เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 461: จดหมายจากในวัง

บทที่ 461: จดหมายจากในวัง

บทที่ 461: จดหมายจากในวัง


วันที่สี่เดือนเก้า ยามเช้าตรู่

ภายในลานจวนอ๋อง น้ำค้างยามเช้ายังไม่เหือดแห้ง

หลิงชวนยังคงทำเหมือนเช่นทุกวัน เริ่มฝึกยุทธ์ตั้งแต่ฟ้าเริ่มสาง

เขาถือทวนโพ่ซางเฟิง ปลายทวนกรีดผ่านหมอกจางๆ ส่งเสียงหวีดหวิวแหลมคมสะท้านอากาศ ทุกกระบวนท่าหนักแน่นและทรงพลัง แม้วิชาทวนของเขาจะได้รับการถ่ายทอดมาจากถังขุยหราน แต่ก็ได้ผสมผสานประสบการณ์การต่อสู้เสี่ยงตายในสนามรบของตนเองเข้าไปด้วย

ในขณะที่เขาร่ายรำเพลงทวนจนจบรอบ และลมหายใจหอบเล็กน้อย พ่อบ้านใหญ่หลิวเอินซื่อก็เดินซอยเท้าเบาๆ ผ่านระเบียงทางเดินมายังลานฝึกโดยไร้เสียง

ในมือเขาประคองจดหมายลับไร้ชื่อผู้ส่งฉบับหนึ่ง โค้งกายยื่นส่งให้

“ท่านแม่ทัพ... จดหมายของท่านขอรับ!” น้ำเสียงของหลิวเอินซื่อยังคงนอบน้อมเช่นเคย

หลิงชวนรั้งกระบวนท่ากลับคืน กระแทกทวนยาวลงกับพื้น เขารับจดหมายมา สายตากวาดมองซองจดหมายที่ว่างเปล่าไร้ตัวอักษร เอ่ยถาม: “ท่านกงกง... ส่งมาจากที่ใด?”

"มาจากในวังขอรับ!" หลิวเอินซื่อก้มหน้าตอบ น้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับทำให้คำพูดสั้นๆ นี้หนักอึ้งดุจขุนเขาพันชั่ง เพราะเขารู้ดีว่าคำเหล่านี้หมายถึงสิ่งใด

หลิงชวนขมวดคิ้วเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น รีบแกะครั่งออก แล้วกวาดสายตาอ่านเนื้อหาในจดหมายอย่างรวดเร็ว

บนนั้นระบุถึงเหตุการณ์พลิกผันครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ไว้อย่างชัดเจน ชื่อหลายชื่อ เขาเพิ่งเห็นในสมุดรายชื่อที่นำกลับมาจากหอเฟิงเสวี่ยเมื่อคืนนี้เอง

สีหน้าของหลิงชวนค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้น ริมฝีปากเม้มแน่น แต่ลึกลงไปในดวงตาที่ลึกล้ำและสงบนิ่งคู่นั้น กลับมองเห็นระลอกคลื่นแห่งความสงสัยก่อตัวขึ้นลางๆ

เขาพับจดหมายเก็บเข้าในอกเสื้ออย่างแนบเนียน ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วหยิบฉวยทวนยาวขึ้นมาอีกครั้ง

หลิวเอินซื่อยืนนิ่งอยู่ข้างๆ เงียบงันราวกับเงา แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่หลิงชวนตลอดเวลา

เมื่อเขาเห็นหลิงชวนร่ายรำเพลงทวนชุดต่อมาที่ยิ่งดุดันและเฉียบคมขึ้น แรงลมหวีดหวิวราวกับจะฉีกกระชากอากาศโดยรอบให้ขาดสะบั้น ในดวงตาฝ้าฟางของชายชราก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววตื่นตระหนกที่ยากจะปกปิด

เขาลอบถอนหายใจในใจ มิน่าเล่าเด็กหนุ่มผู้นี้อายุยังน้อย กลับสร้างชื่อเสียงเกริกไกรในชายแดนเหนือได้ เพียงแค่อาศัยเพลงทวนที่ใช้แลกชีวิตในสนามรบชุดนี้ ความกล้าหาญดุดันของเขาก็เหนือกว่าแม่ทัพทั่วไปมากโขแล้ว

ประมาณหนึ่งก้านธูปผ่านไป หลิงชวนเก็บทวน หน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดพราย เขากลับห้องล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ชุ่มเหงื่อ แล้วมาที่ห้องอาหารเพื่อทานมื้อเช้าพร้อมกับซูหลี

อาจเป็นเพราะรู้ว่าหลิงชวนมีเรื่องจะปรึกษากับซูหลี หลิวเอินซื่อจึงไม่ได้ยืนเฝ้าหน้าประตูเหมือนปกติ แต่ถอยไปยืนอยู่ห่างๆ อย่างรู้กาลเทศะ

บนโต๊ะอาหาร อาหารเช้าประณีตส่งกลิ่นหอมกรุ่น แต่หลิงชวนกลับไม่ค่อยเจริญอาหารนัก

เขาหยิบจดหมายลับฉบับนั้นออกมา เลื่อนไปตรงหน้าซูหลี "น้องหญิง เจ้าดูนี่สิ!"

ซูหลีวางตะเกียบเงินลง รับจดหมายไปอ่านอย่างละเอียด เมื่อสายตาไล่ลงต่ำ แววตาอันงดงามของนางก็ฉายแววสงสัยและเคร่งเครียดคล้ายคลึงกับหลิงชวน

"ท่านพี่ นี่จดหมายจากผู้ใด?"

"ในวัง!" หลิงชวนเอ่ยออกมาสองคำ แต่นิ้วมือกลับชี้ขึ้นข้างบนอย่างมีความนัย

ซูหลีเข้าใจทันที แต่ความสงสัยกลับทวีความรุนแรงขึ้น "ฝ่าบาท... พระองค์ทรงหมายความว่าอย่างไร?"

“ข้าเองก็ยากจะฟันธง!” หลิงชวนส่ายหน้าเบาๆ หยิบช้อนคนโจ๊กใสในชามเบาๆ "หากทำไปเพื่อชำระล้างราชสำนักจริงๆ เหตุใดจึงต้องเจาะจงเลือกมาลงมือในเวลานี้? พวกเราเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวง จังหวะเวลามันจะประจวบเหมาะเกินไปหน่อยหรือไม่!”

ซูหลีพยักหน้า ความกังวลระหว่างคิ้วไม่ลดลง "หากเป็นเพียงแค่การแสดงละครตบตาพวกเรา ราคาที่ต้องจ่าย... ก็นับว่าสูงเกินไปแล้ว ขุนนางนับร้อยถูกจับเข้าคุก ในจำนวนนั้นมีขุนนางระดับสูงไม่น้อย นี่กระทบกระเทือนถึงรากฐานของแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย"

"นั่นสิ" หลิงชวนวางช้อนลง สายตาคมกริบ "ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่าบาทเจาะจงเรียกตัวเหยียนเฮ่อจ้าวกลับมาดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่ความคิดชั่ววูบแน่นอน ต้องมีเจตนาแอบแฝงที่ลึกซึ้งกว่านั้น นี่คือหมากกระดานใหญ่ และพวกเรา... ก็เป็นเพียง ‘ตัวหมาก’ ที่บังเอิญบุกรุกเข้ามาในกระดานเท่านั้น”

ซูหลีเงยหน้ามองหลิงชวน แววตาซับซ้อน แฝงความหวาดหวั่นที่ยากจะสังเกตเห็น

หลิงชวนรู้ดี นางกำลังกังวลว่าฮ่องเต้จะใช้การล้างบางอันนองเลือดครั้งนี้ เพื่อระงับความอยุติธรรมของตระกูลซู และใช้มันเป็นข้อแลกเปลี่ยน เพื่อให้เขาเลิกสืบสาวหาความจริงเกี่ยวกับการตายของบิดานาง

"น้องหญิงคิดมากไปแล้ว!" หลิงชวนยื่นมือไปกุมหลังมือที่เย็นเฉียบของนางเบาๆ เอ่ยปลอบโยน "พี่เป็นเพียงแม่ทัพชายแดนขั้นห้า ไร้อำนาจวาสนา ยังไม่ถึงขั้นที่ฝ่าบาทจะต้องมาลงทุนลงแรงมหาศาลเพื่อข้าถึงเพียงนี้หรอก เบื้องหลังการกระทำนี้ ย่อมต้องมีเจตนาที่ลึกล้ำยิ่งกว่านั้น”

ซูหลีกลับบีบมือเขาแน่น แววตาเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ผิดปกติ "ท่านพี่ ที่เสี่ยวหลีกังวลก็คือเรื่องนี้นี่แหละ ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พวกเรากลายเป็นชนวนของพายุลูกนี้ไปแล้ว แต่จะยอมให้กลายเป็นเครื่องสังเวยหลังพายุสงบไม่ได้เด็ดขาด!"

นางยื่นนิ้วเรียวงาม ชี้ไปที่ข้อความบรรทัดหนึ่งในจดหมายลับ "ท่านพี่ยังจำได้หรือไม่ วันนั้นที่ด่านว่างอวิ๋น แม่ทัพหลานเคยกล่าวว่า ผู้ที่ออกคำสั่งให้จัดการเรื่องราวของกองทัพฝ่ายใต้ในตอนนั้น คือแม่ทัพใหญ่กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงหนานกงซื่อ แต่บัดนี้ ท่านแม่ทัพใหญ่หนานกงผู้นี้กลับร่วมมือกับฝ่าบาทและติงเหยาแห่งสำนักถิงเว่ย กำจัดจิ้นหวยอันที่แฝงตัวอยู่ในวัง ข้าชักจะดูไม่ออกแล้วจริงๆ เมืองหลวงแห่งนี้ช่างซับซ้อนยากคาดเดา ... สรุปแล้วผู้ใดคือศัตรู? ...และผู้ใดคือพันธมิตรที่ไว้ใจได้กันแน่?”

“ในปลักโคลนแห่งอำนาจนี้... ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร!” หลิงชวนไม่ได้เปิดเผยเรื่องรัตติกาลนิรันดร์ให้นางรู้ เพียงดึงนางเข้ามากอดเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงพลังที่ทำให้คนวางใจ "น้องหญิงวางใจเถิด ไม่ว่าน้ำในบ่อนี้จะลึกเพียงใด หากมีใครคิดจะฝังพวกเราไว้ที่นี่จริงๆ ข้าสัญญาว่าจะลากมัน เดินทางลงนรกไปด้วยกัน!”

ซูหลีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยในอ้อมกอดของเขา ดวงตาใสดุจน้ำจ้องมองเขาตรงๆ เอ่ยถามคำถามอันหนักอึ้งออกมาเสียงเบา “แล้วถ้าหาก... คนผู้นั้นคือ... ฝ่าบาทเล่าเจ้าคะ?”

หลิงชวนตอบกลับอย่างเด็ดขาดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ (เจ้าสวรรค์)... ก็ไม่มีข้อยกเว้น!!"

คำพูดนี้ไม่ได้โอหัง แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นและความมั่นใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ก่อนจะมาเมืองหลวง แม่ทัพใหญ่กองทัพฝ่ายเหนือหลูอวิ้นโฉวเคยฝากลู่หานจางนำข้อความลับสุดยอดมาให้เขา นั่นต่างหากคือไม้ตายที่แท้จริงที่ทำให้เขากล้าเผชิญหน้ากับอำนาจราชวงศ์และต่อกรกับขั้วอำนาจต่างๆ ได้อย่างไม่เกรงกลัว

เขารู้แจ้งแก่ใจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่าบาทที่ต้องการใช้ดาบอย่างเขาเฉือนเนื้อร้ายของจักรวรรดิเพื่อต่อลมหายใจให้แผ่นดิน หรือหลูอวิ้นโฉวคิดยืมกำลังของเขาเพื่อคานอำนาจราชวงศ์ แสวงหาอิสระให้แก่กองทัพชายแดน โดยเนื้อแท้แล้ว เขาก็เป็นเพียงดาบที่ถูกคนอื่นกำไว้ในมือทั้งสิ้น

ด้ามดาบอยู่ในมือผู้ใด เขาก็ต้องถูกผู้นั้นใช้งาน

มีเพียงการกุมด้ามดาบไว้ในมือตนเองอย่างมั่นคงเท่านั้น จึงจะสามารถลิขิตชะตาชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง เพียงแต่ตอนนี้ สถานการณ์บีบบังคับ ปีกกล้าขาแข็งยังไม่เพียงพอ หากคิดจะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากชะตากรรมของ ‘ตัวหมาก’... หนทางเบื้องหน้ายังอีกยาวไกลนัก

พายุแห่งการกวาดล้างที่พัดถล่มเมืองหลวงลูกนี้ ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงยามอู่จึงค่อยๆ สงบลง ไม่ใช่เพราะเรื่องราวยุติลง แต่เป็นเพราะคุกใหญ่ต่างๆ ในเมืองหลวง นักโทษล้นทะลักจนไม่มีที่ขังแล้ว

ทั่วทั้งเมืองหลวงตกอยู่ในความหวาดผวาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ไปจนถึงเสมียนเล็กๆ ในหกกรม ไม่มีใครไม่หวาดระแวง นั่งไม่ติดที่ราวกับนั่งบนพรมเข็ม

แม้แต่ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่หยั่งรากลึกในเมืองหลวงมาหลายร้อยปี และเหล่าผู้ดีมีตระกูลที่เสวยสุขบนกองเงินกองทอง ก็ยังสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บเข้ากระดูกดำ จวนที่เคยรื่นเริงด้วยเสียงดนตรีและการร่ายรำ บัดนี้กลับกินไม่ได้นอนไม่หลับ กันถ้วนหน้า

สิ่งที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับภาพเหตุการณ์นี้คือห้องหนังสือในจวนของอัครมหาเสนาบดี

หวงเชียนหู่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้กวนอี้ไม้พะยูงเหลืองริมหน้าต่าง แสงแดดฤดูใบไม้ร่วงอันสดใสส่องกระทบตัวเขา แต่สีหน้าของเขากลับสงบนิ่ง ราวกับ ‘บ่อน้ำโบราณ’ ที่ลึกไร้ก้นบึ้ง และปราศจากระลอกคลื่น

จบบทที่ บทที่ 461: จดหมายจากในวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว