- หน้าแรก
- เลิกแก้ตัวได้แล้ว ใครๆก็บอกว่านายเป็นเจ้าพ่อ
- บทที่ 1 ตื่นมาก็โดนลักพาตัว
บทที่ 1 ตื่นมาก็โดนลักพาตัว
บทที่ 1 ตื่นมาก็โดนลักพาตัว
【ท่านผู้อ่าน โปรดฝากสมองของท่านไว้ตรงนี้ รถไฟกำลังจะออกเดินทาง โปรดเตรียมตัวให้พร้อม! ฉากหลังคือโลกคู่ขนาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคล้ายคลึงกับดาวสีน้ำเงิน ไม่ต้องไปซีเรียสกับมันมากนัก!】
“อ๊าก! หยุดนะ! อย่า!”
เปลือกตาหนักอึ้งราวกับมีตะกั่วมาถ่วง พยายามแค่ไหนก็ลืมไม่ขึ้น
หัวสมองยุ่งเหยิง ทั้งอึดอัดและหนักตื้อ
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังเข้าหูของเซี่ยงเยว่
แม่งเอ๊ย ใครดูหนังโป๊แล้วเปิดลำโพงวะ
ปกติฉันดูตอนดึกๆ... ถุย ทุเรศ
เดี๋ยวนะ ทำไมหัวฉันปวดขนาดนี้?
เซี่ยงเยว่พยายามขยับตัวอย่างยากลำบาก มือถูกมัดงั้นเหรอ?
“ปล่อยฉันนะ พวกแกไม่รู้เหรอว่าพ่อฉันเป็นใคร เตรียมตัวตายได้เลย”
“หึหึ นังหนู มาถึงขั้นนี้แล้วปากยังดีอยู่อีก หันมาดูสถานการณ์ตัวเองหน่อยดีกว่ามั้ง”
เสียงตวาดของผู้หญิง และเสียงเยาะเย้ยของดังเข้าหูเขาอย่างชัดเจน
เซี่ยงเยว่รวบรวมแรงทั้งหมดที่มี แล้วลืมตาขึ้น
ที่แท้ก็ไม่ใช่หนังโป๊
ฉากนี้มัน...
ทำไมมันเหมือนวันที่โดนลักพาตัวเมื่อยี่สิบปีก่อนเลยวะ?
หลังจากมึนงงอยู่ครู่สั้นๆ เซี่ยงเยว่ก็เข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง
เซี่ยงเยว่เริ่มเข้าวงการนักเลงตั้งแต่อายุ 16 มีพี่น้องข้างกายไม่กี่คน ต่อมาก็ขยายอิทธิพลจนยิ่งใหญ่ สร้างตำนานความรุ่งโรจน์
แต่อายุ 29 ก็ต้องเข้าคุก พี่น้องถ้าไม่โดนจับก็ล้มตาย
ไอ้พวกผู้ใหญ่ที่หนุนหลังสุดท้ายก็โยนความผิดทั้งหมดมาลงที่เขาคนเดียว เดิมทีโทษแค่สามปี
แต่เซี่ยงเยว่กลับแจ็คพอตแตก โดนไปสิบปี เพิ่งจะออกมาได้ปีกว่าๆ
วันนี้ ‘ถงเจ้า’ เพื่อนรักออกจากคุก ทั้งสองคนเลยดื่มกันหนักไปหน่อย
พอตื่นขึ้นมา ดันย้อนกลับมาเมื่อ 20 ปีก่อนซะงั้น
ที่นี่คือโรงงานร้าง ตัวเขาถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้
เก้าอี้ข้างๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกมัดอยู่ด้วย เธอคือ ‘ฟางเค่อเอ๋อร์’ ลูกสาวของผู้กำกับสถานีตำรวจ ใบหน้ารูปไข่ แต่งหน้าสโมคกี้อายจัดจ้าน
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฟางเค่อเอ๋อร์คือชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปี สวมชุดหนัง ในมือถือกระบองไฟฟ้า
เจ้านี่คือ ‘ปาสื่อ’ (งูบาก) หัวหน้าแก๊งเล็กๆ ในเขตซิ่วหมิง
เซี่ยงเยว่ทบทวนเรื่องราวทั้งหมดในหัวอย่างละเอียด
ชาติที่แล้ว เซี่ยงเยว่เดินอยู่บนถนนดีๆ จู่ๆ ก็ถูกปาสื่อลักพาตัวมา
ไม่ใช่แค่นั้น ฟางเค่อเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พลอยโดนลูกหลงถูกจับมาด้วย
เขากับฟางเค่อเอ๋อร์ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แค่ตอนเดินสวนกัน ผมของฟางเค่อเอ๋อร์บังเอิญไปพันเข้ากับหมุดโลหะบนเสื้อเขาพอดี
ใครจะไปคิดว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย
ปาสื่อเข้าใจผิดคิดว่าฟางเค่อเอ๋อร์เป็นผู้หญิงของเขา
มันตั้งใจจะทรมานฟางเค่อเอ๋อร์เพื่อข่มขู่เซี่ยงเยว่ แต่เกิดพลาดพลั้ง แทงฟางเค่อเอ๋อร์เข้าจริงๆ
เซี่ยงเยว่ฉวยโอกาสชุลมุนหนีรอดออกมาได้
พอออกมาถึงได้รู้ว่า ฟางเค่อเอ๋อร์เป็นลูกสาวของรองผู้กำกับฯ ระดับเมือง แก๊งของปาสื่อเลยโดนกวาดล้างจนราบคาบ
เชรด ย้อนเวลามาช่วงนี้ก็สวยสิวะ ทุกอย่างยังแก้ไขทัน!
ปาสื่อสังเกตเห็นเป็นคนแรกว่าเซี่ยงเยว่ตื่นแล้ว มันเอากระบองไฟฟ้าจิ้มไปที่หน้าของเซี่ยงเยว่พร้อมหัวเราะคิกคัก
“โย่ ลูกพี่เซี่ยงตื่นแล้วเหรอ มองแบบนั้นคืออะไร? อยากตบฉันเหรอจ๊ะ?”
“ปาสื่อ อีกไม่นานพวกถงเจ้าคงตามมาเจอ ถึงตอนนั้นเรื่องมันจะไม่ง่ายแบบนี้นะ” เซี่ยงเยว่หรี่ตา เงยหน้ามองปาสื่อ
“สัด!” จู่ๆ ปาสื่อก็ของขึ้น กระชากคอเสื้อเซี่ยงเยว่แล้วตะคอกใส่
“ตอนนี้มึงเป็นแค่นักโทษ! อยู่ในสภาพนี้ยังจะมาทำซ่างั้นเหรอ เซี่ยงเยว่! ทั้งหมดนี้มึงบีบกูเอง มึงไม่ให้ทางคนอื่นเดิน งั้นพวกเราก็ตายไปพร้อมกันนี่แหละ”
“อ้าว พูดสิวะ เซี่ยงเยว่!” ปาสื่อยิงอารมณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยวดูน่ากลัว
มันก็ไม่อยากจะก่อเรื่องหรอก แต่ครึ่งปีมานี้ ธุรกิจของมันโดนเซี่ยงเยว่แย่งไปจนหมด คนทั้งเขตซิ่วหมิงต่างพากันหัวเราะเยาะมัน มันไม่มีทางเลือกแล้ว
“ปาสื่อ เรามาร่วมมือกันได้นะ คนของแกบวกกับคนของฉัน เราจับมือกันยึดครองเขตซิ่วหมิงได้เลย” เซี่ยงเยว่มองไปที่มีดพกที่เอวของปาสื่อ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
เขาตัดสินใจว่าจะต้องทำให้ปาสื่อสงบลงก่อน เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมในชาติที่แล้วเกิดขึ้นซ้ำ
ปาสื่อมองเขาด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ มันชี้หน้าเซี่ยงเยว่
“เซี่ยงเยว่ มึงอย่ามาหลอกกู มึงทำงานโคตรจะเผด็จการ ถ้ามึงคิดจะร่วมมือ มึงคงทำไปนานแล้ว”
“ปาสื่อ แกอย่าให้มันมากนัก ฉันเห็นว่าแกยังพอมีความกล้าหรอกนะ เรามันก็นักเลงเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องให้ปลาตายตาข่ายขาด (พังกันไปข้าง) หรอกจริงไหม ว่ามาคำเดียว” เซี่ยงเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ฟางเค่อเอ๋อร์จ้องมองทั้งสองคนตาไม่กระพริบ นี่มันการเจรจา... นี่ฉันหลงเข้ามาอยู่กลางวงเจรจาของแก๊งมาเฟียเหรอเนี่ย!
ปาสื่อกลอกตาไปมาเหมือนกำลังใช้ความคิด
มันเริ่มลังเล ถ้าอยู่ดีกินดีได้ ใครมันจะอยากเอาชีวิตไปเสี่ยง
“เซี่ยงเยว่ มึงอย่าหลอกกูนะ มึงจะรับประกันได้ยังไงว่าพูดแล้วจะทำจริง” ปาสื่อจ้องเขม็งไปที่เซี่ยงเยว่
“เชรด ไอ้โง่เอ๊ย นี่ไม่ใช่ฮ่องกงนะเว้ย หรือต้องให้ฉันทำพิธีสามมีดหกรูสาบานตนก่อน?” เซี่ยงเยว่ขยับตัวดิ้นสองสามที “รีบมาแก้มัดให้ฉัน พรุ่งนี้พาพี่น้องของแกไปหาฉันที่ถิ่นได้เลย”
ปาสื่อกวักมือเรียก “กูจะเชื่อมึงสักครั้ง” มันส่งสัญญาณให้ลูกน้องไปแก้มัดให้เซี่ยงเยว่
เซี่ยงเยว่ลุกขึ้นยืน หมุนข้อมือคลายเมื่อยไปมา เขาปรายตามองปาสื่อแวบหนึ่ง
ทันใดนั้น เซี่ยงเยว่ก็พุ่งเข้าประชิดตัวปาสื่ออย่างรวดเร็ว มือคว้าไปที่เอวของปาสื่อ ดึงมีดพกออกมาอย่างแม่นยำ
มืออีกข้างกระชากผมปาสื่อไว้แน่น แล้วดึงหัวมันหงายไปข้างหลังอย่างแรง
ปาสื่อร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พยายามดิ้นรนขัดขืน เซี่ยงเยว่ซัดลูกเตะเข้าที่หน้าอกมันเต็มแรง
ปาสื่อร้องอึก ล้มลงไปนอนคุดคู้ ร่างกายชักกระตุกอยู่บนพื้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ทุกคนยังตั้งตัวไม่ทัน
ลูกน้องสามคนทั้งตกใจทั้งลนลาน รีบพุ่งเข้ามา
หนึ่งในนักเลงถือท่อนเหล็ก ฟาดเข้ามาที่หัวของเซี่ยงเยว่
เซี่ยงเยว่เอียงตัวหลบ คว้าแขนมันไว้แล้วบิดอย่างแรง
“กร๊อบ!”
เสียงกระดูกลั่น แขนของเจ้านักเลงบิดงอผิดรูป ท่อนเหล็กหล่น “เคร้ง” ลงพื้น มันร้องโหยหวนลงไปกองกับพื้น
นักเลงอีกสองคนเห็นสภาพนี้แล้ว... โหดเกินไปแล้ว สู้ไม่ไหวแน่
ลูกพี่ยังโดนเก็บเรียบ ตอนนี้ไม่หนีแล้วจะรอหาพระแสงอะไร
ทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วหันหลังวิ่งหนีทันที
ฟางเค่อเอ๋อร์มองดูเหตุการณ์นี้อย่างเหม่อลอย หน้าอกตูมๆ ของเธอกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
เซี่ยงเยว่เหลือบมองเธอ แล้วใช้มีดตัดเชือกที่ตัวเธอขาด สั่งเสียงเข้มว่า “ไป จับพวกมันมัดไว้”
“หา! ให้ฉันไปมัดพวกเขาเหรอ?” ฟางเค่อเอ๋อร์ตะลึง
เซี่ยงเยว่กลอกตามองบน ยัยนี่มันบื้อหรือไง คนนึงสู้ คนนึงมัด ก็แฟร์ๆ กันดีนี่หว่า
โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอก! ต้องเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกันก่อนถึงจะไว้ใจกันได้!
