เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 นักรบในสายเลือดโดยแท้จริง

บทที่ 15 นักรบในสายเลือดโดยแท้จริง

บทที่ 15 นักรบในสายเลือดโดยแท้จริง


บทที่ 15 นักรบในสายเลือดโดยแท้จริง

การต่อสู้ครั้งนี้หวังเล่ยและหวังหยูนั้นตั้งใจจับคู่ เพราะทั้งมู่ชิงอี้และโม่ซิ่วนั้นมีพลังที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด

อันที่จริงมู่ชิงอี้นั้นควรจะชนะโม่ซิ่วได้ด้วยการควบคุมดาบสั้นของเธอ

แต่ผลลัพธ์ของการต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่คาดไม่ถึง แต่ในระหว่างการต่อสู้ความเด็ดขาดและการโจมตีอย่างสุดขั้วของโม่ซิ่วนั้นก็น่าประหลาดใจไม่แพ้กัน

“โม่ซิ่วเป็นผู้ชนะ! คาบเรียนต่อสู้วันนี้จบลงเท่านี้”

เสียงของหวังเล่ยนั้นดังจนทําลายความเงียบ หลังจากนั้นโม่ซิ่วและคนอื่นๆก็กลับไปยังห้องของพวกเขาเอง

หวังเล่ยพูดว่า "หวังหยู โครงการวิจัยล่าสุดของนายคืออะไรเรอะ?"

หวังหยูปรับแว่นตาของเขาและจ้องไปที่ด้านหลังของโม่ซิ่ว

“ฉันกำลังค้นคว้าเงื่อนไขและวิธีการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปลุกพลังสองอย่างได้ในครั้งเดียว”

เนื่องจากพวกเขาพูดกันตามปกติ ดังนั้นโม่ซิ่วจึงได้ยินการสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน

เมื่อเขาได้ยินว่า “เงื่อนไขและวิธีการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปลุกพลังสองอย่างได้ในครั้งเดียว” หัวใจของเขาก็แทบจะวูบลงกับพื้น หรือเป็นไปได้ไหมว่าการครอบครองพลังทั้งสองของเขาจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว?

โม่ซิ่วยังคงระงับอารมณ์ของเขาและกลับไปที่ห้องของเขาทันที

หวังเล่ยและหวังหยูเองก็กลับไปที่ห้องของพวกเขาเช่นกัน

ทันทีที่พวกเขาเข้าไปในห้องของพวกเขา หวังหยูได้กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ถัง โม่ซิ่วนั้นไม่ตอบสนองใดๆต่อสิ่งที่ผมพูดเลยครับ"

อาจารย์ถังลูบเคราของเขาแล้วพูดว่า “จริงๆด้วย เจ้าเด็กคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ว่าเขาจะมีพลังที่สองหรือไม่ก็ตามยังไงซะเขาก็ถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์และหาได้ยาก”

ในขณะเดียวกัน หวังเล่ยได้พูดแทรกว่า “การต่อสู้ของโม่ซิ่วเมื่อครู่นี้น่าตกใจจริงๆ แม้แต่ผมเองก็ยังไม่สามารถตอบโต้ได้ทันเลยด้วยซ้ำ”

อาจารย์ถังพยักหน้าและพูดว่า “ใช่ ความแข็งแกร่งของโม่ซิ่วนั้นไม่ได้มาจากการฝึกอย่างหนักของเขาเท่านั้น แต่เขาเป็นอัจฉริยะ ที่เกิดมาเพื่อเป็นนักรบอย่างแท้จริง”

...

โม่ซิ่วที่กลับมาที่ห้องของเขานั่งลงบนเตียงด้วยความตื่นตระหนก

“พวกเขารู้แล้วงั้นรึ? หรือว่าพลังเนตรแห่งพระเจ้ามันเด่นเกินไปจนพวกเขาสังเกตุเห็นได้กันแน่?”

หลังจากทั้คิดอย่างจริงจังแล้ว โม่ซิ่วจึงก็ค่อยๆสงบสติลง

ถ้าหากเขาถูกค้นพบพลังทั้งสองจริงๆ ก็ไม่จําเป็นต้องให้หวังหยูทดสอบเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาสามารถคุยกับโม่ซิ่วได้ตรงๆ

การสนทนาของเขากับหวังเล่ยเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือพยายามกดดันอยู่กันแน่?

ในตอนนี้เป็นไปได้มากว่าเขากําลังถูกกดดันอยู่ ถ้าหากมีใครที่คิดจะสงสัยในตัวของเขาคนๆนั้นก็น่าจะเป็นอาจารย์ถัง

อาจารย์ถังจะต้องมีแรงจูงใจอื่นในการให้โอกาสแบบนี้กับเขาเพื่อพาเขามาชั้นเรียนพิเศษแห่งนี้แน่ๆ

“เป็นไปไม่ได้ ถ้าทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้โดยอาจารย์ถัง ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ถังก็คือ...”

...

ขณะที่หวังเล่ย หวังหยู และ อาจารย์ถังกําลังคุยกันอยู่นั้นจู่ๆก็มีคนมาเคาะประตู

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

หวังหยูขมวดคิ้ว ใครกันที่มาหาเขาในเวลานี้?

"ใครน่ะ?"

“ผมโม่ซิ่วครับ ผมแค่อยากจะถามคําถามอะไรบางอย่างเท่านั้น อาจารย์สะดวกไหมครับ?”

หวังหยูมองไปที่อาจารย์ถัง โดยที่ไม่พูดอะไร จากนั้นเขาก็ยืนขึ้นและเดินไปที่ประตูเล็กๆบานหนึ่ง

หวังหยูเดินไปเปิดประตูและให้โม่ซิ่วเข้ามา

“อาจารย์ ผมมีคําถามบางอย่างที่ผมคิดคำตอบเท่าไหร่ก็ไม่ออก ผมเลยต้องมาหาอาจารย์ตอนนี้”

หวังหยูผายมือให้โม่ซิ่วนั่งลงก่อนจะพูดต่อไป

โม่ซิ่วสังเกตภายในห้องซึ่งมันใหญ่มากและมีอยู่สี่เตียง นอกจากนี้ยังมีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งเอาไว้ด้วย

หวังหยูจึงนั่งลงและพูดว่า "อยากรู้อะไรก็ถามมาเลย"

หลังจากที่โม่ซิ่วนั่งลง เขาพูดด้วยความเคารพว่า “ทําไมความแข็งแกร่งด้านพลังของผู้คนถึงได้แตกต่างกันครับ? ก่อนหน้านี้อาจารย์บอกว่าพลังของทุกคนมีประโยชน์ แต่ผมเองก็เคยเห็นพลังที่ไร้ประโยชน์มากมาย เช่น เพิ่มความแข็งแกร่งได้ 5% หรือพูดภาษาไก่ได้”

หวังหยูตอบว่า “พลังของบางคนนั้นอาจเหมาะสมเมื่อขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งการเพิ่มความแข็งแกร่งได้ 5% ใอาจมีประโยชน์มากใช้แรงงาน แม้ว่าพวกคนเหล่านั้นจะเป็นคนธรรมดาแต่การเสียสละของพวกเขานั้นจึงทำให้พวกเรามีสถานที่ในการที่ดีได้”

โม่ซิ่วที่เข้าใจจึงพูดว่า "อาจารย์ ผมยังมีอีกคําถามหนึ่ง..."

หลังจากนั้นโม่ซิ่วก็ถามคําถามทั่วไปก่อนที่จะแสร้งทําเป็นว่าเขาได้รับคำตอบอย่างแจ่มแจ้ง

ทันทีที่โม่ซิ่วจากไป อาจารย์ถังจึงเข้ามาจากประตูด้านหลังและนั่งที่ที่นั่งที่โม่ซิ่วเคยนั่ง

“ฮ่ะๆๆ น่าสนใจจริงๆดูเหมือนว่าตอนนี้เขากําลังตรวจสอบพวกเราอยู่นะ”

หวังหยูพยักหน้าและพูดว่า “อาจารย์ถัง เด็กคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ เขาคงสังเกตเห็นอะไรบางอย่างได้หลังจากที่เขาเข้ามาในห้อง บางทีเขาอาจจะสังเกตเห็นแผนผังของห้องก็เป็นได้”

“ถึงแม้ว่าเขาจะแสร้งทำเป็นสงบนิ่งตอนที่ฟังคำตอบ แต่ผมเห็นได้ชัดเจนว่าเขากําลังสังเกตทุกรายละเอียดภายในห้อง หลังจากที่ถามคําถามอีกสองสามข้อ เขาก็เริ่มมองไปที่อื่นๆ”

นอกจากนี้หวังเล่ยยังพูดเสริมอีกว่า “ผมเองก็เห็นเหมือนกัน ดูเหมือนเขาจะรู้ถึงความพยายามของพวกเราในการตรวจสอบเขาดังนั้นเขาจึงมาหาเราโดยเฉพาะ”

การกระทําของโม่ซิ่วนั้นไม่ได้ทำให้อาจารย์ถังโกรธ แต่อาจารย์ถังกลับยิ้มออกมากว้างๆแทน

“ฮ่าๆๆๆ เจ้าเด็กนี่น่าสนใจจริงๆ ถ้าอย่างนั้นฉันเองก็คงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ซะแล้ว”

หวังหยูถามว่า "อาจารย์ถัง ท่านต้องการให้เราทดสอบโม่ซิ่วต่อหลังจากที่ท่านจากไปแล้วหรือไม่?"

“ไม่จําเป็นหรอก ภารกิจของนายเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้นายไม่ต้องเฝ้าสังเกตุเขาแล้วแต่นายต้องช่วยเขาปกป้องความลับของเขาแทน”

หวังเล่ยและหวังหยูมองหน้ากัน พวกเขาไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร? อาจารย์ถังไม่ได้พาโม่ซิ่วมาที่นี่เพื่อค้นหาความลับของเขาหรอกเหรอ?

จากนั้น ประโยคต่อไปของอาจารย์ถังก็ทําให้ทั้งสองคนตกใจอย่างมาก

“แม้ว่านายจะบอกว่าโม่ซิ่วเป็นแค่คนนอกในตอนนี้ แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดฉันก็มีผู้สืบทอดวิชาของฉันแล้ว”

โม่ซิ่วนั้นไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น หลังจากกลับไปที่ห้องของเขา เขาก็เริ่มรู้สึกว่าการคาดเดาของเขาถูกต้อง

อาจารย์ถังนั้นอยู่ที่นี่ นอกจากนี้เขายังอยู่ในห้องพักครูอีกด้วย

โม่ซิ่วได้มองเข้าไปในห้องก่อนหน้านี้และพบว่ามีเพียงหวังเล่ยกับหวังหยูในห้องเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เห็นด้วยตาตัวเองว่ามีเตียงอยู่สามเตียง ซึ่งหมายความว่ายังมีอีกหนึ่งคนที่อยู่นั่ภายในห้อง

โม่ซิ่วยังคงเตรียมความพร้อมที่จะต่อสู้กับอาจารย์ถังในอนาคตด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะรู้แล้วว่าอาจารย์ถังได้ออกไปจากที่นี่ซะแล้ว

...

เช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งนี่เป็นวันที่สี่นับตั้งแต่โม่ซิ่วมาถึงที่นี่

เช่นเดียวกับสามวันที่ผ่านมา หวังหยูนั้นจะมาถึงห้องเรียนตรงเวลาทุกครั้ง

“จริงๆการเรียนวันนี้คือการอธิบายถึงสัตว์ร้ายโดยละเอียด แต่หลังจากที่คิดดูดีๆแล้วฉันเลือกที่จะไม่สอนเรื่องนั้น เพราะพวกเธอตอนนี้ยังไม่จําเป็นต้องมีรู้เรื่องนั้น และการบอกพวกเธอในตอนนี้ก็จะมีแต่การเพิ่มแรงกดดันให้กับพวกเธอเท่านั้น”

“บทเรียนสุดท้ายของวันนี้ไม่มีเนื้อหาและเป็นเพียงการถาม-ตอบเท่านั้น หากพวกเธอมีคําถามอะไรก็ถามมาซะ ตราบใดที่มันเป็นเรื่องที่ฉันรู้ ฉันจะบอกพวกเธออย่างละเอียดเอง”

แม้ว่าวันนี้จะไม่มีเรื่องเรียน แต่ทั้งคาบเช้าก็ไม่สูญเปล่าเพราะทุกคนเอาแต่ถามคําถาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โม่ซิ่วนั้นมีคําถามมากที่สุด โม่ซิ่วนั้นรู้ว่าเขามีความรู้น้อยที่สุดและไม่ต้องการเสียโอกาสนี้ไป ดังนั้นเขาจึงถามทุกคําถามที่เขาพยายามคิดได้

หลังจากเลิกเรียน โม่ซิ่วได้ถามว่า "อาจารย์ อาจารย์บอกว่าวันนี้เป็นคายเรียนสุดท้าย แล้วหลังจากนี้คาบเช้าผมต้องทำอะไรต่องั้นเหรอ?"

หวังหยูยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันบอกนายตั้งแต่วันแรกแล้วว่าหน้าที่หลักของชั้นเรียนระดับสูงนี้คือการเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ของนาย ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกนายจะต้องเขาเรียนคาบการต่อสู้ตลอดทั้งวันแทน”

เมื่อได้ยินแบบนี้นอกจากโม่ซิ่วแล้วทุกคนก็ถึงกับสะดุ้ง นั่นไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่ต้องการเข้าเรียนคาบการต่อสู้เพราะคาบการต่อสู้นั้นเป็นประโยชน์ต่อทุกคนมาก แต่มันก็ใช้พลังร่างกายมากเช่นกัน

เมื่อไม่กี่วันก่อน คาบการต่อสู้ในตอนบ่ายทําให้ทุกคนเหนื่อยแทบขาดใจ และตั้งแต่พรุ่งนี้คาบการต่อสู้จะเริ่มทั้งวัน นั่นหมายความพวกเขาจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ในช่วงบ่าย ทั้งสี่คนมายืนรออยู่ด้วยกันและกำลังรอคําสั่งของหวังเล่ยและหวังหยู

ทั้งสองคนนั่งลงบนเก้าอี้และกระซิบกัน

หลิวซี่หยาง ไม่พอใจในความพ่ายแพ้ของเขาเมื่อวานนี้ ดังนั้นเขาจึงอาสาพูดขึ้นว่า "อาจารย์ วันนี้ผมจะสู้กับใครหรือครับ?"

หวังเล่ยพูดด้วยหน้าบึ้งๆเล็กน้อย “นายจะสู้กับใครเรอะ? ฉันบอกนายสักคำรึยังว่าวันนี้จะมีการต่อสู้แบบตัวต่อตัวน่ะ?”

จบบทที่ บทที่ 15 นักรบในสายเลือดโดยแท้จริง

คัดลอกลิงก์แล้ว