เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 496: ฉวยโอกาสเล่นงาน

บทที่ 496: ฉวยโอกาสเล่นงาน

บทที่ 496: ฉวยโอกาสเล่นงาน


"ใต้เท้ากล่าวเกินไปแล้วขอรับ!" หลิงชวนตอบอย่างถ่อมตน "ตอนอยู่ชายแดนเหนือ ท่านแม่ทัพชุยดูแลข้าเป็นอย่างดี แต่ข้ากลับไม่มีโอกาสได้ตอบแทนเลย ในใจรู้สึกละอายยิ่งนัก"

"ท่านแม่ทัพหลิงกล่าวหนักไปแล้ว!" ชุยเจี้ยนโบกมือยิ้ม "พวกท่านล้วนเป็นแม่ทัพชายแดน การต้านทานข้าศึกต่างหากคือภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำ"

ในเวลานั้นเอง นอกประตูตำหนักก็เกิดเสียงอื้ออึงขึ้น

เห็นเพียงชายชราผมขาวหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งค่อยๆ เดินเยื้องย่างเข้ามา ท่ามกลางการรายล้อมของเหล่าขุนนางราวกับดาวล้อมเดือน เขาคือราชบัณฑิตตำหนักเหวินหยวน หัวหน้าพรรคพวกสกุลฉี ‘ฉีชิงหยวน’ เขาสวมชุดขุนนางสีม่วงปักลาย ‘นกกระเรียน’ (ขุนนางฝ่ายบุ๋นขั้นหนึ่ง) ย่างก้าวสุขุมเยือกเย็น น่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอารมณ์

ขุนนางจำนวนไม่น้อยรีบลุกขึ้นทำความเคารพอย่างนอบน้อมถ่อมตนถึงที่สุด แต่ก็มีอีกหลายคนที่เลือกจะเมินเฉย หรือกระทั่งส่งสายตาเย็นชาใส่ เห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มหลังนี้คือขุนนางฝั่งพรรคพวกสกุลหวง

ต่อจากนั้น นอกตำหนักก็เกิดเสียงดังขึ้นอีก อัครมหาเสนาบดีหวงเชียนหู่ เดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่โดยมีเจ้ากรมคลังกู้เฉิงจวินคอยติดตาม แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับแหลมคมดุจเหยี่ยว

ขุนนางพรรคพวกสกุลหวงรีบเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบสอพลอเข้าไปต้อนรับ บรรยากาศในตำหนักพลันแปรเปลี่ยนเป็นความละเอียดอ่อนซับซ้อน หวงเชียนหู่กวาดสายตามองไปรอบๆ งาน ท้ายที่สุดก็หยุดสายตาอยู่ที่คนตระกูลซ่งครู่หนึ่ง

หลังจากนั่งลงแล้ว เขาก็มองไปที่ซ่งเฮ่อนียน รองอัครมหาเสนาบดีคนใหม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้ม

"ไม่เจอกันหลายปี ท่านผู้เฒ่าซ่งยังดูแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะขอรับ!" น้ำเสียงของหวงเชียนหู่ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความแหลมคมที่เหมือนมีเหมือนไม่มี

ซ่งเฮ่อนียนก็ยิ้มตอบ ลูบเครากล่าวว่า "ฮ่าๆ... ตาแก่อย่างข้าหลายปีมานี้กินอิ่มนอนหลับ หาความสำราญใส่ตัว ไม่เหมือนท่านอัครมหาเสนาบดีที่ต้องตรากตรำกับราชกิจทั้งวันทั้งคืน ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น"

หวงเชียนหู่ยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม กล่าวว่า "บัดนี้ฝ่าบาทเชิญท่านผู้เฒ่ากลับมารับตำแหน่ง คิดว่าวันเวลาต่อจากนี้ คงไม่ง่ายดายนักแล้วกระมัง!"

ท่านผู้เฒ่าซ่งโลดแล่นในวงราชการมาครึ่งค่อนชีวิต ไฉนจะฟังความนัยที่ซ่อนอยู่ในวาจาไม่ออก? เขาตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน "ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยขุนนางชราอย่างข้า มีรับสั่งให้ข้าจัดระเบียบราชสำนัก ผู้เฒ่าอย่างข้า ต่อให้ต้องแลกด้วยกระดูกแก่ๆ กองนี้... ก็สาบานว่าจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง!"

หวงเชียนหู่พยักหน้ายิ้ม "ในราชสำนักยามนี้ ควันพิษลอยฟุ้งจริงๆ สมควรได้รับการ ‘จัดระเบียบ’ ขนานใหญ่เสียบ้างแล้ว!” ขณะพูด นิ้วมือของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ

ทั้งสองดูผิวเผินกลมเกลียว แต่ในถ้อยคำกลับซ่อนมีดดาบไว้ การปะทะคารมเชิงหยั่งเชิงครั้งนี้แม้ไม่มีผู้แพ้ชนะอย่างเป็นทางการ แต่ก็ทำให้ทุกคนในที่นั้นสัมผัสได้ถึงคลื่นใต้น้ำที่โหมกระหน่ำรุนแรง

หลิงชวนนั่งตัวตรง สายตามองตรงไปข้างหน้า แต่กลับรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมาที่ตน สายตาเหล่านั้นส่วนใหญ่แฝงด้วยการพิจารณาและความไม่เป็นมิตร ราวกับจะมองทะลุตัวประหลาดอย่างเขาที่จู่ๆ ก็บุกรุกเข้ามาในศูนย์กลางอำนาจ

นับตั้งแต่จากสำนักศึกษามาในวันนี้ การได้ยินและการรับรู้ของเขาก็เฉียบคมขึ้นอย่างกะทันหัน เขาถึงขั้นสามารถจับเสียงพูดคุยของทุกคนในตำหนักใหญ่ได้

"ฝ่าบาทเสด็จ!"

เสียงขานของขันทีแหลมสูงดังมาจากนอกประตูตำหนัก ทุกคนหยุดบทสนทนาทันที รีบลุกขึ้นถวายบังคม ท่ามกลางความเงียบสงัด ฮ่องเต้ในชุดฉลองพระองค์คลุมมังกรสีดำขลับ สวมมงกุฎทองคำ เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาอย่างเนิบนาบ ทุกย่างก้าวแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งราชันผู้ทรงอำนาจออกมาตามธรรมชาติ

เบื้องหลังพระองค์มีขันทีน้อยผู้นั้นและเหยียนเฮ่อจ้าวติดตามมา เดิมทีควรเป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงหนานกงซื่อที่ตามเสด็จ แต่เนื่องจากเขามีอาการบาดเจ็บ จึงให้เหยียนเฮ่อจ้าวทำหน้าที่แทน

ฮ่องเต้เสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์มังกรเก้าตัว สายพระเนตรกวาดมองไปทั่วท้องพระโรงราวกับจับต้องได้

การกวาดล้างในราชสำนักและการงดว่าราชการหลายวันที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศในตำหนักหนักอึ้งดั่งน้ำหมึก เหล่าขุนนางต่างกลั้นหายใจ แม้แต่เสียงเสียดสีของเสื้อผ้าก็ยังฟังดูแสบแก้วหูเป็นพิเศษ

ในความเงียบสงัดที่กดดันนี้ ระหว่างกษัตริย์และขุนนางราวกับมีแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่มองไม่เห็นกั้นขวางอยู่

"เหล่าขุนนางลุกขึ้นได้!" ฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย พระสุรเสียงหนักแน่นแฝงความน่าเกรงขามที่ไม่อาจขัดขืน

รอจนฮ่องเต้ประทับนั่ง เหล่าขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นจึงทยอยนั่งลง การเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกัน แสดงให้เห็นว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด

พระองค์ทอดพระเนตรลงมาจากที่สูง มองเหล่าขุนนางเต็มราชสำนัก พระสุรเสียงก้องกังวานในตำหนักอันกว้างใหญ่ "วันนี้จัดงานเลี้ยง เพื่อต้อนรับคณะทูตต้าเหอโดยเฉพาะ ไม่คุยเรื่องราชการบ้านเมือง ทุกท่านล้วนเป็นเสาหลักของต้าโจว ประเดี๋ยวเมื่อเผชิญหน้ากับคณะทูต จงแสดงความสง่างามและราศีของมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ให้ประจักษ์"

"น้อมรับพระบัญชา!" ทุกคนขานรับพร้อมกัน เสียงดังกึกก้องสะท้อนไปมาระหว่างเสาและคานของตำหนักใหญ่

"ประกาศ คณะทูตต้าเหอเข้าเฝ้า!"

เสียงแหลมสูงของขันทีคนสนิทดังขึ้นในตำหนัก เสียงส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ

ไม่นานนัก ขบวนที่แต่งกายแปลกตาแบบต่างแดนก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ องค์หญิงเสวี่ยจีผู้นำขบวนที่ยังคงแต่งหน้าขาววอกจนซีดเผือด ภายใต้แสงเทียนยิ่งดูน่าขนลุก ราวกับภูตผีที่เดินออกมาจากภาพวาด

ข้างกายมีชายวัยกลางคนหน้าขาวไร้หนวดเคราติดตามมา ส่วนด้านหลังคือองครักษ์ กูหมิงและจิ้งเชียนหลง ทั้งสามคนต่างพกพาอาวุธที่เอว เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดเจนในความเงียบ

"องค์หญิงเสวี่ยจีแห่งต้าเหอ ถวายบังคมฝ่าบาทแห่งต้าโจว!" เสวี่ยจีเดินมาถึงหน้าพระที่นั่ง ย่อกายคารวะเล็กน้อย ภาษาจงหยวนที่พูดออกมาแข็งกระด้างและแปร่งหู

ชายวัยกลางคนข้างกายนางก็ทำความเคารพตาม แต่ริมฝีปากเม้มแน่น ไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว

บนพระพักตร์ฮ่องเต้ประดับด้วยรอยยิ้มที่พอดิบพอดี พยักพระพักตร์เบาๆ "ทุกท่านเดินทางมาไกล ไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด!"

เสวี่ยจีและชายวัยกลางคนนั่งลงเคียงคู่กันที่ที่นั่งตรงข้ามหลิงชวน องครักษ์ทั้งสองยืนนิ่งดั่งรูปปั้นอยู่ด้านหลัง

ในจังหวะที่นั่งลง สายตาของเสวี่ยจีและชายวัยกลางคนต่างพุ่งตรงมาที่หลิงชวนโดยมิได้นัดหมาย แววตานั้นอาบด้วยความเกลียดชังอันเย็นชา เห็นได้ชัดว่ายังไม่ลืมการปะทะคารมที่ไม่น่าอภิรมย์ก่อนหน้านี้

งานเลี้ยงเพิ่งเริ่มต้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นจู่ๆ ก็ลุกขึ้น โค้งคำนับฮ่องเต้ แล้วกล่าวด้วยภาษาจงหยวนที่ชัดถ้อยชัดคำว่า "กราบทูลฝ่าบาทแห่งต้าโจว การมาเยือนของพวกข้าในครั้งนี้ เพื่อเจรจาเรื่องน่านน้ำชายแดนตะวันออก เรื่องนี้ได้แจ้งให้ทางท่านทราบก่อนหน้านี้แล้ว หวังว่าฝ่าบาทจะพระราชทานคำตอบที่ชัดเจนให้พวกข้าได้!"

ภาษาจงหยวนที่คล่องแคล่วของเขาทำให้ขุนนางในงานต่างเปลี่ยนสีหน้า หลายคนแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและตื่นตระหนก แอบคาดเดาที่มาที่ไปของเขาในใจ

ในดวงตาฮ่องเต้ฉายประกายเจิดจ้าวูบหนึ่ง แต่พระพักตร์ยังคงเปื้อนยิ้มอย่างอ่อนโยน "วันนี้จัดงานเลี้ยงต้อนรับทุกท่านโดยเฉพาะ เรื่องราชการเอาไว้คุยกันวันหลัง!" ตรัสจบก็ยกพระหัตถ์ส่งสัญญาณให้ขันทีคนสนิทเริ่มงานเลี้ยง

เหล่าขันทีจากห้องเครื่องหลวงเดินเรียงแถวเข้ามา นำอาหารเลิศรสวางลงบนโต๊ะแต่ละตัว

ของป่าหายาก อาหารทะเลเลิศรส ทั้งนึ่ง ต้ม ย่าง เผา น้ำแกงและขนมหวานละลานตา ในจำนวนนั้นมีไม่น้อยที่เป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องเสวยที่แม้แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในงานยังหาทานได้ยาก กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วงาน ชวนให้น้ำลายสอ

รอจนเหล่าขันทีเริ่มรินสุราให้แต่ละโต๊ะ ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม "สุราวันนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เป็นสุราโลหิตหมาป่าที่หลิงชวนนำกลับมาจากชายแดนเหนือ เราได้ยินชื่อเสียงมานาน เมื่อคืนลองจิบไปจอกหนึ่ง อาการจับไข้ลมหนาวก็ทุเลาลงไปกว่าครึ่ง!"

หลิงชวนรู้อยู่แก่ใจว่าฝ่าบาททรงตรัส ‘ยกเมฆ’ เพื่อส่งเสริมเขา เพราะเห็นชัดๆ ว่าสุรานี้เพิ่งถูกหลิวเอินซื่อส่งมอบให้โรงสุราหลวงเมื่อครู่นี้เอง

ทว่าในเวลานั้นเอง ขุนนางกรมคลังผู้หนึ่งจู่ๆ ก็ลุกขึ้นเดินออกมากลางตำหนัก จงใจชำเลืองมองหลิงชวนแวบหนึ่ง แล้วกล่าวเสียงดังว่า:

"กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าชื่อ 'โลหิตหมาป่า' นี้หยาบโลนต่ำช้าเกินไปพ่ะย่ะค่ะ! ไม่เพียงลบหลู่เบื้องสูง หากนำมาใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องน่าขบขัน ให้ชนชาติอื่นเขาดูแคลนความไร้วัฒนธรรมของพวกเราได้พะยะค่ะ!"

ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้น คิ้วขมวดเล็กน้อย มองลงไปที่ขุนนางผู้นั้น ฝ่ายหลังเห็นฝ่าบาทไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ จึงกล่าวต่อว่า "กระหม่อมรู้สึกว่า การที่หลิงชวนตั้งชื่อสุราอัปมงคลเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาไม่ดีแอบแฝงพะยะค่ะ!"

หลิงชวนลอบหัวเราะในใจ เขาคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าต้องมีคนฉวยโอกาสหาเรื่อง แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสิ้นคิดถึงขนาดหยิบยกเอาแค่เรื่อง ‘ชื่อสุรา’ มาเป็นข้ออ้างเล่นงานกันดื้อๆเช่นนี้

จบบทที่ บทที่ 496: ฉวยโอกาสเล่นงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว