- หน้าแรก
- เลิกแก้ตัวได้แล้ว ใครๆก็บอกว่านายเป็นเจ้าพ่อ
- บทที่ 8 เปิดศึก
บทที่ 8 เปิดศึก
บทที่ 8 เปิดศึก
บทที่ 8 เปิดศึก
บ่ายคล้อย พระอาทิตย์ยังคงส่องแสงแรงกล้า คนกลุ่มหนึ่งเลี้ยวเข้าไปในตรอกฮว๋ายฮวา (ดอกขี้เหล็กจีน) บ้านเรือนเตี้ยๆ สองฟากฝั่งดูทรุดโทรมตามกาลเวลา
เป้าหมายของเซี่ยงเยว่ในครั้งนี้คือการซื้อบ้าน การเวนคืนที่ดินไม่เคยรอใคร
ถงเจ้าชี้ไปที่บ้านตึกสองชั้นหลังเล็กตรงหน้า “ลูกชายของยายเจ้าของบ้านติดหนี้บ่อน ตอนนี้กำลังร้อนเงินอยากรีบขาย”
เซี่ยงเยว่สังเกตเห็นคราบสีน้ำมันที่แห้งกรังอยู่แทบเท้า
ดูท่าทางบ้านคุณยายช่วงนี้คงไม่สงบสุขเท่าไหร่
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
ปาสื่อเคาะประตู “มีใครอยู่ไหมครับ?”
หน้าต่างชั้นสองเปิดผัวะ น้ำล้างกะทะกะละมังใหญ่ถูกสาดลงมา
“ซ่า!”
“ไสหัวไป! ไอ้พวกปล่อยกู้ดอกโหด ขอให้พวกแกตายไม่ดี!”
เซี่ยงเยว่ก้มมองคราบสกปรกบนเสื้อ
แม่งเอ๊ย! สูทพังไปอีกชุด เป็นคนดีทำไมมันเปลืองเสื้อผ้ากว่าตอนเป็นนักเลงอีกวะ!
เหลียนหูปาดเศษผักออกจากหน้าเตรียมจะถีบประตู
เซี่ยงเยว่ยกมือห้ามเหลียนหูไว้ เงยหน้ามองหน้าต่างลายฉลุที่สั่นกึกกักบนชั้นสอง
“คุณยายครับ พวกเรามาขอซื้อบ้านครับ ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราเป็นคนค้าขายสุจริต”
หน้าของคุณยายหลิวโผล่มาที่หน้าต่าง ตะหลิวในมือถูกปาลงมา “เคร้ง!”
“ถุย! หน้าด้าน เดือนที่แล้วไอ้พวกที่มาสาดสีน้ำมันก็บอกว่าเป็นคนสุจริตเหมือนกัน!”
เธอกำขอบหน้าต่างแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
กลุ่มที่ห้าแล้ว จะไม่ให้คนแก่มีชีวิตอยู่เลยหรือไง!
ปากบอกว่าเป็นคนดี ไอ้คนใส่เสื้อลายดอกคราวที่แล้วน่ารังเกียจที่สุด
ปากบอกจะมาซื้อบ้าน พอลับหลังกลับสาดสีแดงใส่ป้ายวิญญาณบรรพบุรุษในห้องโถง
เธอจ้องมองเหลียนหูหน้าตาถมึงทึงกับปาสื่อที่มีรอยแผลเป็นบนหน้า หัวใจเต้นรัวด้วยความกลัว
ไอ้พวกที่มาคราวนี้หน้าตาชั่วกว่าชุดก่อนๆ อีก!
เซี่ยงเยว่เห็นสถานการณ์ก็พอจะเดาออกว่ายายแกเจออะไรมาบ้าง
บริษัทปล่อยกู้พวกนี้ไม่มีรายไหนไม่เกี่ยวข้องกับมาเฟีย ชอบใช้ความรุนแรงทวงหนี้ ยิ่งลูกชายยายหลิวไปกู้เงินจากบ่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เขากวักมือเรียกฟางเค่อเอ๋อร์ กระซิบสั่งงานเบาๆ
เรื่องแบบนี้ ให้ผู้หญิงออกหน้าจะคุยง่ายกว่าเยอะ
ไอ้คนที่เขาพามาด้วยแต่ละคน หน้าตาไม่เหมือนคนดีเลยสักคนจริงๆ
ฟางเค่อเอ๋อร์เดินไปข้างหน้า เขย่งเท้าเล็กน้อย โบกซองเอกสารในมือ น้ำเสียงอ่อนหวาน
“คุณยายคะ พวกหนูมาขอซื้อบ้านจริงๆ ค่ะ”
เธอหยิบใบอนุญาตประกอบธุรกิจออกจากซองเอกสาร ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ดูสิคะ พวกเราเป็นบริษัทถูกต้องตามกฎหมาย เรามานั่งคุยกันดีกว่า ถ้าตกลงกันได้ เราวางมัดจำให้ก่อนเลยค่ะ”
ยายหลิวมองสำรวจฟางเค่อเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า
แม่หนูคนนี้หน้าตาสะสวย น้ำเสียงก็นุ่มนวล หรือว่าจะมาซื้อบ้านจริงๆ?
เธอลอบมองเหลียนหูแวบหนึ่ง
ช่างเถอะ... ไม่กล้ามองหน้ามันจริงๆ
จู่ๆ เหลียนหูก็เกาท้ายทอยยิ้มแป้นจนเห็นเขี้ยว “บริษัทพวกเราจ่ายประกันสังคมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ด้วยนะจ๊ะยาย!”
ปาสื่อรีบควักบัตรพนักงานออกมาโชว์บ้าง พยายามฉีกยิ้มที่เป็นมิตรที่สุด (แต่ดูสยอง)
เซี่ยงเยว่หลุบตาลงซ่อนรอยขำ รอยยิ้มแบบนี้มันไปเรียนมาจากเถ้าแก่หวังขายปลาที่ตลาดสดชัดๆ เอาไว้หลอกคนแก่โดยเฉพาะ
ยายหลิวมองดูคนข้างล่าง คลำรูปถ่ายลูกชายในกระเป๋าเสื้อ ขอบตาแดงก่ำ
ถ้าหาเงินไม่ได้ พี่เปียวคงสับนิ้วลูกชายเธอแน่!
ต่อให้คนพวกนี้จะมาหาเรื่องแล้วยังไงล่ะ
โดนรังแกมาตั้งกี่ครั้งแล้ว จะโดนอีกสักครั้งจะเป็นไรไป
เรื่องลูกชายจะชักช้าไม่ได้แล้ว เผื่อว่าพวกเขาจะมาซื้อบ้านจริงๆ
คิดได้ดังนั้น ยายหลิวก็เดินขาสั่นลงมาจากชั้นบน
ประตูเปิด “เอี๊ยด” ยายหลิวปรากฏตัวหลังประตู
เซี่ยงเยว่สำรวจหญิงชรา สายตาไปหยุดอยู่ที่นิ้วมือของแก
นิ้วมือหยาบกร้านของยายหลิวพันด้วยเทปพันสายไฟสีดำหลายรอบ สีหมองคล้ำ ขอบเทปเริ่มรุ่ย
เหมือนกับมือของแม่ในความทรงจำของเซี่ยงเยว่ไม่มีผิด วิธีทำแผลแบบนี้ประหยัดเงินที่สุด แถมยังทำงานต่อได้ไม่สะดุด
แววตาของเซี่ยงเยว่ฉายแววสงสารวูบหนึ่ง
เป็นแม่คนต้องเข้มแข็ง ชีวิตไม่ง่ายเลยจริงๆ!
เขาถอยหลังไปสองก้าวอย่างแนบเนียน เปิดทางให้ฟางเค่อเอ๋อร์ที่เป็นมิตรที่สุดเข้าไปเจรจา
ยายหลิวพาพวกเขาเข้าไปนั่งในห้องโถง
“นั่งกันก่อนนะ ที่บ้านไม่มีใบชา ดื่มน้ำเปล่าได้ไหม?”
ยังไม่ทันที่เซี่ยงเยว่จะตอบ ยายหลิวก็หันหลังเดินเข้าครัว
เซี่ยงเยว่ส่งสายตาให้ปาสื่อ ปาสื่อรีบตามเข้าไปช่วยยายแกทันที
ไม่นาน ทั้งสองก็ยกน้ำเปล่ามาวางบนโต๊ะ
หลังจากพูดคุยทักทายตามมารยาท ก็เริ่มเจรจาเรื่องราคากันอย่างเป็นทางการ
ฝ่ายหนึ่งอยากขาย อีกฝ่ายอยากซื้อ การเจรจาจึงราบรื่น
สุดท้าย ตกลงราคากันได้ที่ 2 แสนหยวน สำหรับบ้านตึกสองชั้นหลังนี้
“คุณยายคะ นี่เงินมัดจำห้าหมื่น ส่วนที่เหลือทำเรื่องโอนเสร็จแล้วจะจ่ายให้ทันทีค่ะ”
ฟางเค่อเอ๋อร์ดันซองกระดาษสีน้ำตาลไปตรงหน้า
ยายหลิวกำลังจะยื่นมือไปรับ ข้างนอกก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์ดัง “บรู๊นๆ” สนั่นหวั่นไหว
ไอ้หัวทองสามคนถีบประตูรั้ว เดินอาดๆ เข้ามาอย่างวางก้าม
หัวหน้าแก๊งหัวทองพอเข้าลานบ้านมา ก็สังเกตเห็นพวกเซี่ยงเยว่ทันที
แต่งตัวดูดีเชียว ดูยังไงก็ไม่ใช่เพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียน
บนโต๊ะยังมีโฉนดกับเงินสดวางอยู่
ใจมันกระตุกวูบ
เชรด! โชคดีที่กูมาทัน ยายแก่นี่กะจะขายบ้านหนี!
ไอ้หัวทองโกรธจนควันออกหู ถ้าปล่อยให้คนพวกนี้ซื้อไปได้ มันคงโดนพี่เปียวกระทืบตายแน่
“ยายแก่ไม้ใกล้ฝั่ง กล้าขายบ้านเหรอวะ?” ไอ้หัวทองสะบัดใบแจ้งหนี้ มีดพกดีด “ผึง” ออกมา
“บ้านหลังนี้ใช้ขัดดอกได้แค่สองแสน! ยังขาดอีกแสนนึง รีบหามาจ่ายซะ”
ได้ยินคำนี้ หัวสมองยายหลิวก็วิงเวียนไปหมด
ไอ้เดรัจฉานพวกนี้!
เดือนที่แล้วตกลงกันว่าคืนแค่แสนเดียว ตอนนี้ดอกทบต้นกลายเป็นสามแสน แถมยังจับตัวลูกชายไว้เป็นตัวประกัน
ยายหลิวน้ำตาไหลพราก ในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
จบกัน พวกคุณเซี่ยงต้องเปลี่ยนใจแน่ๆ
ใครจะอยากมามีเรื่องกับพวกนักเลง เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้น
ถ้าขายบ้านไม่ได้ แล้วลูกชายจะเป็นยังไง?
เธอเหลือบไปเห็นขวดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มุมห้อง ความคิดเด็ดเดี่ยวพลันผุดขึ้นมา
อายุปูนนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว!
เธอคว้าตะหลิว พุ่งเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต
“ฉันจะสู้กับพวกแกให้ตายไปข้าง!”
ฟางเค่อเอ๋อร์ตาไวมือไว พุ่งเข้าไปกอดเอวคุณยายไว้แน่น
กลิ่นกอเอี๊ยะโชยเข้าจมูก ทำเอาเธอรู้สึกจุกในอก
ถงเจ้าสังเกตเห็นสายตาของยายหลิว จึงแอบเตะขวดยาฆ่าแมลงเข้าไปซ่อนใต้ตู้
“การซื้อขายจบลงแล้ว คนนอกกรุณากลับไป” เซี่ยงเยว่ค่อยๆ ปลดกระดุมแขนเสื้ออย่างใจเย็น สายตาเย็นเยียบจ้องมองไอ้หัวทอง
ปาสื่อเดินเงียบๆ ไปที่ประตู แล้วปิดประตูลงอย่างรู้งาน
เขาไม่ใช่คนแก่ไม่มีทางสู้ เขามีทั้งแรงและลูกไม้แพรวพราว
ถงเจ้าหยิบกล้องดิจิตอลออกมา ไฟสถานะสีแดงสว่างวาบ
ไอ้หัวทองโกรธจนแทบระเบิด
คนพวกนี้ไม่เห็นหัวมันเลยสักนิด! กำแหงนักนะ!
บ้านยายหลิวมันมาตั้งหลายรอบ ถ้าจะรู้จักคนใหญ่คนโตจริง คงออกมาช่วยนานแล้ว ไม่รอจนป่านนี้หรอก
ก็แค่พวกขี้เก๊ก อยากโชว์พาว เดี๋ยวโดนสักทีสองทีก็หายซ่า
คิดได้ดังนั้น มันก็ตะเบ็งเสียงข่มขู่
“ไอ้พวกโง่นี่เป็นใครวะ อย่าแส่หาเรื่อง ไสหัวไป”
“ที่นี่ฉันซื้อไว้แล้ว” เซี่ยงเยว่จิบน้ำ มองพวกมันด้วยสายตาเหมือนกำลังดูตัวตลก
ไอ้หัวทองมองเหลียนหูอย่างหวาดระแวง
ไอ้ยักษ์นี่ตัวใหญ่ฉิบหาย สู้ตัวต่อตัวคงไม่ไหว
อ้างชื่อพี่เปียวดีกว่า ในเขตซิ่วหมิง น้อยคนนักที่จะกล้าไม่ไว้หน้าพี่เปียว
มันข่มความโกรธ กัดฟันขู่
“กูไม่สนว่ามึงจะซื้อหรือไม่ซื้อ แต่ที่นี่พี่เปียวจองแล้ว ไม่อยากเดือดร้อนก็ไสหัวไป”
“หึ งั้นก็ให้ไอ้พี่เปียวในปากมึงมาคุยเอง มึงมันแค่ขยะ ไสหัวออกไปซะ”
เซี่ยงเยว่ตอบอย่างรำคาญ เขาไม่มีอารมณ์จะมาต่อล้อต่อเถียงกับลิ่วล้อกระจอก
ไอ้หัวทองโกรธจนหน้าแดงก่ำ
“สัด! กล้าปาดหน้าเค้กธุรกิจของพี่เปียว มึงรนหาที่ตาย!”
มันกวัดแกว่งมีดพก พุ่งเข้าใส่เซี่ยงเยว่อย่างรวดเร็ว ปลายมีดเล็งไปที่เป้าหมาย
“ปัง!” เหลียนหูเข้ามาขวาง สวนด้วยลูกเตะกวาด เข้าที่ข้อมือของไอ้หัวทองอย่างแม่นยำ
เสียงกระดูกลั่น “กร๊อบ” ดังสนั่น พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของไอ้หัวทอง
ข้อมือของมันบิดงอผิดรูป มีดพกร่วงลงพื้น
ถงเจ้าถ่ายวิดีโอไปพากย์ไป “กระดูกเรเดียลหัก บาดเจ็บเล็กน้อยระดับสอง แต่ไม่เป็นไรครับ ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรม”
ลูกน้องไอ้หัวทองได้สติ คว้าท่อนเหล็กเตรียมจะพุ่งเข้ามา
เซี่ยงเยว่พุ่งเข้าไปประชิดตัว มือข้างเดียวคว้าข้อมือมันไว้แล้วบิดอย่างแรง
ท่ามกลางเสียงกระดูกร้าวเบาๆ เซี่ยงเยว่ก้มลงกระซิบข้างหูมัน
“งานนี้กูรับจบแล้ว ไม่ว่าพวกมึงจะเล่นไม้ไหน กูก็พร้อมรับมือ”
“พวกมึงแม่งรนหาที่ตาย!” ไอ้หัวทองเจ็บจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก มือสั่นระริกคว้าโทรศัพท์รุ่นพีเอชเอส (Xiaolingtong) ขึ้นมา
“พี่เปียว! มีคนมาตัดหน้าแย่งของที่ตรอกฮว๋ายฮวา! พาพวกพี่น้องมาที...”