เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39: โรงแรมเฟ่ยหลง

บทที่ 39: โรงแรมเฟ่ยหลง

บทที่ 39: โรงแรมเฟ่ยหลง


บทที่ 39: โรงแรมเฟ่ยหลง

ในอีกสองวันต่อมาโม่ซิ่วนั้นรู้สึกผ่อนคลายมาก เขาได้ไปเที่ยวทุกที่กับแม่ของเขาและรู้สึกสบายใจมาก

โม่ซิ่วอาจไม่ได้กลับมาที่นี่อีกนานจากไปที่เมืองหยานจิ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องการใช้เวลากับแม่ของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และวันนี้ก็เป็นวันที่ 14 ของวันหยุดของเขา ซึ่งโม่ซิ่วจะต้องเดินทางไปที่หยานจิ่งในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นเขาจึงเก็บของโดยที่แม่ของเขาก็ช่วยเขาด้วย

ในขณะนี้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

เมื่อโม่ซิ่วเปิดประตูออกไปเขาก็เห็นว่าเป็นเจิ้งอี้ แต่ก่อนที่เจิ้งอี้จะทันได้พูดโม่ซิ่วก็ชิงปิดประตูไปทันที

เจิ้งอี้ตะโกนออกมาจากด้านนอกว่า “เฮ้! โมซิ่ว! ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย!”

โม่ซิ่วตอบว่า "ฉันบอกนายไปแล้วไม่ใช่เรอะว่าสองสามวันนี้นายไม่ต้องมาหาฉันน่ะ!"

เจิ้งอี้จึงเคาะอีกสองสามครั้งแล้วพูดว่า “เร็วเข้า เปิดประตูเถอะ วันนี้ฉันมีนัดกับเย่เฉียนและหลิวชิงหยูนะ”

จากนั้นโม่ซิ่วก็จําได้ว่าเขาต้องการเลี้ยงข้าวทั้งสองคนนั้นมาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่เคยได้ทำเลย

หลังจากที่โม่ซิ่วเปิดประตู เจิ้งอี้ก็เข้ามาและวิ่งไปที่โซฟาเพื่อจะฟ้องลี่หยวน

“คุณป้าครับ โม่ซิ่วน่ะมีเพื่อนเพียงไม่กี่คนแท้ๆ แต่เขากลับทำกับผมโดยการที่ปล่อยให้ผมอยู่ข้างนอกคนเดียวและพยายามจะตัดเพื่อนที่นัดว่าจะไปกินข้าวด้วยกันวันนี้ด้วยครับ!!”

หลี่หยวนนั้นรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างโม่ซิ่วและเจิ้งอี้ ดังนั้นเธอจึงรู้ว่าเขานั้นล้อเล่น

เธอแสร้งทําเป็นโกรธและพูดกับโม่ซิ่วว่า “โม่ซิ่ว ทำไมลูกถึงทำแบบนี้ล่ะ?! รีบไปหาเพื่อนของลูกเดี๋ยวนี้เลยนะ”

เจิ้งอี้มองไปที่โม่ซิ่วทันที ในขณะเดียวกันโม่ซิ่วก็มองไปที่แม่ของเขา เพราะวันนี้เขาคงไม่สามารถไปเที่ยวกับแม่ของเขาได้แล้ว

ดังนั้นโม่ซิ่วจึงเก็บของให้เป็นระเบียบอีกสักพักก่อนที่จะตามเจิ้งอี้ออกไป

หลังจากขึ้นรถ โม่ซิ่วจึงถามว่า "ทําไมนายถึงต้องชวนพวกเขาไปกินข้าววันนี้ด้วย?"

เจิ้งอี้พูดอย่างประชดประชันว่า “เอ้า! ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ? นายมีเวลามากรึไง?! จู่ๆนายก็หายตัวไปเป็นสิบวันพอนายย้ายบ้านมานายก็เอาแต่เที่ยวกับแม่ ถ้าวันนี้ฉันไม่บังคับให้นายมากับฉัน นายก็คงไม่ได้เจอกับพวกเขาอีกแน่ๆ”

โม่ซิ่วรู้ว่าครั้งนี้เขาผิดดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุยแทน "แล้ววันนี้พวกเราจะไปกินข้าวที่ไหนล่ะ?"

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เจิ้งอี้จึงหยิบการ์ดหนึ่งออกมาอย่างภาคภูมิใจและยื่นให้โม่ซิ่ว

"นี่มันบัตรสมาชิกระดับไดม่อนของโรงแรมเฟ่ยหลงไม่ใช่เหรอ?"

โม่ซิ่วตกใจมาก เพราะโรงแรมเฟ่ยหลงนั้นเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในเมืองชุน ถ้าหากพ่อของเจิ้งอี้มีบัตรใบนี้โม่ซิ่วก็คงจะไม่สังสัยอะไร แต่ทำไมเจิ้งอี้ถึงได้มีบัตรใบนี้ได้?

"เจิ้งอี้ นี่นายขโมยบัตรของพ่อนายมารึเปล่า?"

เมื่อเจิ้งอี้ได้ยินแบบนี้ เขาจึงทําตัวแปลกไป

“นี่มันบัตรของฉัน เมื่อวานฉันส่งข้อความไปถามเย่หยวนว่ามีร้านอาหารอะไรอร่อยๆแนะนําบ้างไหม หลังจากนั้นเขาก็ส่งบัตรนี้ให้กับฉัน”

โม่ซิ่วยิ้มและพูดว่า “ฉันไม่คิดเลยว่านายจะคุยกับเย่หยวนด้วย นี่พ่อของนายสั่งให้นายคุยกับเย่หยวนเยอะๆรึเปล่า?”

เมื่อโดนโม่ซิ่วมองออก เจิ้งอี้จึงพูดอย่างหงุดหงิดว่า “ไม่ใช่เรื่องของนายหรอกน่า! นอกจากนี้บัตรสมาชิกของพ่อฉันก็เป็นแค่บัตรแพลตตินั่มเท่านั้น ถ้าฉันเอาบัตรใบนี้กลับไปที่บ้าน สีหน้าพ่อของฉันจะต้องเปลี่ยนไปแน่ๆ ฮี่ๆๆๆ”

โม่ซิ่วถอนหายใจ เจิ้งอี้นั้นไร้ยางอายมากจริงๆ

พวกเขาเร่งความเร็วไปจนถึงโรงแรมเฟ่ยหลง ซึ่งหลิวชิงหยูก็กำลังรออยู่ที่นั่นแล้ว

โม่ซิ่วและเจิ้งอี้ลงมาจากรถและเดินเข้าไปเพื่อต้อนรับเขาทันที

โม่ซิ่วเป็นคนแรกที่พูด “ไงชิงหยู ขอโทษที่ทําให้นายต้องรอนะ รีบเข้าไปกันเถอะ!”

หลิวชิงหยูยังคงสงบนิ่งและสุภาพเช่นเคย หลังจากนั้นเขาได้พูดว่า “หืม? นายพูดอะไรน่ะ? ฉันเพิ่งมาถึงเองนะ”

หลังจากนั้นทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรม ทันทีที่พวกเขาเข้าไปพวกเขาก็เห็นความพิเศษปรากฎอยู่ทั่วทุกที่

มันต่างจากห้องโถงใหญ่ของร้านอาหารอื่นๆ เพราะสถานที่แห่งนี้มีเพียงพนักงานต้อนรับกับห้องโถงที่กว้างขวางและโซฟาที่ทอดยาวเป็นแถว

โรงแรมเฟ่ยหลงนั้นไม่มีบาร์สําหรับแขก แต่ทั้งล็อบบี้นั้นถูกใช้เพื่อรับรองแขกเป็นพิเศษ และเนื่องจากพวกเขามีระบบสมาชิกจึงมีเฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่สามารถได้สิทธิพิเศษที่มากขึ้น

เจิ้งอี้เดินตรงเข้าไปคุยกับแผนกต้อนรับในขณะที่โม่ซิ่วและหลิวชิงหยูนั่งบนโซฟาและพูดคุยกัน

โม่ซิ่วพูดว่า “ชิงหยู ขอบคุณที่ช่วยฉันในช่วงที่ฉันไม่อยู่นะ”

หลิวชิงหยูผายมือและพูดว่า “มันเป็นไรหรอก พวกเราสามคนก็เป็นเพื่อนกัน ถ้ามีอะไรที่ฉันช่วยได้ฉันก็ต้องช่วยอยู่แล้ว”

ก่อนที่โม่ซิ่วจะทันได้ตอบกลับ เจิ้งอี้ก็เดินกลับมาแล้ว

โม่ซิ่วถามว่า "เสร็จแล้วเหรอ"

“เรียบร้อย พวกเราได้ห้องที่ดีที่สุด เพราะงั้นพวกเรารีบขึ้นไปก่อนดีกว่า”

โม่ซิ่วมองไปที่ทางเข้าซึ่งเย่เฉียนนั้นยังมาไม่ถึง

เจิ้งอี้จึงเข้าใจทันทีและพูดกับหลิวชิงหยูว่า "ชิงหยู นายกับฉันน่ะขึ้นไปก่อนเถอะ ให้โม่ซิ่วรอเย่เฉียนอยู่ที่นี่แหละ"

“อืม พวกนายขึ้นไปก่อนเถอะ ฉันจะอยู่รอเอง”

ในขณะเดียวกัน เย่เฉียนก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงใหญ่พร้อมกับเอามือจับเข่าของเธอด้วยท่าทีที่หอบอย่างหนัก และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นเธอก็ได้เห็นโม่ซิ่ว

เธอวิ่งไปหาโม่ซิ่ว แต่เมื่อเธอยืนอยู่ตรงหน้าโม่ซิ่ว เธอก็ไม่รู้ว่าเธอจะต้องพูดอะไรดี

เธอโค้งขอโทษและพูดว่า "รุ่นพี่โม่ ขอโทษนะคะที่มาสาย"

โม่ซิ่วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและช่วยเย่เฉียนให้เงยหน้าขึ้น “อะไรกันๆ ไม่ต้องขอโทษหรอก วันนี้ฉันมาเลี้ยงอาหารพวกเธอนะ ทําไมเธอจะต้องขอโทษด้วย”

เย่เฉียนยืดตัวตงและไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร

โม่ซิ่วยิ้มและพูดว่า “รีบไปกันเถอะ”

เย่เฉียนจึงเดินตามหลังโม่ซิ่วและจัดการผมเพ้าของเธอทันที

...

บนชั้นแปด ในห้องที่สวยงามห้องหนึ่ง...

อย่างที่เจิ้งอี้พูดเอาไว้ นี่เป็นห้องที่ดีที่สุด เพราะไม่เพียงแต่มีโต๊ะทานอาหารเท่านั้น แต่ยังมีห้องนอน เลานจ์ และมีแม้กระทั่งสระว่ายน้ำอีกด้วย ซึ่งมันแทบไม่ต่างอะไรกับวิลล่าลอยฟ้าเลย

ก่อนที่พวกเขาจะเดินเข้าไปในห้อง อาหารก็พร้อมเสิร์ฟบนโต๊ะแล้ว ซึ่งโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหาร แต่โม่ซิ่วนั้นไม่สามารถแม้แต่จะเรียกชื่อของอาหารได้แม้แต่จานเดียว

ในตอนนี้จึงมีเพียงไม่กี่คนกําลังคุยกันด้วยความตื่นเต้น

โม่ซิ่วและเจิ้งอี้ขอบคุณหลิวชิงหยูและเย่เฉียนอีกครั้ง ที่ช่วยพวกเขาในตอนที่พวกเขาเผชิญกับความยากลำบาก

เจิ้งอี้ถามว่า “ชิงหยู นายจะไปเข้าเรียนที่ไหนต่องั้นเหรอ? คะแนนของนายน่าจะมากพอที่จะเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหยานจิ่งได้ ใช่มั้ย?”

หลิวชิงหยูยิ้ม “ใช่ คะแนนของฉันสูงพอ แต่ฉันน่ะไม่ชอบมหาวิทยาลัยหยานจิ่ง ฉันเลยจะไปที่มหาวิทยาลัยวู่แทน”

โม่ซิ่วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่คนที่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยหยานจิ่งได้ แต่กลับเลือกที่จะไม่ไปที่นั่น

“ทำไมล่ะ? นายไม่ชอบมหาวิทยาลัยหยานจิ่งตรงไหนงั้นรึ?”

หลิวชิงหยูส่ายหัวและพูดว่า “ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยหยานจิ่งแย่นะ แค่ฉันไม่อยากไปต่อที่นั่นเพราะเหตุผลส่วนตัวเท่านั้นเอง”

เมื่อเห็นว่าหลิวชิงหยูไม่เต็มใจที่จะเล่า โม่ซิ่วจึงไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม

เมื่อเห็นว่าเย่เฉียนยังคงเงียบอยู่ โม่ซิ่วจึงถามว่า “เย่เฉียน หลังจากที่เธอขึ้นม.6 แล้ว เธอได้คิดเอาไว้บ้างรึยังว่าจะไปเข้าเรียนต่อที่ไหน?”

เจิ้งอี้หยอกล้อ “ใช่ๆน้องเฉียน น้องจะไปเรียนต่อที่ไหนหรอ? หรือว่าจะไปที่มหาวิทยาลัยหยานจิ่งเพื่อไปต่อที่เดียวกับโม่ซิ่วรึเปล่าน้า?”

โม่ซิ่วนั้นต้องการให้เย่เฉียนผ่อนคลาย แต่หลังจากที่ได้ยินคําพูดของเจิ้งอี้ เธอจึงรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นไปอีก

ในขณะเดียวกัน เย่เฉียนได้มองไปที่โม่ซิ่วและก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน โทรศัพท์ของเย่เฉียนก็ดังขึ้น ซึ่งเธอหยิบมันออกมาและวางสายทันที

โม่ซิ่วถามว่า “เป็นอะไรรึเปล่า? ใครโทรหาเธอหรอ?”

เย่เฉียนส่ายหัวและพูดเบาๆว่า “เปล่าค่ะ แค่เบอร์แปลกเฉยๆค่ะ”

ก่อนที่เย่เฉียน ทันได้พูดจบก็มีสายโทรศัพท์ดังเข้ามาอีกสายหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าเย่เฉียนดูกังวลเล็กน้อย โม่ซิ่วจึงพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอก เธอออกไปรับสายก่อนก็ได้"

เย่เฉียนพยักหน้าและเดินออกไปข้างนอกเพื่อรับโทรศัพท์

...

อาหารมื้อนี้จบลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นพวกเขาสี่คนเดินก็ออกมาและเตรียมที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน

เย่เฉียนก้มหน้าลงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำและไม่กล้าพูดกับโม่ซิ่วเลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันออกไป เธอกําหมัดแน่นและพึมพํากับตัวเองว่า “เย่เฉียน เธอนี่มันไม่ได้เรื่องเลย ทำไมเธอถึงไม่กล้าบอกลาพี่โม่ซะล่ะ!”

เนื่องจากพวกเขาจะออกจากเมืองชุนไปในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อเตรียมตัว

โม่ซิ่วที่เพิ่งถึงบ้าน จู่ๆโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ดังนั้นเขาจึงหยิบมันออกมาและเห็นว่าคนที่โทรมาคือเย่หยวน

“ไงโม่ซิ่ว ฉันเพิ่งมาถึงโรงแรมเฟ่ยหลงเองนะ ทําไมนายถึงรีบกลับจังล่ะ?”

“ฉันแค่รีบกลับมาเก็บของและเตรียมตัวน่ะ ขอบคุณสำหรับอาหารวันนี้มากนะ”

“เฮ้ๆๆ ทําไมนายถึงต้องขอบคุณฉันด้วยล่ะ? เอาเถอะ นายไปจัดการเรื่องของนายต่อเถอะ เดี๋ยวฉันค่อยโทรไปทีหลังก็แล้วกัน”

โม่ซิ่วไม่ได้คาดคิดเลยว่าเย่หยวนจะเดินทางไปที่โรงแรมเฟ่ยหลงด้วยตัวเองแบบนี้..

จบบทที่ บทที่ 39: โรงแรมเฟ่ยหลง

คัดลอกลิงก์แล้ว