เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41: เพื่อนร่วมห้อง

บทที่ 41: เพื่อนร่วมห้อง

บทที่ 41: เพื่อนร่วมห้อง


บทที่ 41: เพื่อนร่วมห้อง

โม่ซิ่วตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็คงจะเป็นวิชาเอกด้านการจู่โจมนั่นแหละ เพราะวิชาเอกอย่างอื่นคงไม่เหมาะกับฉันสักเท่าไหร่”

“ยอดไปเลย!” เฮาเหรินอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น “เพราะฉันเองก็เลือกวิชาเอกด้านการจู่โจมเหมือนกัน!”

“บางทีพวกเราอาจจะได้อยู่ห้องเดียวกันก็ได้นะ”

เฮาเหรินเป็นคนที่นิสัยดีมาก เพราะเขาอธิบายทุกอย่างตั้งแต่การต่อแถวยันการลงทะเบียนเรียน ซึ่งโม่ซิ่วก็รู้สึกขอบคุณเขามาก สุดท้ายพวกเขาแลกเบอร์เอาไว้ติดต่อกัน

ในที่สุดก็ถึงคิวของโม่ซิ่วแล้วที่จะต้องเข้าไปลงทะเบียนในห้องที่มีขนาดใหญ่มากโดยที่มีอาจารย์ห้าคนนั่งอยู่ข้างในห้อง

โม่ซิ่วเดินเข้าไปในห้องนั้นและไปนั่งต่อหน้าอาจารย์ทั้งห้าคน

การจ้องมองของอาจารย์จับจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าพวกเขา พวกเขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองโม่ซิ่วเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าพวกเขาเหนื่อยหลังจากทํางานมาทั้งวัน

"ชื่อ!"

"โม่ซิ่วครับ!"

เมื่อเหล่าอาจารย์ได้ยินชื่อของโม่ซิ่วพวกเขาก็เงยหน้าขึ้นและมองไปที่โม่ซิ่วทันที

"เธอคือโม่ซิ่วเหรอ?"

โม่ซิ่วตอบอย่างสุภาพว่า "ครับอาจารย์"

“โฮ้ ฉันดูผลการสอบของเธอแล้ว เธอเหมาะสมมากที่จะเลือกเรียนวิชาเอกด้านการจู่โจม”

"ผมกำลังคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกันครับ" โม่ซิ่วตอบ

“เธอยังต้องคิดอะไรอีก? ด้วยพลังของเธอ ไม่มีวิชาเอกไหนแล้วนอกจากวิชาเอกด้านการจู่โจมที่เหมาะกับเธอ”

โม่ซิ่วที่ได้ยินดังนั้นจึงสับสน ส่วนอาจารย์ก็ทําอะไรไม่ถูก ดังนั้นเขาจึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาและยื่นให้โม่ซิ่ว

“เอาล่ะ กรอกแบบฟอร์มนี้ด้วย หลังจากที่เธอกรอกแล้ว ฉันจะแจกแจงตารางเรียนกับหอพักให้เธอ”

โม่ซิ่วหยิบมันขึ้นมาดู

“ชื่อ รายละเอียดติดต่อ วิชาเอกที่เลือก ความถนัด”

เมื่ออาจารย์เห็นแบบฟอร์มลงทะเบียนของโม่ซิ่ว ลูกตาของพวกเขาก็แทบจะถลนออกมา

เขามองไปที่โม่ซิ่วด้วยความไม่เชื่อและพูดว่า “โม่ซิ่ว นี่นายแน่ใจแล้วใช่มั้ยว่านายเลือกถูกแล้วน่ะ?”

โม่ซิ่วเหลือบไปมองกระดาษของเขาและพูดว่า "ครับอาจารย์ ได้โปรดช่วยกรอกลงไปในคอมพิวเตอร์ตามนั้นเลยครับ”

สุดท้ายอาจารย์ทั้งห้าก็ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้และกรอกข้อมูลของโม่ซิ่วลงในคอมพิวเตอร์

“การลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ ตารางเรียนของเธอเป็นแบบที่ 6 ส่วนหอพักของเธอคือหอพักที่ 9 ห้อง 312”

โม่ซิ่วยืนขึ้นและพูดกับอาจารย์ว่า “ขอบคุณครับอาจารย์”

อาจารย์โบกมือและกระซิบว่า “พวกเด็กหนุ่มสาวสมัยนี้ชอบทำให้พลังของตัวเองสูญเปล่าไปจริงๆ”

โม่ซิ่วเดินชนกับเฮาเหรินทันทีที่เขาก้าวออกมาจากห้อง

เมื่อเห็นโม่ซิ่วเฮาเหรินก็เดินเข้ามาทันทีและถามว่า "โม่ซิ่วนายอยู่หอพักไหนเหรอ? นายอยู่ในหอพักเดียวกับฉันรึเปล่า? ฉันน่ะอยู่หอพักหมายเลข 2 ห้อง 517”

แต่หลังจากที่เฮาเหรินได้ยินคำตอบของโม่ซิ่วแล้ว เฮาเหรินจึงพูดขึ้นด้วยความไม่เชื่อทันที

"ใช่เหรอ? ฉันได้ยินมาจากอาจารย์ว่านักศึกษาที่เรียนวิชาเอกด้านการจู่โจมจะหอพักหมายเลข  1 กับ 2 นี่ แล้วทำไมนายถึงไปอยู่หอพักที่ 9 ได้ล่ะ”

“อ้อ ฉันลืมบอกนายน่ะว่าฉันเปลี่ยนใจเพราะฉันไม่ได้เลือกวิชาเอกด้านการจู่โจม”

"แล้วนายเลือกอะไรเหรอ?" เฮาเหรินถามด้วยความสงสัย “วิชาเอกด้านความคล่องตัวเหรอ?”

ในใจของ เฮาเหรินมีเพียงวิชาเอกด้านความคล่องตัวและวิชาเอกด้านการจู่โจมเท่านั้นที่เหมาะกับโม่ซิ่ว ดังนั้นถ้าไม่ใช่วิชาเอกด้านการจู่โจมโม่ซิ่วจะต้องเลือกวิชาเอกด้านความคล่องตัวอย่างแน่นอน

โม่ซิ่วส่ายหัว“ไม่ใช่หรอก ฉันเลือกวิชาเอกด้านการสนับสนุนน่ะ”

"ห้ะ?!" เฮาเหรินถามด้วยความตกใจ.!! “โม่ซิ่วนี่นายบ้าไปแล้วเหรอ? พลังของนายน่ะสุดยอดมากขนาดนั้นแล้วทำไมนายถึงได้วิชาเอกด้านการสนับสนุนล่ะ?”

"ฮ่ๆๆ ก็นายบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าพวกทายาทของผู้มีอำนาจมันกจะชอบไปเรียนวิชาเอกที่มีผู้หญิงเยอะๆน่ะ? นอกจากนี้นายยังบอกด้วยว่าผู้หญิงส่วนมากก็ชอบเรียนวิชาเอกด้านการสนับสนุนด้วย?”

หวังหยูเคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน เนื่องจากข้อจํากัดทางร่างกาย สรีระของผู้หญิงจึงเหมาะสมกับวิชาเอกด้านการสนับสนุน ในขณะที่สรีระของผู้ชายจะเหมาะกับการโจมตีมากกว่า

เฮาเหรินมองไปที่โม่ซิ่วและพูดด้วยความไม่เชื่อว่า "แล้วนายเป็นทายาทของพวกมีอำนาจพวกนั้นด้วยเหรอ? นายถึงต้องไปเรียนวิชาเอกที่มีผู้หญิงเยอะๆน่ะ?”

"อะไรกันๆ" โม่ซิ่วยิ้ม “ฉันดูไม่เหมือนเหรอ?”

หลังจากพูดแบบนั้น โม่ซิ่วก็หันหลังกลับและเดินจากไป ปล่อยให้เฮาเหรินยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง

….

โม่ซิ่วเดินลากกระเป๋าไปที่หอพักหมายเลข 9 ก่อนที่โม่ซิ่วจะเดินเข้าไป เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งออกมา

“อ้าว หอพักหมายเลข 9 นี่ ถ้าที่นี่มีแต่ผู้หญิงแล้วฉันจะเข้าไปได้ยังไงล่ะเนี่ย?” โม่ซิ่วคิด

หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่นอกประตูทางเข้าหอพักสักพัก โม่ซิ่วก็เห็นผู้ชายเดินออกมา ดังนั้นโม่ซิ่วจึงเดินเข้าไปอย่างสบายใจและไม่คิดอะไรอีก

หลังจากที่เดินเข้าไป โม่ซิ่วก็เข้าใจทันทีว่าหอพักนั้นเป็นเหมือนกับอพาร์ตเมนต์ ซึ่งหอพักทุกหอจะมีความเป็นอิสระ ดังนั้นผู้ชายและผู้หญิงจึงสามารถอาศัยอยู่ในหอพักเดียวกันได้

โม่ซิ่วเข้ารายงานตัวครั้งแรกกับห้องนิติบุคคลที่ชั้นหนึ่ง ซึ่งคนเฝ้าทางเข้าออกหอพักนั้นเป็นชายแก่ที่ดูมีอายุประมาณ 60 ปี

โม่ซิ่วเคาะประตูและเดินเข้าไป "สวัสดีครับ ผมเป็นนักศึกษาใหม่จะมาขอกุญแจห้องครับ"

ผู้ดูแลเหลือบไปมองโม่ซิ่วและถามว่า "ชื่อล่ะ?"

“ผมชื่อโม่ซิ่ว ผมอยู่ห้อง 312 ครับ”

“เอาล่ะ ที่นี่มีกฎอยู่สี่ข้อ  1 ห้องจะต้องสะอาด ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ตรวจห้อง แต่ฉันจะคอยเข้าไปดูเป็นบางครั้งดังนั้นอย่าฉันให้รู้ว่าห้องสกปรกเด็ดขาด”

"สอง นายห้ามต่อสู้ภายในหอพักนี้โดยเด็ดขาดเช่นกัน!"

“สาม ถึงหอพักนี้จะมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงพักอยู่ แต่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงห้ามอยู่ในห้องนอนเดียวกัน ดังนั้นถ้าหากนายหรรมแข็งจนทนไม่ไหวก็ให้ออกไปทำกันที่อื่น”

“และอย่างที่สี่ นายจะต้องรายงานทุกครั้งถ้าหากนายจะไม่กลับมาที่หอพักเป็นเวลานาน”

หลังจากที่ผู้ดูแลพูดจบเขาก็ยื่นคีย์การ์ดให้โม่ซิ่ว

โม่ซิ่วหยิบคีย์การ์ดและเดินออกไปอย่างเงียบๆ

เขาเดินขึ้นไปที่ชั้นสามและเห็นห้อง 312 หลังจากนั้นเขาได้ใช้คีย์การ์ดเปิดประตู และทันทีที่เขาเข้าไปในห้อง เขาก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

แม้ห้องนี้จะไม่ใหญ่ แต่มันกลับสะอาดและดูเรียบๆ ซึ่งมันมีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ มีสองห้องนอน และมีระเบียง

ซึ่งโดยรวมแล้วมันดูค่อนข้างคล้ายกับห้องในบ้านเก่าของโม่ซิ่ว

และเนื่องจากไฟในห้องนั่งเล่นเปิดอยู่ ดังนั้นแสดงว่าเพื่อนร่วมห้องของเขาจะต้องมาถึงก่อนโม่ซิ่วแล้วแน่ๆ

โม่ซิ่วจึงตะโกนถามออกไปเบาๆ

"มีใครอยู่ในห้องรึเปล่าครับ?"

หลังจากนั้นก็มีคนวิ่งออกมาจากห้องนอนห้องหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ได้ใส่เสื้อแต่มีร่างกายที่ดูแข็งแรงมาก ซึ่งร่างกายของคนๆนี้ใหญ่กว่าโม่ซิ่วมาก

“มีสิๆๆ ว่าไง! ฉันชื่อตงฟาง นายคงเป็นเพื่อนร่วมห้องของฉันสินะ?”

หลังจากที่ตงฟางเดินเข้ามาใกล้ๆโม่ซิ่ว โม่ซิ่วจึงเห็นว่าตงฟางนั้นสูงมาก ซึ่งอาจจะสูงมากกว่า 1.9 เมตรด้วยซ้ำ นอกจากนี้กล้ามเนื้อของตงฟางยังดูแน่นมากๆ

แต่ถึงแม้ว่าร่างกายของตงฟางจะดูน่ากลัว แต่ตงฟางกลับให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะรูปลักษณ์และน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตรของเขาก็ได้

โม่ซิ่วยื่นมือออกไปและจับมือของตงฟาง “ดีครับ ผมชื่อโม่ซิ่ว นี่นายเองก็เรียนวิชาเอกด้านการสนับสนุนด้วยใช่มั้ย?”

สิ่งที่ทําให้โม่ซิ่วประหลาดใจมากที่สุดคือตงฟางนั้นดูเหมือนนักศึกษาที่เรียนวิชาเอกด้านการจู่โจมมากกว่าวิชาเอกด้านการสนับสนุนด้วยซ้ำ

ตงฟางเกาหัวเล็กน้อยและพูดว่า “อันที่จริงฉันเองก็กะว่าจะลงเรียนวิชาเอกด้านการจู่โจมนี่แหละ แต่แม่ของฉันบอกให้ฉันน่าจะหาแฟนในมหาวิทยาลัยได้ หลังจากที่คิดเรื่องนี้แล้วฉันก็เลยตัดสินใจลงเรียนวิชาเอกด้านการสนับสนุนแทนน่ะ”

โม่ซิ่วถึงกับสงสัยว่าอาจารย์ที่สํานักงานทะเบียนจงใจให้เขากับตงฟางอยู่ห้องเดียวกันแน่ๆ มิฉะนั้นคงยากที่จะบังเอิญที่ทั้งสองคนที่ควรจะเข้าเรียนในวิชาเอกด้านการจู่โจมกลับมาเจอกันที่หอพักในวิชาเอกด้านการสนับสนุนได้

อันที่จริง จุดประสงค์ที่แท้จริงของโม่ซิ่วในการเลือกเรียนวิชาเอกด้านการสนับสนุนคือการค้นคว้าข้อมูลของพลังเนตรแห่งพระเจ้าอย่างลับๆ

หลังจากที่มีพลังเนตรแห่งพระเจ้า โม่ซิ่วจึงรู้ว่าพลังเนตรแห่งพระเจ้านั้นไม่ใช่พลังธรรมดา

ในสนามมวยเถื่อน แม้แต่พลังของซู่จินก็ยังไม่สามารถตรวจจับพลังเนตรแห่งพระเจ้าของโม่ซิ่วได้…

จบบทที่ บทที่ 41: เพื่อนร่วมห้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว