- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 541: ตำนานไร้พ่าย
บทที่ 541: ตำนานไร้พ่าย
บทที่ 541: ตำนานไร้พ่าย
จากนั้นหลิงชวนก็เรียกเสิ่นเจวี๋ยมา ถามว่า "สถานการณ์ของพี่น้องเป็นอย่างไรบ้าง?"
"มีคนเมาเรือไม่น้อยขอรับ โชคดีที่เตรียมยาจำนวนมากไว้ตามคำสั่งท่านแม่ทัพก่อนหน้านี้ ให้ห้องครัวต้มยาแจกจ่ายให้พี่น้องแล้ว หลังจากกินยาอาการก็ทุเลาลงมาก" เสิ่นเจวี๋ยรายงาน
หลิงชวนพยักหน้า สถานการณ์เช่นนี้เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว
ชาวเหนือส่วนใหญ่เชี่ยวชาญการขี่ม้า แต่น้อยคนนักจะถนัดการล่องเรือ... ทหารจากกองทัพสายเหนือส่วนมากล้วนเป็นลูกหลานชาวเหนือ อาการ ‘เมาเรือ’ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา และนี่คืออุปสรรคด่านแรกที่พวกเขาต้องฟันฝ่าไปให้ได้
“แล้วม้าศึกเล่า?” หลิงชวนเอ่ยถามต่อ
"ตอนแรกม้าศึกจำนวนไม่น้อยตื่นตกใจจริงๆ ขอรับ แต่ควบคุมได้ทันท่วงที จึงไม่เกิดความวุ่นวาย!" เสิ่นเจวี๋ยรายงาน
“ต้องดูแลม้าศึกให้ดี เมื่อเริ่มสงคราม พวกมันคือขาของพี่น้องทหาร ห้ามให้เกิดข้อผิดพลาดเด็ดขาด และถึงแม้จะอยู่บนเรือ ก็ห้ามผ่อนคลายความระมัดระวัง!” หลิงชวนกำชับเสียงเข้ม
"ทราบแล้วขอรับ!"
พลบค่ำของวันรุ่งขึ้น ขบวนทัพก็เดินทางมาถึงตงตู (เมืองหลวงตะวันออก) ณ ที่แห่งนี้ แม่น้ำลั่วสุ่ยก็จะไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเหลืองที่นี่เช่นกัน
พวกเขาเปลี่ยนมาลงเรือใหญ่ที่นี่ เนื่องจากเรือใหญ่มีความเสถียรมากกว่า สามารถบรรจุคนเจ็ดแปดร้อยคนได้ด้วยเรือเพียงสองลำ อีกทั้งเสบียงและการจัดสรรพื้นที่บนเรือก็สมบูรณ์พร้อมกว่ามาก
แม้จะล่องเรืออยู่ตลอดเวลา แต่ข่าวกรองก็ถูกส่งมาถึงมือไม่ขาดสาย... บ้างมาจากชายแดนตะวันออก บ้างมาจากกองทัพของ ถังขุยหราน,จี้เทียนลู่ และหลิวเหิง เพื่อให้มั่นใจว่าหลิงชวนสามารถกุมสถานการณ์ภาพรวมของชายแดนตะวันออกได้ทุกฝีก้าว
ในช่วงไม่กี่วันนี้ ยามว่างเว้นจากภารกิจ หลิงชวนมักจะไปนั่งขัดสมาธิทำสมาธิที่หัวเรือ ปล่อยให้แม่น้ำเหลืองคำรามกึกก้องอยู่เบื้องล่าง แต่จิตใจของเขากลับสงบนิ่งดุจผิวน้ำ ไร้ระลอกคลื่นรบกวน