เซี่ยงเยว่มองเธอด้วยสายตาเย็นชา แล้วเอ่ยปาก “ถ้าเธอไม่มัดพวกมัน ฉันก็จะจับเธอมัดซะ”
ฟางเค่อเอ๋อร์ก้มหน้างุด บ่นพึมพำ “ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำสักหน่อย ฉันแค่กำลังคิดว่าฉันผูกเป็นแต่เงื่อนโบว์ผีเสื้อ ถ้าพวกมันหลุดหนีไปได้จะทำยังไง”
เซี่ยงเยว่: “......”
เขาเข้าใจผิดเอง ขอโทษที... ยัยนี่แม่งก็ตัวอันตรายเหมือนกัน
“เร็วเข้า มัดๆ ไปเหอะ ไม่เน้นความสวยงาม!” เซี่ยงเยว่เร่ง
ฟางเค่อเอ๋อร์กัดฟัน หยิบเชือกบนพื้นขึ้นมา แล้วจับสองคนนั้นมัดไว้
“สุดยอด” เซี่ยงเยว่จิ้มไปที่โบว์ผีเสื้อบนข้อมือของนักเลง “ฝีมือระดับนี้ไปสมัครงานร้านกิ๊ฟช็อปได้เลยนะเนี่ย”
ในชาติที่แล้ว หลังจากฟางเค่อเอ๋อร์ตาย พ่อของเธอก็คลั่ง ไล่ถล่มแก๊งต่างๆ ไปสามแก๊งในเวลาแค่ปีเดียว
แต่ก็เพราะเหตุนี้แหละ เซี่ยงเยว่ถึงได้มีโอกาสผงาดขึ้นมา
ฟางเค่อเอ๋อร์ได้ยินคำชมของเซี่ยงเยว่ ก็ก้มหน้าลงจนใบหูแดงระเรื่อ
เซี่ยงเยว่ดึงฮู้ดเสื้อของฟางเค่อเอ๋อร์เล่น ทั้งสองสบตากัน “ตอนนี้พวกเราเป็นพวกเดียวกันแล้วนะ ออกไปแล้วต้องพูดยังไงรู้ใช่ไหม... พวกเราแค่ป้องกันตัว”
พูดจบ เซี่ยงเยว่ก็ยัดมีดพกใส่มือฟางเค่อเอ๋อร์ “เธอแย่งมีดมาป้องกันตัว ส่วนฉันเป็นพลเมืองดีที่เข้ามาช่วย”
ฟางเค่อเอ๋อร์มึนตึ๊บไปทั้งตัว เธอเนี่ยนะ? แย่งมีดป้องกันตัว?
เซี่ยงเยว่ไม่สนใจเธออีก หันหลังกลับไปลากตัวปาสื่อมาวางบนเก้าอี้ เขาเอามีดตบๆ ไปที่หน้าของปาสื่อสองสามที
แล้วถามว่า “มือถือฉันอยู่ไหน?”
“อยู่ในกระเป๋ากางเกงกู” ปาสื่อโพลงออกมา ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว “ปล่อยกูไปเถอะนะ กูไหว้ล่ะ พี่เยว่”
เซี่ยงเยว่ล้วงมือถือของตัวเองออกมา...
จากนั้นก็แทงมีดสวนไปข้างหน้าอย่างแรง!
ฟางเค่อเอ๋อร์กรีดร้องลั่น รีบเอามือปิดตา