เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 731 ทั่วเมืองไว้อาลัย

บทที่ 731 ทั่วเมืองไว้อาลัย

บทที่ 731 ทั่วเมืองไว้อาลัย


ห่างจากเมืองหยุนโจวอีกหลายลี้ ก็แลเห็นทหารกองทัพเมืองหยุนโจวตั้งแถวรอรับเป็นระเบียบอยู่สองข้างทางหลวง ทุกคนสีหน้าเคร่งขรึม ที่ต้นแขนขวาผูกผ้าแถบสีขาวเอาไว้

สายตาของพวกเขาจับจ้องเขม็งไปที่รถลากในขบวน ซึ่งบรรทุกร่างไร้วิญญาณของเพื่อนร่วมรบ เนื่องด้วยไม่อาจหาโลงศพจำนวนมากได้ทันท่วงที อีกทั้งหนทางยาวไกล จึงทำได้เพียงใช้เสื่อหญ้าห่อศพวีรชนเพื่อลำเลียงกลับ

โชคดีที่ยามนี้อากาศหนาวจัด จึงไม่ต้องกังวลว่าศพจะเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็น

หลิงชวนเดินนำหน้าขบวน เบื้องหลังตามติดด้วยรถลากหลายร้อยคันที่ค่ายทหารคนสนิทคอยคุ้มกัน กองทหารหน่วยต่างๆ ทยอยติดตามมาเป็นลำดับ

ยามที่ขบวนรถค่อยๆ เคลื่อนผ่าน ทหารกองทัพเมืองหยุนโจวที่มารอรับต่างก็ยกกำปั้นขึ้นพร้อมกัน ทุบลงบนเกราะหน้าอกอย่างแรง

"ปัง! ปัง ปัง! ......"

เสียงกำปั้นกระทบชุดเกราะดังสนั่นดั่งสายฟ้าฟาด คล้ายเสียงกลองศึกคำรามก้อง

ทว่าต่อให้เสียงกลองดังกึกก้องเพียงใด ก็ไม่อาจปลุกดวงวิญญาณวีรชนที่หลับใหลให้ตื่นคืนมาได้

ทหารกองทัพเมืองหยุนโจวทุกคนขอบตาแดงก่ำ จ้องมองเพื่อนร่วมรบที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับบนรถลาก หลายคนน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม แต่ทำได้เพียงเปลี่ยนความโศกเศร้าในใจให้เป็นพลัง กำหมัดทุบลงบนชุดเกราะหน้าอกของตนเองเพื่อเป็นการไว้อาลัย

หลิงชวนขี่ม้าจ้าวเสวี่ยสีขาวปลอดทั้งตัวนำหน้าขบวน

เขาว่ากันว่าสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ จ้าวเสวี่ยดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศโศกเศร้าในขบวน ฝีเท้าจึงหนักอึ้งและเชื่องช้าลง เสียงกีบม้ากระทบพื้นทึบต่ำ ราวกับเสียงสะอื้นไห้

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ขบวนทัพก็มาถึงใต้กำแพงเมืองหยุนโจวในที่สุด

หลิงชวนกระตุกบังเหียนเบาๆ จ้าวเสวี่ยก็หยุดฝีเท้าทันที

เห็นเพียงบนกำแพงเมืองก็เนืองแน่นไปด้วยทหารกองทัพเมืองหยุนโจว พวกเขาผูกผ้าขาวที่ต้นแขน ยืนนิ่งสงบ เสียงกำปั้นทุบเกราะดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ก้องสะท้อนไปทั่วฟ้าดิน

แตกต่างจากวันวาน บนกำแพงเมืองนอกจากธงกองทัพเมืองหยุนโจวแล้ว ยังมีธงผ้าขาวไว้อาลัยเพิ่มขึ้นมาอีกหลายผืน โบกสะบัดในสายลมหนาว แผ่ความโศกเศร้าบาดลึกถึงกระดูก

“พี่น้องทั้งหลาย... กลับบ้านกันเถอะ!”

หลิงชวนน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาที่คลอหน่วยกลั้นไว้ไม่อยู่ ไหลรินลงมา

เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ราษฎรทั่วทั้งเมืองต่างพร้อมใจกันมายืนเรียงรายสองฟากถนน แต่ละคนสีหน้าเศร้าหมอง น้ำตานองหน้า

บ้านใดที่มีลูกหลานไปเป็นทหาร ยิ่งกระวนกระวายใจ สายตาจับจ้องไปที่รถลากอย่างไม่วางตา กลัวเหลือเกินว่าร่างไร้วิญญาณของคนในครอบครัวจะนอนสงบนิ่งอยู่บนนั้น

เด็กน้อยบางคนยังไร้เดียงสา เพียงมองดูแถวรถม้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ท่านแม่... ในรถพวกนั้นขนอะไรมาหรือจ๊ะ?" เด็กหญิงตัวน้อยผมเปียคู่เอ่ยถามเสียงเบา

เสียงของนางไม่ดังนัก ทว่าท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด กลับฟังดูชัดเจนบาดหูเป็นพิเศษ

หญิงสาวที่จูงมือนางรีบยื่นมือปิดปากนางไว้ น้ำตาคลอเบ้ากระซิบตอบ "นังหนู คนที่นอนอยู่ในนั้น ล้วนเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยปกป้องพวกเรา!"

"เป็นวีรบุรุษเหมือนท่านพ่อหรือจ๊ะ?" เด็กน้อยถามต่อด้วยแววตาใสซื่อ

ทำนบน้ำตาของหญิงสาวพังทลาย นางพยักหน้าทั้งสะอื้นไห้

สามีของนางก็เคยเป็นหนึ่งในทหารกองทัพเมืองหยุนโจว  เมื่อครึ่งปีก่อนตอนสงครามชายแดนเริ่มปะทุ เขาเสียชีวิตในการรบที่ทุ่งหญ้าทารา เพื่อสกัดกั้นกองทัพที่สามของหูเจี๋ย

หลิงชวนนำขบวนรถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ราษฎรตลอดสองข้างทางต่างมีสีหน้าโศกเศร้า ยืนมองขบวนทัพจากไปอย่างเงียบงัน

มองดูดวงตาที่เปี่ยมด้วยความเศร้าโศก ใบหน้าที่อาบไปด้วยคราบน้ำตา และสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล หลิงชวนพลันรู้สึกว่าตนเองช่างบาปหนายิ่งนัก

เมื่อเดินมาได้ครึ่งทาง หลิงชวนก็เหลือบไปเห็นซูหลีและชุ่ยฮวา ยืนรออยู่ เสี่ยวเป่ยในชุดเกราะเงินยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกาย สีหน้าเคร่งขรึมเกินวัย

ในฝูงชนไม่ไกลนัก หวังฟูเหรินก็มาด้วย นางยืนนิ่งอยู่ที่นั่น ร่างกายบอบบางดูโดดเดี่ยว... เหมือนดั่งวันวานในอดีต...

ยามนั้นนางก็เคยยืนอยู่ข้างแถวทหาร เฝ้ารอคู่หมั้นที่กลับมาพร้อมชัยชนะ แต่สุดท้ายสิ่งที่รอคอย กลับเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณและเย็นชืด

ต่อมา หลิงชวนก็เห็นหยางเค่อ, ฟางจี้ไป๋, เซี่ยจือมิ่ง, จีเสวียเจิน และขุนนางคนอื่นๆ แม้แต่เฉิงเยี่ยน รวมถึงลูกศิษย์ของอวิ๋นซูหลาน ก็มารอรับด้วยเช่นกัน

หลิงชวนไม่ได้หยุดทักทายผู้ใด นำขบวนมุ่งหน้ากลับค่ายใหญ่เมืองหยุนโจวทันที

สองพันกว่าคน... หากฟังดูอาจเป็นเพียงตัวเลขที่เย็นชา แต่เมื่อร่างไร้วิญญาณสองพันกว่าร่างมาปรากฏอยู่ตรงหน้าจริงๆ ความโศกเศร้าที่กระแทกใจนั้น ยากจะหาคำใดมาบรรยาย

หากเป็นในสนามรบขนาดใหญ่ที่มีทหารนับหมื่นนับแสนเข้าห้ำหั่นกัน การสูญเสียสองพันกว่าคนอาจไม่น่าเอ่ยถึง

แต่สิ่งที่ทำให้หลิงชวนปล่อยวางไม่ได้คือ คนส่วนใหญ่ในจำนวนนั้น ไม่สมควรต้องตาย

…… หลายวันมานี้ หลิงชวนโทษตัวเองในใจนับครั้งไม่ถ้วน หากตอนนั้นตนระวังตัวให้มากกว่านี้ หากวิเคราะห์สถานการณ์รบให้ลึกซึ้งกว่านี้ โศกนาฏกรรมครั้งนี้อาจไม่เกิดขึ้น...

แต่ในโลกนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้าหาก’ และไม่มียาแก้ความเสียใจขาย

เบื้องหลังร่างไร้วิญญาณสองพันกว่าร่าง คือสองพันกว่าครอบครัวที่แตกสลาย ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ต้องเสียลูกชาย กี่คนที่ต้องเสียสามี และกี่คนที่ต้องกำพร้าพ่อ...

เมื่อกลับถึงค่ายใหญ่เมืองหยุนโจว ภายในค่ายได้เตรียมโลงศพสองพันกว่าโลงไว้พร้อมแล้ว เหล่าทหารช่วยกันย้ายร่างเพื่อนร่วมรบลงโลงอย่างระมัดระวัง ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงหมอเพื่อรักษาตัวทันที

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำสั่งที่หลิงชวนส่งคนมาแจ้งล่วงหน้า ให้ทางค่ายจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ

ไม่นานนัก โรงพิธีขนาดใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้นกลางค่าย โลงศพสองพันกว่าโลงเรียงรายเป็นระเบียบ หน้าโลงส่วนใหญ่มีป้ายวิญญาณตั้งอยู่ บนป้ายสลักชื่อผู้ล่วงลับ

ยังมีโลงบางส่วนที่หน้าโลงว่างเปล่าไร้ป้ายวิญญาณ ร่างของวีรชนเหล่านั้นไม่อาจระบุตัวตนได้ บ้างก็ร่างไม่ครบสมบูรณ์ บ้างก็ถูกม้าศึกเหยียบย่ำจนเละเทะ ทำได้เพียงนำอาวุธที่แตกหัก ชุดเกราะเปื้อนเลือด และเศษซากสังขารบรรจุลงโลงไปด้วยกัน

เรื่องราวต่างๆ ในค่ายมีคนจัดการเรียบร้อย หลิงชวนนั่งอยู่หน้าโรงพิธีเพียงลำพัง เงาร่างโดดเดี่ยว จิตใจเปี่ยมด้วยความรวดร้าว

จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด เฉิงเยี่ยนจึงเดินแผ่วเบาเข้ามาข้างกายเขา กระซิบว่า "ท่านแม่ทัพ ฮูหยินมารอหน้าค่ายสองรอบแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ!"

หลิงชวนพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเสียงขรึม "อีกสองวันก็จะถึงวันสิ้นปีแล้ว เจ้าไปประสานงานกับผู้ตรวจการหยาง เร่งส่งศพพี่น้องกลับบ้านให้เร็วที่สุด เงินปลอบขวัญต้องจ่ายให้ครบถ้วน นอกจากส่วนที่จวนผู้ตรวจการจ่ายให้แล้ว ให้สำนักการค้าไท่ผิงสมทบเพิ่มให้อีกส่วนหนึ่ง"

"ท่านแม่ทัพวางใจ เรื่องเหล่านี้ข้าน้อยดำเนินการแล้วขอรับ" เฉิงเยี่ยนพยักหน้ารับคำ

หลิงชวนตบไหล่เขาเบาๆ น้ำเสียงจริงจัง "ให้พี่น้องจากไปอย่างสมเกียรติ อย่าให้พวกเขาต้องเดินทางอย่างโดดเดี่ยวเด็ดขาด!"

เฉิงเยี่ยนรับคำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ข้าน้อยเข้าใจ!"

เมื่อกลับถึงจวนแม่ทัพ หลิงชวนไม่ได้รบกวนผู้ใด เดินตรงไปยังหอไป๋หู่ หยิบสุราโลหิตหมาป่าลงมาจากชั้นวาง

ทหารคนสนิทเห็นดังนั้น ไม้กล้าเข้าไปห้ามปราม ทำได้เพียงลอบไปแจ้งซูหลี

เมื่อซูหลีรีบมาถึง หลิงชวนก็ดื่มรวดเดียวไปสามชามแล้ว หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บปวด

"ท่านพี่!" ซูหลีเดินเข้าไปด้วยความเป็นห่วง กดมือที่ถือชามของเขาไว้ "บาดแผลท่านยังไม่หายดี ดื่มหนักเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ!"

หลิงชวนฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย เอ่ยเสียงนุ่ม "ข้ารู้แล้ว น้องหญิง"

"ไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าเตรียมน้ำร้อนไว้แล้ว ไปชำระร่างกายเสียหน่อย แล้วนอนหลับให้สบายเถิด" ซูหลีประคองเขาขึ้นเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรักใคร่สงสาร

อีกสองวันก็จะถึงวันสิ้นปี ทว่าทั่วทั้งเมืองหยุนโจวกลับไร้ซึ่งบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

หน้าประตูทุกบ้านไร้โคมแดงประดับ ไม่มีผู้ใดแปะคำกลอนคู่มงคล มีเพียงผ้าขาวไว้อาลัยบนกำแพงเมืองที่ถูกลมหนาวพัดกระพือ ส่งเสียงหวีดหวิวดั่งเสียงสะอื้นไห้ของดวงวิญญาณ...

จบบทที่ บทที่ 731 ทั่วเมืองไว้อาลัย

คัดลอกลิงก์แล้ว