- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 706: เกลี้ยกล่อมเฉาหลู่แปรพักตร์
บทที่ 706: เกลี้ยกล่อมเฉาหลู่แปรพักตร์
บทที่ 706: เกลี้ยกล่อมเฉาหลู่แปรพักตร์
สี่สิบปีก่อน ศึกทุ่งหญ้าทาราได้ผลาญทรัพยากรทั้งหมดของกองทัพเมืองหยุนโจวไปจนสิ้น นับแต่นั้นมาก็ทรุดโทรมไม่ฟื้นคืน กลายเป็นกองทัพรั้งท้ายในเจ็ดมณฑลชายแดนเหนือมาโดยตลอด
ทว่า หลิงชวนเข้ามารับช่วงต่อกองทัพเมืองหยุนโจวเพียงครึ่งปีเศษ กลับสามารถสร้างกองทัพยอดฝีมือที่ดุดันเพียงนี้ขึ้นมาได้ ต่อให้เห็นกับตา ก็ยังยากที่จะเชื่อ
ขณะเดียวกัน สถานะของหลิงชวนในใจเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้ยินทั่วป๋าเจี๋ยกล่าวว่า เด็กคนนี้ร้ายกาจดั่งปีศาจ หากปล่อยให้เติบใหญ่ ไม่เกินสิบปี จะต้องกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของทั้งทุ่งหญ้า
แต่ตอนนี้ป๋าตูกลับรู้สึกว่า สิบปี อาจจะนานเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ยามนี้ กองทัพหูเจี๋ยห้าหมื่นนายต้องทำศึกสองด้าน สถานการณ์ไม่สู้ดีนักสำหรับพวกเขา แถมสถานการณ์ตอนนี้ ต่อให้อยากถอนตัวก็เป็นไปไม่ได้ มีแต่ต้องกัดฟันตีแตกด่านเซิ่นโหลวให้ได้เท่านั้น
ก่อนหน้านี้ เขากุมความได้เปรียบในสนามรบไว้อย่างมั่นคง และยังตีแตกกำแพงเมืองชั้นแรกของด่านเซิ่นโหลวได้แล้ว นับเป็นความได้เปรียบที่ไม่น้อยเลย
ทว่า การมาถึงอย่างกะทันหันของกองทัพเมืองหยุนโจวภายใต้การนำของหลิงชวน ได้ทำลายสถานการณ์ในสนามรบจนปั่นป่วน ไม่เพียงทำให้ความได้เปรียบในมือเขาหายวับไปกับตา แต่ยังทำให้ตกเป็นรองอย่างหนัก
ป๋าตูสมกับเป็นขุนพลผู้ช่ำชองสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการต่อสู้ส่วนตัว การวางแผนกลยุทธ์ หรือการวิเคราะห์สถานการณ์ ล้วนเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก
เขารีบสงบสติอารมณ์ ตัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายออกไป แล้ววิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้า
ยามนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตี ด่านเซิ่นโหลว ให้แตกในรวดเดียว และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือ กองทัพเมืองหยุนโจวที่ตลบหลังอยู่
คิดได้ดังนั้น เขาออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด "ถ่ายทอดคำสั่งไปถึง อากู่ลา และ ซูเฮ่อ ให้โยกทหารราบหนึ่งหมื่นนายขึ้นไปรับหน้า ต่อให้ต้องใช้ศพถมเป็นกำแพง ก็ต้องยันกองทัพเมืองหยุนโจวเอาไว้ให้ได้!"
จากนั้น เขาหันกลับไปทางด่านเซิ่นโหลว สั่งการเสียงเหี้ยม "ส่งคำสั่งถึงเหมิงเค่อและเฉาหลู่ ภายในหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) ต้องตีแตกด่านเซิ่นโหลวให้ได้ มิเช่นนั้น ลงโทษตามกฎทหาร!"
"รับคำสั่ง!"
ทหารคนสนิทหลายนายรีบลงจากหอคอยบัญชาการ เร่งรุดไปถ่ายทอดคำสั่ง
ครั้งนี้ พันธมิตรสี่เผ่าระดมกำลังพลรวมกว่าเจ็ดหมื่นนาย นอกจากกองทัพยอดฝีมือสามกองที่ถูกกำจัดไปแล้ว นอกด่านเซิ่นโหลวก็ยังมีทหารตรึงกำลังอยู่ถึงห้าหมื่นนาย
การบุกตีด่านเซิ่นโหลวครั้งแรกสูญเสียทหารไปสี่พันกว่านาย ความสูญเสียในวันนี้ยังประเมินไม่ได้ แต่ต้องเกินสี่พันนายแน่นอน
และในบรรดาสี่เผ่า เผ่าโหรวหรานที่อ่อนแอที่สุดส่งทหารมาเพียงหนึ่งหมื่นนาย ผู้นำทัพคือองค์ชายเฉาหลู่แห่งเผ่าโหรวหราน
ในจำนวนทหารหนึ่งหมื่นนายของเผ่าโหรวหราน แบ่งเป็นทหารม้าและทหารราบอย่างละห้าพัน แต่ทหารราบห้าพันนายนั้นเหลือน้อยเต็มทีจากการบุกตีเมืองเมื่อครู่ ส่วนทหารม้าอีกห้าพันนายที่คอยคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ยังไม่ค่อยมีความสูญเสียมากนัก
สีหน้าของเฉาหลู่เคร่งเครียดอย่างยิ่ง เขารู้ดีว่าในบรรดาสี่เผ่า เผ่าโหรวหรานอ่อนแอที่สุด ส่งกำลังพลมาน้อยที่สุด ย่อมต้องถูกใช้เป็นเบี้ยล่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากกำแพงสามชั้นของด่านเซิ่นโหลวถูกตีแตก ทหารม้าห้าพันนายของเขาจะต้องเป็นทัพหน้าบุกเข้าเมือง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเผชิญกับการต่อต้านที่รุนแรงที่สุดจากทหารรักษาด่าน
สุดท้าย ต่อให้พวกเขาชนะ สมบัติก้นหีบชิ้นสุดท้ายของเผ่าโหรวหรานก็จะถูกผลาญจนหมดสิ้น เมื่อไร้กองทัพที่แข็งแกร่งหนุนหลัง สิ่งที่รอคอยเผ่าโหรวหรานไม่ใช่รางวัลจากเมืองเทียนฮั่น แต่เป็นคมดาบจากอีกสามเผ่าที่รายล้อมอยู่รอบๆ
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คือกฎแห่งการอยู่รอดที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนก็เหมือนกัน
หากต้องการรักษาเผ่าโหรวหราน ทหารม้าห้าพันนายนี้ต้องไม่มาตายที่นี่ แต่ปัญหาคือ เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะกำหนดได้เอง
ในขณะนั้นเอง นายกองพันคนหนึ่งแอบเข้ามาข้างกายเขา ลอบหยิบจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้
"องค์ชาย มีจดหมายถึงท่าน!"
เฉาหลู่รับจดหมายลับมา เห็นตัวอักษรต้าโจวบนหน้าซอง สายตาหดวูบ รีบฉีกซองอ่าน กวาดสายตาดูคร่าวๆ เห็นชื่อลงท้ายว่าเป็นหลิงชวน
เฉาหลู่ขยำจดหมายเป็นก้อนกลม กำแน่นในฝ่ามือ แววตาฉายความเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
"องค์ชาย เป็นอะไรไปหรือ?" นายกองพันถามเสียงเบา
เฉาหลู่ไม่ตอบ แต่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหลับตาลง
หลิงชวนบอกเขาในจดหมายว่า หากยังดึงดันโจมตีต่อ ทหารม้าห้าพันนายของเขาต้องตกเป็นเบี้ยล่างอย่างแน่นอน ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ เผ่าโหรวหรานย่อมเป็นผู้แพ้ที่ใหญ่ที่สุด ไม่เพียงทหารหนึ่งหมื่นนายต้องตายที่ด่านเซิ่นโหลว แต่ทั้งเผ่าโหรวหรานอาจถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
และสถานการณ์ตอนนี้ ฝ่ายหูเจี๋ยกำลังเป็นรอง เว้นแต่พวกเขาจะตีแตกด่านเซิ่นโหลวได้ในรวดเดียว มิเช่นนั้น การเผชิญศึกสองด้าน ย่อมต้องพ่ายแพ้ในที่สุด
สิ่งที่หลิงชวนพูด เฉาหลู่รู้ดีแก่ใจ ในฐานะทัพหน้า เขายิ่งรู้ซึ้งว่าการตีแตกด่านเซิ่นโหลวยากเย็นเพียงใด
หลิงชวนระบุในจดหมายว่า อีกครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) เขาจะสั่งให้ทัพม้าเยี่ยนหลิงเปิดช่องว่างทางทิศเหนือไว้ ให้เขาและทหารม้าโหรวหรานห้าพันนายรอดชีวิตไปได้ ส่วนจะเลือกอย่างไร ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง
เมื่อหลายเดือนก่อน เขาเคยลิ้มรสความน่ากลัวของขุนพลหนุ่มแห่งต้าโจวผู้นี้ที่ทุ่งหญ้าทารามาแล้ว ยามนี้ ต่อให้เขารู้ดีว่าหลิงชวนกำลังใช้อุบายยุแยงตะแคงรั่วให้กองทัพหูเจี๋ยแตกแยก แต่ในมุมมองของเขา นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาเผ่าโหรวหรานไว้
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่อุบายลับ แต่เป็นอุบายเปิดเผย
อุบายเปิดเผย คือการที่อีกฝ่ายบอกชัดเจนว่ากำลังวางแผนเล่นงานเจ้าอยู่ หรือกระทั่งเอาความคิดและแผนการทั้งหมดมาวางแบให้ดู แต่เจ้ากลับทำได้แค่เดินตามเกมของเขาโดยไม่อาจขัดขืน
เหมือนเช่นตอนนี้ หลิงชวนไม่ได้ปิดบังอะไรเลย เฉาหลู่ก็รู้แผนการของเขาจนหมดเปลือก แต่กลับต้องเดินตามเกมนั้นอย่างช่วยไม่ได้
เนิ่นนานหลังจากนั้น เขาถอนหายใจยาว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองนายกองพันข้างกาย กล่าวว่า
"อูหลาน!"
"องค์ชาย ข้าน้อยอยู่นี่!" ชายร่างกำยำนามอูหลานรีบทำความเคารพ
"คำสั่งของข้า เจ้าจะฟังหรือไม่?" เฉาหลู่จ้องตาเขาแล้วถาม
อูหลานสายตามุ่งมั่น ตอบอย่างนอบน้อม "ชีวิตของอูหลานเป็นขององค์ชาย ต่อให้ท่านต้องการชีวิตข้า ข้าก็จะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย!"
เฉาหลู่พยักหน้า กล่าวว่า "ดี! ข้ามีคำสั่งลับจะให้เจ้าไปจัดการเดี๋ยวนี้!"
อูหลานรีบขยับเข้าไปใกล้ เฉาหลู่กระซิบข้างหูเขาไม่กี่คำ อูหลานสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง มองเฉาหลู่ด้วยความไม่อยากเชื่อ
"ไม่ต้องสงสัย นี่คือความเป็นความตายของเผ่าโหรวหราน!" เฉาหลู่กล่าวเสียงเบา
"ขอรับ!" อูหลานรับคำเสียงเข้ม ก่อนจะรีบผละออกไปอย่างเงียบเชียบ
เขาต้องนำข่าวไปแจ้งแก่นายกองพันคนอื่นๆ และต้องระวังไม่ให้เจตนาที่แท้จริงขององค์ชายรั่วไหล เพราะใครจะรับประกันได้ว่าในกองทัพโหรวหราน ไม่มีสายลับของป๋าตูแฝงตัวอยู่? หากข่าวรั่วไหล พวกเขาตายแน่
“วู๊........”
ในขณะนั้นเอง เสียงแตรสัญญาณบุกโจมตีก็ดังขึ้นอีกครั้งในค่ายหูเจี๋ย เพราะกำแพงชั้นที่สองของด่านเซิ่นโหลวถูกตีแตกแล้ว หูเจี๋ยย่อมต้องทุ่มสุดตัว ตีแตกกำแพงเมืองชั้นสุดท้ายให้ได้ในรวดเดียว
ทว่า... กำแพงชั้นสุดท้ายนี้คือปราการที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะมันคือกำแพงดั้งเดิมของด่านเซิ่นโหลว ไม่ว่าจะเป็นความหนาหรือความสูง ล้วนเหนือกว่ากำแพงส่วนต่อขยายสองชั้นแรกอย่างเทียบกันไม่ติด!