เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 เขาอยู่ระดับไหนกัน? จะมาเทียบกับเซี่ยงเยว่?

บทที่ 200 เขาอยู่ระดับไหนกัน? จะมาเทียบกับเซี่ยงเยว่?

บทที่ 200 เขาอยู่ระดับไหนกัน? จะมาเทียบกับเซี่ยงเยว่?


เลขาฯ เฉินมองสมุดบันทึกในมือของเซี่ยงเยว่ ในใจแอบด่าไอ้เด็กนี่ว่าเจ้าเล่ห์ชะมัด เขาอุตส่าห์ยอมถอยเรื่องการผ่อนชำระค่าที่ดินและเรื่องภาษีให้แล้ว เซี่ยงเยว่ยังจะเอาคณะกรรมการบริหารที่ฮ่องกงมาอ้างเพื่อกั๊กไว้อีก คนหนุ่มคนนี้รับมือยากกว่าที่คิด ภายนอกดูสุภาพบอกว่าจะไปปรึกษาหารือ แต่เนื้อในคือเอานโยบายของเมืองข้างๆ มาเป็นมีดจ่อคอหอยขู่เขา

คุยกันต่ออีกสองสามประโยค เลขาฯ เฉินก็เดินไปส่งเซี่ยงเยว่ที่ประตู เขาตบไหล่เซี่ยงเยว่เบาๆ "รองผู้ว่าฯ หวังจะมาตรวจงานเดือนหน้า ถ้าได้เห็นพิธีวางศิลาฤกษ์..." พูดยังไม่ทันจบ เลขาก็เรียกไว้ มีเอกสารด่วนจากสำนักงานคณะกรรมการพรรคเมืองต้องเซ็น

ที่ทางเดิน ฟางเหวินซานขยับเข้าไปใกล้เซี่ยงเยว่ "ได้ดีแล้วก็ควรพอนะ เลขาฯ เฉินยอมถอยเรื่องผ่อนจ่ายค่าที่ดินแล้ว เงื่อนไขของเมืองข้างๆ ก็คงไม่ได้ดีไปกว่านี้สักเท่าไหร่หรอก"

เซี่ยงเยว่มองฟางเหวินซานแล้วยิ้ม "อาฟาง สองสามวันนี้ผมเตรียมจะไปดูที่เมืองอื่นๆ ด้วย จะได้มีทางเลือกเยอะหน่อย"

ฟางเหวินซาน: "......" ช่างเถอะ ที่พูดไปก็เหมือนผายลม เซี่ยงเยว่ไม่ฟังเขาสักคำ การเจรจาในแวดวงราชการก็เหมือนทอด 'จือฟ่านเกา' (ข้าวเหนียวทอด) ไฟไม่ถึงก็ไม่กรอบ ไฟแรงไปก็ไหม้ เซี่ยงเยว่มีของดีอย่าง 'ตำแหน่งงาน' และ 'เงินทุนต่างชาติ' อยู่ในมือ ไม่ต้องกลัวว่าเลขาฯ เฉินจะไม่ตาลุกวาว

ฟางเหวินซานส่งเซี่ยงเยว่ที่หน้าประตูคณะกรรมการพรรคเมือง แล้วเดินกลับไปที่ห้องทำงานของเลขาฯ เฉิน เขายืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน มองดูเจ้านายใช้กระดาษทิชชูค่อยๆ เช็ดมือ เขารู้ดีว่าท่าทางแบบนี้คือรอให้เขาเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน

"เลขาฯ เฉินครับ เรื่องเซี่ยงเยว่เขา......"

"เล่าฟาง (ฟางแก่)" เลขาฯ เฉินพูดแทรก เปิดลิ้นชักหยิบซองบุหรี่ออกมา "คุณบอกความจริงกับผมมาหน่อย ไอ้หนุ่มนี่มันมาไม้ไหนกันแน่?" ซองบุหรี่ถูกดันมาตรงหน้าบนโต๊ะ

ฟางเหวินซานไม่กล้ารับบุหรี่ เขารู้ซึ้งถึงน้ำหนักของคำว่า 'บอกความจริง' ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้นำไม่ได้ต้องการแค่ประวัติพื้นเพธรรมดา แต่ต้องการจุดอ่อนที่สามารถใช้ควบคุมได้

"เซี่ยงเยว่ อายุยี่สิบ ตอนนี้เรียนอยู่ที่วิทยาลัยซิ่วหมิง สมัยก่อนเคยเป็นเด็กวิ่งงานให้พวกนักเลงในหมู่บ้านในเมือง แต่ยังไม่ทันก่อเรื่องก็กลับตัวเสียก่อน เริ่มฟอกขาวมาทำบริษัทอินเทอร์เน็ต" เขาพูดเหมือนท่องหนังสือ "ต่อมาได้รู้จักกับหลานชายของราชาเดินเรือ แล้วบังเอิญช่วยชีวิตราชาเดินเรือไว้ ทั้งสองคนเลยนับถือกันเป็นญาติบุญธรรม"

เลขาฯ เฉินแค่นหัวเราะ "ฟอกขาว? ผมว่าตอนนี้เขาขาวสะอาดยิ่งกว่าคนในวงการราชการซะอีก! ดูท่าทางเจรจาของเขาวันนี้สิ เขี้ยวลากดินยิ่งกว่าผอ.สำนักส่งเสริมการลงทุนที่ทำงานมาสิบปีซะอีก"

ท้ายทอยฟางเหวินซานเย็นวาบ ดูเหมือนท่าทีของเซี่ยงเยว่วันนี้จะทำให้เลขาฯ เฉินไม่พอใจเอามากๆ

"เลขาฯ เฉินครับ เซี่ยงเยว่คนนี้......" ฟางเหวินซานเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง "ภายนอกดูห่ามๆ แต่จริงๆ แล้วในใจเขารู้ดีกว่าใคร" "ที่ผมรู้จักเขา ก็เพราะบริษัทเขาทำเว็บไซต์ ข้อเสนอเรื่องการสร้างเครือข่ายตำรวจภายในที่เขาเสนอมา มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลจริงๆ ครับ" เขาหยุดเว้นจังหวะ "ราชาเดินเรือยอมลงทุนให้เขา คงไม่ใช่แค่เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวหรอกครับ สายตาไอ้หนุ่มนี่มันเฉียบคมจริงๆ"

"โห?" เลขาฯ เฉินถามขึ้นมาดื้อๆ "แล้วคุณไปรู้จักกับเขาได้ยังไง? คงไม่ใช่ว่าเคยจับเขามาก่อนหรอกนะ?"

ฟางเหวินซานกลืนน้ำลายเอือก บอกว่ารู้จักเพราะเปิดบริษัทอินเทอร์เน็ตแล้วยังจะถามอีก! จะให้พูดยังไงล่ะ? บอกว่ารู้จักกันเพราะเซี่ยงเยว่เอาข้อมูลรับสินบนของก่วนฉีเหว่ยมาประเคนให้งั้นเหรอ? เรื่องนี้พูดไม่ได้เด็ดขาด

"ลูกสาวผมกับเขา... เป็นเพื่อนนักเรียนกันครับ" ฟางเหวินซานพูดอย่างยากลำบาก "ก่อนหน้านี้พวกเขามีงานเลี้ยงรุ่น เซี่ยงเยว่ถามผมคำนึงว่าทำไมไม่ทำเครือข่ายตำรวจภายใน การจับกุมและการติดตามคนร้ายจะได้สะดวกขึ้น ก็เลยคุยกันถูกคอครับ"

แววตาของเลขาฯ เฉินเป็นประกายขึ้นมาทันที "ลูกสาวคุณกับเซี่ยงเยว่สนิทกันมากเหรอ?"

ฟางเหวินซานรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "แค่เพื่อนร่วมชั้นธรรมดาครับ ลูกสาวผมตอนนี้เรียนจบแล้ว แทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลย"

เลขาฯ เฉินยิ้ม ยิ้มจนฟางเหวินซานขนลุก "คนหนุ่มสาวคบหากันเป็นเพื่อนเป็นเรื่องดีนะ เป็นคนเก่งทั้งคู่ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันให้มากหน่อย ก็มีประโยชน์ต่อการทำงาน"

ฟางเหวินซาน: "......" ฟางเหวินซานไม่ได้ตอบรับ ก้มหน้ามองปลายรองเท้าหนังตัวเอง ในใจรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก สรุปว่าอ้อมโลกมาตั้งไกล คือต้องการจะใช้ลูกสาวเขาเป็นทางเจาะเข้าหาเซี่ยงเยว่ กล้าพูดยังไงเนี่ย ต่อให้อยากไต่เต้าแค่ไหน ก็ไม่ควรเอาลูกสาวแท้ๆ มาเป็นเบี้ยต่อรองสิวะ!

เลขาฯ เฉินเปลี่ยนหัวข้อสนทนา "ปีที่แล้ว GDP เมืองข้างๆ โตขึ้นห้าเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้พวกนั้นเชิดหน้าจนรูจมูกบานแข่งกับฟ้าแล้ว" เขาดึงลิ้นชักหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมา หัวข้อตัวแดงของสำนักงานสถิติมณฑลดูบาดตาเหลือเกิน เขาเคาะนิ้วลงบนอันดับรั้งท้ายของเมืองหยางในตาราง "ถ้าเราปล่อยให้เงินทุนต่างชาติก้อนนี้หลุดมือไปอีก คุณว่าพวกตาแก่พวกนั้นจะพูดยังไง?"

ฟางเหวินซานกวาดตามองตัวเลขในเอกสาร กัดฟันจนปวดกราม เขารู้ลูกไม้ของ 'กลุ่มขั้วอำนาจท้องถิ่น' ดี ถ้าโครงการสำเร็จ เลขาฯ เฉินได้กินเนื้อ พวกนั้นก็ได้กินน้ำแกง แต่ถ้าโครงการล่ม เลขาฯ เฉินซวย พวกนั้นก็ตบมือชอบใจ ส่วนเขาที่เป็นรองผู้กำกับ ถูกกำหนดให้ต้องยืนอยู่ข้างเลขาฯ เฉินไปแล้ว ก่วนฉีเหว่ยเป็นคนของกลุ่มขั้วอำนาจท้องถิ่น การไปแตะต้องเขาก็คือการไปแตะต้องเนยแข็งของคนอื่น ไม่มีทางให้ถอยกลับแล้ว

เลขาฯ เฉินถามอีก "เล่าฟาง คุณพูดมาตามตรง ไอ้เด็กนี่มันมีทางหนีทีไล่จริงๆ หรือแค่ขู่ให้กลัว?"

"เซี่ยงเยว่น่าจะไม่ได้เอาเมืองข้างๆ มาขู่เฉยๆ หรอกครับ" เขาจำใจต้องตอบรับ "ในมือเขามีเงินทุนต่างชาติและการจ้างงาน ไปที่ไหนใครก็อ้าแขนรับ ถ้าไปเมืองข้างๆ จริง เงื่อนไขที่ทางนั้นเสนอให้ไม่มีทางแย่ไปกว่าเรา แถมที่นั่นยังไม่มีใครมาคอยขัดแข้งขัดขาด้วย"

"ขัดแข้งขัดขา?" เลขาฯ เฉินแค่นเสียงเย็นชา "จะขัดแข้งขัดขาก็ต้องรอให้เรารั้งเงินทุนต่างชาติไว้ได้ก่อน ถ้าคนยังรั้งไว้ไม่ได้ จะพูดอะไรได้อีก" เขาหยุดครู่หนึ่ง "เล่าฟาง คุณสนิทกับเสี่ยวเซี่ยง ต่อไปคุณไม่ต้องยุ่งเรื่องอื่น ให้โฟกัสแค่โครงการนี้ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยมาคุยกันใหม่"

"ผมจะพยายามเต็มที่ครับ" ฟางเหวินซานทำได้แค่ตอบรับ ในใจด่าเลขาฯ เฉินไปหลายรอบ พูดง่ายจังนะ ไม่ดูเลยว่าเขามีปัญญาทำได้ไหม ก็สั่งเอาๆ เซี่ยงเยว่ใช่คนที่จะควบคุมง่ายๆ ซะที่ไหน? ไอ้เด็กนี่ตอนอยู่ฮ่องกงกล้าชนกับแก๊งมาเฟีย พอกลับมาก็เอาเรื่องเครือข่ายตำรวจมาขู่เขา เขาเนี่ยนะจะไปควบคุมเซี่ยงเยว่? เขาโดนเซี่ยงเยว่ควบคุมจนกระดิกตัวไม่ได้ต่างหาก ถ้าเขามีปัญญาขนาดนั้น เขาจะมาเป็นรองผู้กำกับทำไม ไปเป็นผอ.สำนักส่งเสริมการลงทุนเลยไม่ดีกว่าเหรอ

เลขาฯ เฉินจิบชาอย่างพอใจ เปิดแฟ้มเอกสารไม่พูดอะไรอีก ฟางเหวินซานรู้ว่านี่คือการไล่ทางอ้อม จึงพูดลาแล้วเดินออกจากห้องไป

......

ณ ห้องวีไอพีชั้นสาม โรงแรมจินติ่ง

โคมไฟระย้าคริสตัลส่องแสงกระทบโต๊ะอาหารจนเป็นมันวาว เซี่ยงเยว่ยกขวดเหล้ารินให้หลิวเฉิงจี้ ด้านข้างจู้โจวกำลังแย่งนาฬิกาข้อมือกับก่งซา ของขวัญที่เซี่ยงเยว่ซื้อมาฝาก จู้โจวรู้สึกว่าเรือนของก่งซาสวยกว่าของตัวเอง

หลิวเฉิงจี้ถาม "เอ็งได้พูดเรื่องขยายถนนไหม?" พอเห็นหลานชายส่ายหน้า ปลายตะเกียบของเขาก็เคาะลงบนหัวปลา "ถ้าเขายอมถอย เอ็งก็ให้เขาเหมาสร้างถนนจากนิคมโลจิสติกส์เชื่อมไปถึงทางด่วนด้วยเลย"

กุ้งที่เซี่ยงเยว่คีบอยู่ร่วงกลับลงไปในจาน "สร้างถนนอย่างน้อยๆ ก็ต้องหลายล้านนะครับ"

"เมืองเป็นคนออกเงิน ถือเป็นโครงการสร้างผลงาน" หลิวเฉิงจี้ตักเต้าหู้มันปูขึ้นมา "การเจรจาในวงราชการต้องเหลือช่องว่างให้คนอื่นด้วย ถ้าเอ็งปิดทางจนหมด แล้วคนอื่นจะยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วม (หากิน) ได้ยังไง?" "แต่ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้จ้างนักข่าวมาสัมภาษณ์ ให้ฝ่ายบัญชีทำตัวเลขการลงทุนให้เป็นห้าร้อยล้าน แล้วสัปดาห์นี้เราตระเวนไปดูอีกสักสองสามเมือง" เต้าหู้ลื่นๆ ไหลลงถ้วย "วันที่รองผู้ว่าฯ หวังจะมาตรวจงานใกล้เข้ามาทุกที คนที่ควรร้อนใจคือเขา ไม่ใช่เรา"

ดวงตาเซี่ยงเยว่เป็นประกาย ยังไงคุณลุงก็เก๋ากว่าจริงๆ คิดครอบคลุมไปทุกด้าน ได้ฟังบทสนทนาระหว่างเซี่ยงเยว่กับหลิวเฉิงจี้ ยายหลิวก็อดทอดถอนใจไม่ได้ "เสี่ยวเยว่นี่ยิ่งโตยิ่งเก่งจริงๆ คุยธุรกิจกับเลขาฯ พรรคประจำเมืองได้แล้ว" นางชำเลืองมองเฉินเหวินที่กำลังกอดจานหมูแดงแทะ... ช่างเถอะ ถือซะว่านางคลอดหมูแดงออกมาก้อนนึงก็แล้วกัน

"กินเยอะๆ นะ การต่อสู้กับพวกขุนนางมันเปลืองสมอง" ยายหลิวคีบเนื้อปลาชิ้นโตให้เซี่ยงเยว่ พอหันมาเห็นเฉินเหวินก็ถลึงตาใส่ "กิน! กิน! กิน! วันๆ ดีแต่กิน ไม่ช่วยเสี่ยวเยว่ทำมาหากินเลยสักนิด!"

เฉินเหวินวางช้อนลง เบะปากจะร้องไห้อยู่รอมร่อ แม่ครับ ผมผิดอะไร...

จบบทที่ บทที่ 200 เขาอยู่ระดับไหนกัน? จะมาเทียบกับเซี่ยงเยว่?

คัดลอกลิงก์แล้ว