แม้เวลาในการบำเพ็ญเพียรคัมภีร์เต้าจ้าง จะมีไม่มากนัก แต่ทุกครั้งหลังออกจากสมาธิ ความเข้าใจที่มีต่อ ‘คัมภีร์ต้นกำเนิดแห่งเต๋า’ เล่มนี้ก็จะลึกซึ้งขึ้นอีกหลายส่วน ส่งผลให้การควบคุมลมปราณและการใช้ออกกระบวนท่าของเขา พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เช้าตรู่วันที่สาม... ฟ้าเพิ่งจะสาง
หลิงชวนนั่งอยู่หัวเรือ ข้างกายวางไหสุราโลหิตหมาป่าที่จงใจเก็บไว้ เขาทอดสายตามองไปในทิศทางที่เรือใหญ่กำลังมุ่งหน้าไป
ไม่นานนัก ช่างเหล็กหยางก็เดินออกมาจากห้องโดยสาร ยังคงสวมชุดสีเขียวชุดเดิม นอกจากน้ำเต้าสุราที่ไม่เคยห่างกายแล้ว บนไหล่ยังสะพายกล่องไม้กว้างขนาดฝ่ามือไว้ใบหนึ่ง
หลิงชวนเห็นดังนั้น ก็เดาจุดประสงค์ของเขาได้แล้ว
คงจะถึงเวลาต้องจากกันแล้ว เพราะเมืองไป๋อวิ๋นที่ช่างเหล็กหยางจะไปนั้นอยู่ไกลถึงปากแม่น้ำแยงซี อีกไม่ไกลข้างหน้าก็ต้องแยกทางกันแล้ว พอนึกย้อนถึงประสบการณ์ตลอดการเดินทาง หลิงชวนก็อดรู้สึกสะเทือนใจมิได้
เห็นหลิงชวนมีสีหน้าเศร้าสร้อย ช่างเหล็กหยางรีบโบกมือพัลวัน ใบหน้าหยาบกร้านเผยรอยยิ้มปลอดโปร่ง "อย่ามาเล่นบทบีบน้ำตาอาลัยอาวรณ์กับข้าเชียว ข้าแก่แล้ว ทนฉากสะเทือนอารมณ์แบบนี้ไม่ไหวหรอก!"
คำพูดนี้ช่วยชะล้างความเศร้าหมองของการจากลาไปได้ทันตา... หลิงชวนเปิดฝาดินเหนียวที่ปิดไหออก รินสุราโลหิตหมาป่าใส่ชามให้ทั้งคู่ แล้วชนชามกันเบาๆ
"เจ้าหนูหลิง... ยุทธภพหนทางยาวไกล วันนี้เราจากกัน ชาตินี้คงยากจะได้พบกันอีก... ดูแลตัวเองด้วย!" ช่างเหล็กหยางพูดจบ ก็ดื่มสุราโลหิตหมาป่าในชามจนหมดเกลี้ยง ในแววตาฉายแววอ้างว้างวูบหนึ่งที่ยากจะสังเกตเห็น
ได้ยินเช่นนั้น ในใจหลิงชวนก็หนักอึ้ง แต่ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้ ทุกคนล้วนเป็นตัวเอกในชีวิตตนเอง แต่กลับเป็นเพียงแขกผู้มาเยือนในชีวิตผู้อื่น ไม่มีใครที่จะอยู่เคียงคู่กันไปได้ตลอดกาล
"ตาเฒ่าหยาง ข้ารู้ว่าขวางท่านไปเมืองไป๋อวิ๋นไม่ได้ แต่ท่านต้องรับปากข้า ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ สู้เสร็จแล้วให้กลับไปที่ชายแดนเหนือ สุราโลหิตหมาป่าของท่าน ข้าจะเก็บไว้รอ!" หลิงชวนรินสุราให้เขาอีกชาม น้ำเสียงเจือความกังวล
"ฮ่าๆๆๆ..." ช่างเหล็กหยางหัวเราะร่า เสียงหัวเราะผสมผสานกับเสียงคลื่น ดังก้องไปทั่วผืนน้ำ "เมื่อลงมือเต็มที่แล้ว มันไม่ใช่แค่เรื่องแพ้ชนะง่ายๆ แบบนั้นหรอก!"
"เจ้าเมืองไป๋อวิ๋น แท้จริงแล้วแข็งแกร่งเพียงใด?" หลิงชวนอดถามไม่ได้ แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้
ช่างเหล็กหยางกระดกสุราเข้าปากหนึ่งอึก มองไปยังขอบฟ้าทิศตะวันออกที่กำลังจะรุ่งสาง สายตาลุ่มลึก “เขาคือ... ‘ตำนานยุทธภพ’ ที่ไม่เคยพ่ายแพ้!
"ตำนานยุทธภพ?" หลิงชวนพึมพำ ในใจสั่นสะท้าน
สี่คำนี้หลุดออกมาจากปากช่างเหล็กหยาง น้ำหนักของมันย่อมไม่ต้องพูดถึง
"หลายสิบปีมานี้ คนที่ไปท้าประลองที่เมืองไป๋อวิ๋นมีนับไม่ถ้วน และส่วนใหญ่ล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของยุทธภพ แม้แต่ระดับ ‘ปรมาจารย์’ ก็มีไม่น้อย อย่าว่าแต่จะเอาชนะเขาเลย คนที่บีบให้เขาเอาจริงได้ ยังมีแค่นับนิ้วได้!" ช่างเหล็กหยางพยักหน้ากล่าว
“เขาเก่งกาจขนาดนั้นเชียวหรือ?” หลิงชวนตกตะลึง
"การฝึกยุทธ์เดิมทีไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน พรสวรรค์รากฐาน จิตใจที่แน่วแน่ วาสนาโชคชะตา และความเพียรพยายาม ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้ และหากปัจจัยเหล่านี้มารวมอยู่ในตัวคนคนเดียว คนผู้นั้นย่อมกลายเป็น ‘อันดับหนึ่งในใต้หล้า’!“ช่างตีเหล็กหยางกล่าวเนิบนาบ”และ ‘ไป๋จิงถิง’ ก็คือคนที่รวบรวมสิ่งเหล่านี้ไว้ครบถ้วน!"
"ว่ากันว่าเขาเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าเมืองคนก่อน มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์เป็นเลิศ สิบหกปีก็บรรลุขั้นเซียนเทียนสมบูรณ์ ยี่สิบปีเหยียบย่างสู่แดนปรมาจารย์ อายุสามสิบทะลวงเข้าสู่ ขอบเขตเซียนเดินดินในคราเดียว หลังจากนั้นเจ้าเมืองเฒ่าสิ้นใจ เขาได้รับช่วงดูแลเมืองไป๋อวิ๋น กลายเป็นเจ้าเมืองไป๋อวิ๋น... จวบจนบัดนี้ เขาไร้คู่ต่อสู้มาตลอดหกสิบปีเต็ม!"
"เซียนเดินดิน? นั่นคือระดับขั้นใดหรือ?" หลิงชวนถามด้วยความตื่นตระหนก
"เหนือกว่าปรมาจารย์ ก็คือขอบเขตเซียนเดินดิน!" ช่างเหล็กหยางอธิบาย "เพียงแต่ระดับขั้นนี้ไม่คงที่ แม้จะกล่าวว่ายอดฝีมือระดับปรมาจารย์ล้วนมีโอกาสก้าวเข้าสู่แดนเซียนเดินดิน แต่มีน้อยคนนักที่จะรักษาสภาพนั้นไว้ได้นาน โดยมากมักจะร่วงหล่นกลับมาสู่ระดับปรมาจารย์ในไม่ช้า"
"พูดให้ถูกคือ แดนเซียนเดินดินไม่ใช่ระดับขั้นที่ตายตัว แต่เป็นสภาวะรูปแบบหนึ่ง ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยามที่เกิดการหยั่งรู้ หรือได้รับโอกาสพิเศษ จะสามารถระเบิดพลังก้าวเข้าสู่สภาวะนี้ได้ พลังฝีมือจะพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน แต่อย่างน้อยก็แค่สองสามชั่วยาม อย่างมากก็หนึ่งหรือสองเดือน ก็จะกลับมาเป็นปรมาจารย์เหมือนเดิม แทบไม่มีใครรักษาสภาวะเซียนเดินดินได้ตลอดเวลา... ยกเว้นไป๋จิงถิง!"
ได้ยินถึงตรงนี้ หลิงชวนอดสูดหายใจเฮือกมิได้
เซียนเดินดินแข็งแกร่งเพียงใด เขาไม่รู้แน่ชัด
แต่จากชื่อระดับขั้นนี้ก็จินตนาการได้ไม่ยาก ว่านั่นคือตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์ มิเช่นนั้นจะกล้าใช้คำว่า 'เซียน' ได้อย่างไร?
ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์มากมายชั่วชีวิตก็ยากจะสัมผัสความลึกล้ำของระดับนี้ แม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ สามารถก้าวเข้าสู่ระดับนี้ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ก็ยังไม่อาจรักษาสภาพไว้ได้ตลอดไป
แต่ไป๋จิงถิงกลับทำลายกฎเกณฑ์ ทำให้ตนเองหยุดอยู่ที่จุดสูงสุดแห่งวรยุทธ์ได้ตลอดเวลา แค่คิดก็น่าตระหนกแล้ว
มิน่าเล่าในยุทธภพถึงร่ำลือกันว่า: เมืองไป๋อวิ๋นคือจุดสูงสุดของวิถียุทธ์... ไป๋จิงถิงคือ ‘มารในใจ’ ของผู้ฝึกยุทธทั่วหล้า
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นเพียงใด เมื่อได้พบกับไป๋จิงถิง จิตใจแห่งมรรคายุทธ์มักจะถูกทำลาย หลายคนเพียงแค่ได้ยินวีรกรรมของเขา ก็ถึงกับจิตตก พลังยุทธ์หยุดชะงัก ไม่กล้าก้าวเดินต่อ
ดูท่าแล้ว คำกล่าวนี้คงมิใช่คำพูดลอยๆ เป็นแน่!
"หากนับดูให้ละเอียด... ในบรรดายอดฝีมือที่ไปท้าประลองที่เมืองไป๋อวิ๋น ข้าคือผู้ที่มีความหวังจะชนะเขาได้มากที่สุด การต่อสู้ครั้งนั้น ข้าก็บีบให้เขาต้องทุ่มสุดตัวได้จริงๆ น่าเสียดาย ที่ตอนนั้นจิตกระบี่ของข้ายังบกพร่อง ไม่อาจใช้วิชา 'มหานทีไหลสู่บูรพา' ได้อย่างสมบูรณ์..." ช่างเหล็กหยางถอนหายใจ แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อน
"แล้วตอนนี้ท่านยังสามารถกลับเข้าสู่สภาวะเซียนเดินดินได้อีกครั้งหรือไม่? ศึกนี้ท่านมีโอกาสชนะกี่ส่วน?" หลิงชวนถามด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง
"แดนเซียนเดินดินสำหรับข้า ก็แค่สวนหลังบ้าน อยากเข้าเมื่อไหร่ก็เข้า ส่วนความมั่นใจ..." ช่างเหล็กหยางเผยรอยยิ้มบนใบหน้าหยาบกร้าน ย้อนถามว่า “เก้าส่วน กับ หนึ่งส่วน... แท้จริงแล้วไม่มีความแตกต่างกันโดยเนื้อแท้ หากทุกเรื่องรู้ผลแพ้ชนะแน่นอนอยู่แล้ว ชีวิตมันจะไปน่าสนุกตรงไหน?”