- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 796 ลอบเข้าเมืองยามวิกาล
บทที่ 796 ลอบเข้าเมืองยามวิกาล
บทที่ 796 ลอบเข้าเมืองยามวิกาล
"หลังฟ้ามืด รอให้ผู้น้อยลอบเข้าเมืองไปสืบดูสักรอบ ความจริงย่อมกระจ่างเองขอรับ!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า อวิ๋นซูหลาน ไม่ได้เป็นเพียงบัณฑิตผู้ทรงความรู้เท่านั้น แต่เขายังเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเก้าขั้นสมบูรณ์แบบอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ เขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากองทัพมาโดยตลอด ประกอบกับฉายา 'บัณฑิตแห่งฉีซาน' ทำให้ความประทับใจแรกของใครหลายคนที่มีต่อเขา คือบัณฑิตผู้บอบบางอ่อนแอ จนละเลยเรื่องที่เขาใช้วิถีอักษรเข้าสู่วิถีมรรคา และมีตบะบารมีล้ำลึกไปเสียสนิท
ยามนี้ ทหารยามในเมืองสูญเสียทหารม้าไปเกือบหมื่นนาย ขุมกำลังหดหายไปมาก การป้องกันเมืองก็เต็มไปด้วยช่องโหว่ ด้วยระดับวรยุทธ์ของอวิ๋นซูหลาน การจะลอบเข้าไปสืบข่าวในเมืองเงียๆนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น
แน่นอนว่า หากจะอาศัยกำลังของเขาเพียงคนเดียวเพื่อฝืนเปิดประตูเมือง ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังรู้ว่า บริเวณประตูเมืองย่อมต้องมีทหารเฝ้ายามอย่างแน่นหนาและคุ้มกันอย่างเข้มงวด
ทว่า หลิงชวน กลับปฏิเสธข้อเสนอของอวิ๋นซูหลาน กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ต้องคอยควบคุมสถานการณ์โดยรวมและวางแผนอยู่ที่นี่ เรื่องนี้จะรบกวนท่านไม่ได้ ข้านำคนไปเองดีกว่า!"
ทุกคนพากันโบกมือห้ามปราม เอ่ยปากคัดค้าน "ท่านแม่ทัพ ไม่เหมาะนะขอรับ! เมืองฉินโจว ไม่เหมือนกับเมืองเฟิ่งโจวก่อนหน้านี้ ในเมืองไม่มีคนคอยรับรอง เสี่ยงอันตรายเกินไปแล้ว!"
หลิงชวนกลับยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ "แม้ระดับฝีมือของข้าจะสู้ท่านอาจารย์อวิ๋นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้อ่อนด้อยอย่างที่พวกเจ้าคิด ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็ไม่ได้ไปคนเดียวเสียหน่อย!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อวิ๋นซูหลานก็เข้าใจในทันที พยักหน้ากล่าว "มีนักพรตปู้จือแห่งอารามอวี้หวงคอยติดตามไปด้วย เช่นนั้นย่อมปลอดภัยไร้กังวล!"
จากนั้น หลิงชวนก็สั่งการอย่างเด็ดขาด ให้เครื่องยิงหินชะลอจังหวะลง เพื่อป้องกันไม่ให้กำแพงเมืองถูกทุบจนพังลงมาก่อนเวลาอันควร แล้วกองทัพใหญ่จะเข้าเมืองไม่ทัน ซึ่งจะทำให้โจวเลี่ยเกิดความสงสัย และชิงลงมือกับราษฎรในเมืองเสียก่อน
อีกทั้ง โจวเลี่ยในยามนี้ก็อยู่ในจุดที่ใกล้จะบ้าคลั่งเต็มที หากกำแพงเมืองถูกทุบพังลงมาก่อน เขาถูกบีบจนตรอก ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่ทำเรื่องรุนแรงอะไรไปมากกว่านี้
จากนั้น หลิงชวนก็เดินมาที่กระโจมอันเงียบสงบหลังหนึ่ง เห็นเพียงนักพรตปู้จือกำลังนั่งสมาธิเดินลมปราณอยู่ภายในกระโจม สีหน้าเรียบเฉย
เมื่อเห็นหลิงชวนมาถึง นักพรตปู้จือก็ค่อยๆลืมตาขึ้น พยักหน้าเล็กน้อย ถือเป็นการทักทาย หลิงชวนเองก็รู้ถึงนิสัยใจคอของคนผู้นี้ดี จึงบอกจุดประสงค์การมาเยือนไปตามตรงอย่างไม่อ้อมค้อม
ฝ่ายหลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าเบาๆ ตอบตกลง หลิงชวนเห็นดังนั้นก็ดีใจยิ่งนัก รีบประสานมือกล่าวขอบคุณ
ก่อนหน้านี้ อวิ๋นซูหลานเคยกล่าวไว้ว่า ระดับวรยุทธ์ของนักพรตปู้จือนั้นมีแต่จะสูงกว่าเขา ไม่มีทางต่ำกว่าแน่นอน เรื่องนี้ทำให้หลิงชวนตกตะลึงอย่างมาก ต้องรู้ไว้ว่า นักพรตปู้จือผู้นี้ นับนิ้วดูแล้วอายุเต็มที่ก็เพิ่งจะสามสิบต้นๆเท่านั้น แต่กลับมีตบะบารมีล้ำลึกถึงเพียงนี้ มองไปทั่วยุทธภพก็ยากจะหาใครเทียบเคียงได้
ทว่า อวิ๋นซูหลานก็เคยเอ่ยไว้เช่นกันว่า อีกฝ่ายน่าจะยังไม่บรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ เพราะเขายังสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายมรรคาวิถีแห่งฟ้าดินอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของยอดฝีมือระดับปรมาจารย์จากตัวนักพรตผู้นี้
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะออกเดินทาง ชางอิ๋งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความดีใจ เอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า "ท่านแม่ทัพ ท่านดูสิว่าใครมา?"
หลิงชวนเงยหน้ามอง ก็เห็นเพียงเด็กหนุ่มที่มัดผมจุกชี้ฟ้า สะพายกล่องไม้ใบใหญ่ไว้ด้านหลังคนหนึ่ง กับหลวงจีนน้อยหน้าตาหมดจดอีกคนหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันที่หน้าประตูกระโจม
สองคนนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็น เสิ่นชี่สุ่ย และหลวงจีนน้อยอีฉาน
"พวกเจ้ามาได้อย่างไร?" หลิงชวนดีใจยิ่ง รีบก้าวเข้าไปหา เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
"เดิมทีควรจะมาถึงตั้งนานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ได้ข่าวว่าท่านแม่ทัพไปที่ด่านเถี่ยเวิ่ง แต่พอข้ากับเจ้าลาโง่ (สรรพนามที่เสิ่นชี่สุ่ยใช้เรียกอีฉาน) ไปถึง ถึงได้รู้ว่าท่านแม่ทัพนำทัพจากไปแล้ว พวกเราก็เลยต้องรีบเร่งเดินทาง ในที่สุดก็ไล่ตามท่านแม่ทัพทันเสียที!" เสิ่นชี่สุยวางกล่องกระบี่เจ็ดดาวลงจากหลัง แล้วหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะมากระดกเข้าปากอึกใหญ่
จากนั้นเขาก็ส่งกาน้ำชาให้หลวงจีนน้อยอีฉาน ฝ่ายหลังดูจะสุภาพเรียบร้อยกว่ามาก แม้จะคอแห้งเป็นผงแล้ว แต่ก็ยังหยิบถ้วยชาออกมารินน้ำชาใส่ แล้วค่อยๆ ดื่มอย่างช้าๆ
"ข้ากำลังเตรียมจะเชิญท่านนักพรตเข้าเมืองไปตรวจสอบด้วยกันพอดี พวกเจ้ามาได้จังหวะจริงๆ!" หลิงชวนยิ้มพลางกล่าว
เสิ่นชี่สุ่ยได้ยินดังนั้น หน้าก็หงิกงอลงทันที โอดครวญว่า "ท่านแม่ทัพ ท่านทำแบบนี้ไม่ได้นะ! ก้นพวกเรายังไม่ทันจะอุ่น ท่านก็จัดแจงงานให้ทำเสียแล้ว? ต่อให้เป็นลาในหมู่บ้าน ก็ยังไม่ใช้งานหนักขนาดนี้เลยนะ?"
พูดจบ เขาก็ยื่นมือไปเคาะหัวหลวงจีนน้อยอีฉาน ถามด้วยรอยยิ้มกวนๆ "เจ้าว่าใช่หรือไม่ เจ้าลาโง่?"
ไม่พบกันเพียงไม่กี่เดือน ทั้งสองคนก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตขั้นเจ็ดกันหมดแล้ว สมกับเป็นสองยอดอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์สูงส่งที่สุดในบรรดาชาวยุทธ์รุ่นเยาว์จริงๆ
เมื่อได้สองคนนี้มาร่วมด้วย ความมั่นใจของหลิงชวนในการเดินทางครั้งนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ฟ้าเพิ่งจะมืดลง รัตติกาลก็เข้าปกคลุมผืนปฐพีอย่างสมบูรณ์ หลิงชวนนำทหารม้าหู่เปินห้าพันนาย ลอบมาที่นอกประตูทิศใต้ เพียงแต่ทหารม้าหู่เปินไม่ได้ปรากฏตัวบุ่มบ่าม แต่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในป่าบริเวณใกล้เคียง เตรียมพร้อมจะให้การสนับสนุนได้ทุกเมื่อ
เขาและนักพรตปู้จือ เสิ่นชี่สุ่ย รวมถึงหลวงจีนน้อยอีฉาน อาศัยความมืดมิดยามราตรีอำพรางตัว ลอบเข้าไปใต้กำแพงเมืองอย่างเงียบเชียบ ทำให้หลิงชวนอดนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่นอกด่านว่างอวิ๋นในอดีตไม่ได้
เสิ่นชี่สุ่ยเงยหน้าขึ้นมองกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน แล้วหันมามองหลิงชวนที่อยู่ข้างๆ เอ่ยหยอกล้อเสียงเบา "ท่านแม่ทัพ ครั้งนี้ คงไม่ต้องให้พวกเราช่วยกระมัง?"
หลิงชวนยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรมาก จากนั้นก็ลอบเดินพลังปราณแท้ในร่างอย่างเงียบงัน ออกแรงถีบเท้าพุ่งตัว ร่างทั้งร่างราวกับพญาวานร อาศัยส่วนที่ยื่นออกมาเพียงเล็กน้อยบนกำแพง ปีนป่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ตามแผนการที่หลิงชวนวางไว้ เขาและเสิ่นชี่สุ่ยจะเข้าเมืองไป นักพรตปู้จือจะคอยติดตามอยู่ลับๆ ส่วนหลวงจีนน้อยอีฉานจะรั้งอยู่ที่นี่ เผื่อเกิดอันตรายอะไรขึ้น ก็ยังเป็นกำลังสนับสนุนได้
กำแพงเมืองฉินโจว ไม่ได้สูงใหญ่เท่าด่านว่างอวิ๋น หลิงชวนแทบจะไม่ต้องหยุดพักหายใจ เขาสามารถปีนรวดเดียวขึ้นไปถึงยอดกำแพงได้เลย
บนกำแพงเมืองมีเงาคนพลุกพล่าน แสงไฟสลัว ทหารกบฏหลายนายกำลังเดินลาดตระเวนไปมา สีหน้าระแวดระวัง
"ใครน่ะ?"
พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความตกใจ ทหารกบฏสองนายก็พบเห็นเงาร่างของหลิงชวนเข้า ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตอบสนองใดๆ ที่เอวของหลิงชวนก็มีประกายแสงเย็นสว่างวาบ ดาบศึกถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปาดเข้าที่ลำคอของทั้งสองคน
แต่ความเคลื่อนไหวทางนี้ก็ดึงดูดความสนใจของทหารยามที่อยู่ใกล้เคียง พวกมันรีบชักดาบและวิ่งกรูเข้ามา ทว่าในวินาทีนั้นเอง ประกายกระบี่หลายสายก็สว่างวาบขึ้น เสิ่นชี่สุ่ยทะยานมาถึงข้างกายแล้ว เขายกมือขึ้นปลดปล่อยปราณกระบี่หลายสายออกไป สังหารพวกมันตายเรียบในพริบตา
"ไป!" หลิงชวนกระซิบเสียงเบากับเสิ่นชี่สุ่ย
ทั้งสองราวกับเงาดำ พลิ้วไหวไปตามกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าเข้าไปในตัวเมือง ระหว่างทาง หากพบเจอทหารกบฏ ก็จะลงมือสังหารทิ้งอย่างเด็ดขาด
ทันใดนั้น แม่ทัพนายหนึ่งที่สวมชุดเกราะก็มาขวางอยู่เบื้องหน้า หลิงชวนพุ่งพรวดเข้าไป อาศัยแรงส่งตวัดดาบฟันลงไปทันที
คนผู้นั้นสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตวัดดาบขึ้นมาปัดป้องดาบของหลิงชวนไว้ได้เช่นกัน ร่างของทั้งสองแยกออกจากกันอย่างรวดเร็ว ขณะที่หลิงชวนกำลังจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง อีกฝ่ายก็เอ่ยปากขึ้น "ท่านแม่ทัพ พวกเดียวกัน!"
ฝีเท้าของหลิงชวนชะงักลงเล็กน้อย เพ่งตามองไป ก็พอมองเห็นลางๆ ว่าคนผู้นี้อายุประมาณสี่สิบ รูปร่างสันทัด
"รินสุราเดียวดายใต้เงาจันทร์จนหมดกา!" หลิงชวนมองอีกฝ่าย เอ่ยปากขึ้น
"ในอกยังคงมีเสียงชุดเกราะนับหมื่นกู่ร้อง!" อีกฝ่ายประสานมือตอบกลับ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายต่อรหัสลับได้อย่างถูกต้อง หลิงชวนก็รู้ตัวตนของอีกฝ่ายแล้ว เขาคือต้วนถิงเฟย องครักษ์กระจกส่องสวรรค์ที่ส่งจดหมายลับมาก่อนหน้านี้นั่นเอง
ทว่า หลิงชวนก็ยังไม่ได้ลดความระมัดระวังลงทั้งหมด เอ่ยถามไปว่า "โจวเลี่ยอยู่ที่ใด?"