจนแข็งแกร่งทั่วร่างก็ไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้มากนัก กระบี่ยาวหลบหลีกฝ่ามือของเขาได้อย่างคล่องแคล่ว แทงทะลุผ่านลำคอของเขา
โลหิตสาดกระเซ็น ร่างกายที่สูงใหญ่ราวกับหอเหล็กหงายหลังล้มลง ตกหน้าผาไป
กระบี่ยาววาดโค้ง ลอยกลับเข้าสู่ลานเรือนของกู้หยวนชิง ทะลุผ่านหน้าต่างเข้าไป กลับเข้าฝักดังเดิม
"เมื่อครู่พวกเราพูดถึงไหนกันแล้วนะ? อ้อ ใช่แล้ว เจ้าเคยได้ยินว่ามีปรมาจารย์ยุทธ์ท่านใดจะมาบ้างหรือไม่?" กู้หยวนชิงยิ้มอย่างเฉยเมย
ซวีอู๋สิงไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาได้ยินเสียงลูกศรสัญญาณแจ้งเหตุศัตรูบุกและขอความช่วยเหลือของหน่วยเหยี่ยวเทวะเมื่อครู่ เสียงค่อนข้างไกล หากเขาเดาไม่ผิด กู้หยวนชิงตรงหน้านี้คือการควบคุมกระบี่ไปสังหารศัตรูที่อยู่ไกลออกไปแล้วก็กลับมา
และผู้ที่สามารถบุกขึ้นมาบนภูเขาเป่ยเฉวียนได้ในเวลานี้ หากไม่ใช่คนโง่ ก็ต้องเป็นยอดฝีมือ
ความเป็นไปได้ที่ใหญ่กว่าย่อมเป็นยอดฝีมือที่ไม่เกรงกลัวทหารองครักษ์ มั่นใจในฝีมือของตนเองอย่างเต็มที่ แม้จะพบเห็นปรมาจารย์ยุทธ์ก็ยังมีโอกาสหลบหนีได้!
แต่คนเช่นนี้ หรือว่าจะถูกสังหารจากระยะหลายลี้ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ?
ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้ในใจของซวีอู๋สิงยิ่งดิ่งลงไปอีก นี่หมายความว่าเกรงว่าต่อให้เขาคว้าโอกาสหลบหนีไปได้ ก็อาจจะถูกสังหารกลางอากาศเหมือนคนผู้นั้น!
เขาบีบยิ้มออกมากล่าว "การกระทำของปรมาจารย์ยุทธ์ ไหนเลยจะเป็นสิ่งที่พวกข้าจะสามารถหยั่งรู้ได้ ต่อให้มาถึงภูเขาเป่ยเฉวียนแล้ว หากไม่จงใจปล่อยข่าวออกมา ก็ยากที่จะมีใครสังเกตเห็น"
...
รองผู้บัญชาการหน่วยเหยี่ยวเทวะ หยวนอิ้งซง ยืนอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่งกลางเขา มองดูศพที่เปื้อนเลือดอยู่แทบเท้า เห็นเพียงว่าที่คอของมันมีรูโหว่ขนาดใหญ่ ใบหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่แข็งค้าง
"นี่คือ...นักฆ่าปีศาจ เซินถูหง! ถูกกระบี่เดียวแทงทะลุลำคอ ไม่สิ น่าจะถูกกระบี่ทะลวงผ่านลำคอ"
เขารู้จักคนผู้นี้ ในฐานะรองผู้บัญชาการทหารองครักษ์ ภาพวาดทั้งหมดในบัญชีดำล้วนต้องจดจำไว้ในใจ
เขาเงยหน้ามองขึ้นไป นึกถึงเสียงกระบี่หวีดหวิวที่ได้ยินตอนที่เพิ่งจะทะยานขึ้นมาบนภูเขาเป่ยเฉวียน ในใจก็ตัดสินได้แล้ว
"ปรมาจารย์ยุทธ์อายุยี่สิบเอ็ดปี หรืออาจจะเหนือกว่าปรมาจารย์ยุทธ์ด้วยซ้ำหรือ?" อัจฉริยะเช่นนี้ ทำให้หยวนอิ้งซงผู้ซึ่งติดอยู่ที่ขั้นยุทธ์แท้จริงระดับแปดมานานสิบเอ็ดปีถึงกับอดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้
"ท่านแม่ทัพ!"
จางจั๋วที่ตามมาก็ลงมายืนบนก้อนหินข้างๆ เขาเห็นใบหน้าของศพชัดเจน ก็ตกใจในทันที "อันดับสี่ในบัญชีดำ เซินถูหง หรือว่าจะเป็นท่านแม่ทัพที่สังหาร?"
หยวนอิ้งซงเหลือบมองจางจั๋วแวบหนึ่ง ไม่ได้ตอบ หากข้าสามารถสังหารเซินถูหงได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ก็คงจะไม่ได้เป็นเพียงแค่รองผู้บัญชาการทหารองครักษ์แล้ว
จางจั๋วก็รู้ว่าตนเองพูดผิดไป สีหน้าค่อนข้างกระอักกระอ่วนถาม "หรือว่าจะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ที่ราชสำนักอุปถัมภ์ท่านใดลงมือหรือขอรับ?"
"อย่าได้ถามมาก นำศพกลับค่าย ข้าจะลงไปดูทหารที่ตีนเขา"
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ตีนเขาเป่ยเฉวียน ห่างจากค่ายทหารองครักษ์หนึ่งลี้ข้างทาง ศีรษะหนึ่งถูกแขวนไว้บนต้นไม้
เบื้องล่าง ปักแผ่นไม้สูงหนึ่งจั้ง บนนั้นเขียนอักษรตัวใหญ่เปื้อนเลือดหลายตัว
ผู้บุกรุกเขตต้องห้าม ฆ่าโดยไม่มีการอภัยโทษ!
ทหารที่ปักแผ่นไม้นี้เพิ่งจะจากไป กลุ่มคนในยุทธภพก็พากันมาจากแดนไกล
"เมื่อคืนที่ตีนเขาเป่ยเฉวียนเห็นลูกศรคำสั่งสัญญาณของทหารองครักษ์ น่าจะเป็นคนผู้นี้ที่บุกเข้าไป ช่างกล้าไม่น้อย เพียงแต่ไม่คิดว่าจะถูกสังหาร!"
"มีสหายท่านใดพอจะรู้จักคนผู้นี้บ้างหรือไม่?"
"ให้ข้าดูหน่อย...เอ่อ ดูเหมือนจะหน้าไม่คุ้น"
"ข้ารู้แล้ว ข้าจำได้แล้วว่านี่คือใคร!" คนผู้หนึ่งร้องอุทานออกมา
"ใครกัน?"
ยังไม่ทันที่คนผู้นี้จะพูด ชายชราในชุดผ้าป่านเอวคาดน้ำเต้าคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลออกไปหน่อยพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "นักฆ่าปีศาจ เซินถูหง?"
"นักฆ่าปีศาจ เซินถูหง? หรือว่าจะเป็นอันดับสี่ในบัญชีดำผู้นั้น?"
"ใช่แล้ว คือเขาเอง ข้าเคยเห็นในภาพวาดที่สำนักเทียนเซ่อติดประกาศไว้ เมื่อครู่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นเขา"
ผู้คนในที่นั้นต่างก็สูดหายใจเข้าลึกๆ
นักฆ่าปีศาจ เซินถูหง ขั้นยุทธ์แท้จริงระดับเก้า โลดแล่นในยุทธภพมานานยี่สิบปี สังหารคนนับไม่ถ้วน เคยปะมือกับสิบสองมือปราบสวรรค์หลายคน ก็ยังคงลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย ไม่คิดว่าจะมาจบชีวิตลงที่นี่!