- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 426: สู้รบเพียงลำพัง
บทที่ 426: สู้รบเพียงลำพัง
บทที่ 426: สู้รบเพียงลำพัง
บนป้อมปราการ ซ่งจี๋มองเห็นกองทหารพิทักษ์เมืองหลวงที่ดุร้ายดั่งเสือและหมาป่าภายใต้การนำของหลานเส้าถัง พุ่งตรงเข้าสู่ประตูเมืองจากระยะไกล ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันที
เขารู้ดีว่าเรื่องราวที่ด่านว่างอวิ๋นยากจะปิดบังหูตาของคนในเมืองหลวง ตอนวางแผนก็ได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่ากองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงจะมาถึงเร็วขนาดนี้
ด่านว่างอวิ๋นอยู่ห่างจากเมืองหลวงห้าร้อยกว่าลี้ เกิดเรื่องมายังไม่ถึงครึ่งวัน กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงก็มาประชิดประตูเมืองแล้ว แสดงว่าพวกเขาออกเดินทางมาก่อนล่วงหน้าแล้ว ส่วนเรื่องข่าวรั่วไหลออกไปได้อย่างไรนั้น ซ่งจี๋สุดจะรู้ และเวลานี้ก็ไม่มีเวลาเหลือให้คิดเรื่องพวกนี้แล้ว
สำหรับหลานเส้าถัง หนึ่งในสามผู้บัญชาการใหญ่แห่งกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวง ซ่งจี๋คุ้นเคยเป็นอย่างดี
สองปีก่อน เขายังเป็นหัวหน้ากองร้อยในสังกัดของหลานเส้าถัง จนกระทั่งเซียวเว่ยเหิงถูกย้ายมาเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ด่านว่างอวิ๋น เขาถึงได้ติดตามมาด้วย
ในยามนี้ เมื่อเห็นเจ้านายเก่าเดินทางมาถึงด้วยตนเอง ในแววตาของซ่งจี๋ก็ฉายแววบ้าคลั่งของสุนัขจนตรอก เขารีบดึงตัวหัวหน้ากองร้อยข้างกายเข้ามา กดเสียงต่ำกระซิบสั่งการอย่างเร่งร้อน "เร็วเข้า! นำพี่น้องที่ไว้ใจได้ไปที่สวนเล็ก จัดการศพให้เรียบร้อย! ต้องเร็วที่สุด!”
หัวหน้ากองร้อยผู้นั้นเข้าใจความหมาย พยักหน้าอย่างหนักแน่น แล้วก้มตัวแทรกเข้าไปในฝูงคน รีบมุ่งหน้าไปทางจวนแม่ทัพทันที
ซ่งจี๋หันกลับมา จ้องเขม็งไปที่หลิงชวนซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือดอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอำมหิต
เขาชักดาบศึกออกมาทันที ตะโกนสุดเสียง "พี่น้องทั้งหลาย! นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะล้างแค้นให้แม่ทัพเซียว! ถ้ากองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงมาถึง เราจะไม่มีทางได้เชือดคอไอ้คนทรยศนี่อีกแล้ว!"
คำพูดปลุกปั่นนี้ ก่อนหน้านี้เคยยุยงทหารที่ไม่รู้ความจริงได้ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่การประลองของปรมาจารย์สะท้านโลกเมื่อครู่ได้ขัดจังหวะไป ตอนนี้หลายคนเริ่มได้สติ สายตาล่อกแล่ก ฝีเท้าลังเล
เวลาคับขัน กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงกำลังบุกทะลวงขึ้นกำแพงเมืองด้วยอานุภาพทำลายล้าง ที่ไหนที่พวกเขาผ่านไป ทหารเฝ้าด่านว่างอวิ๋นต่างทิ้งอาวุธถอยหนี ไม่มีใครกล้าต่อกร!
"ตามข้ามาฆ่ามัน!" ซ่งจี๋ดวงตาแดงก่ำ ตะโกนลั่น
ตอนนี้ที่ยังติดตามเขาอยู่ เหลือเพียงมือสังหารเดนตายสิบกว่านาย พวกมันคือคนที่ ‘หออาภรณ์โลหิต’ ฟูมฟักขึ้นมา... ผู้ซึ่งละทิ้งความเป็นความตายไปนานแล้ว
อีกด้านหนึ่งของกำแพงเมือง หลิงชวนกำดาบศึกในมือแน่น แววตาเด็ดเดี่ยว เห็นอีกฝ่ายยกหน้าไม้ขึ้น เขาไม่เพียงไม่ถอย กลับสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วพุ่งทะยานสวนเข้าไปข้างหน้าอย่างรุนแรง
"ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!"
เขาล้วงหน้าไม้กล่องที่เอวออกมา ปลายนิ้วเหนี่ยวไกยิงต่อเนื่อง ลูกศรอาบยาพิษเก้าดอกพุ่งทะยานออกไปราวกับอสรพิษออกจากถ้ำ เจาะทะลวงเข้าใส่กลุ่มศัตรูในพริบตา!
มือสังหารเดนตายสามนายที่พุ่งนำหน้ามาล้มคว่ำลงทันที หลิงชวนยิงลูกศรจนหมดเกลี้ยงโดยไม่แม้แต่จะก้มมอง โยนอาวุธช่วยชีวิตชิ้นนี้ทิ้งไปอย่างไม่ไยดี สองมือกุมดาบศึกมั่น... โถมเข้าใส่ศัตรูราวกับพยัคฆ์ร้าย
“ยิง! รีบยิงสิโว้ย!” ซ่งจี๋คำรามเสียงแหบแห้ง
ลูกธนูขนนกสิบกว่าดอกแหวกอากาศมา หลิงชวนเคลื่อนไหวหลบหลีกบนกำแพงเมืองที่คับแคบ ลูกธนูส่วนใหญ่เฉียดร่างเขาไป ปักลงบนกำแพงด้านหลัง
ดาบศึกในมือเขาสาดประกายแสงเย็น เกิดเสียงดังเคร้งคร้าง ปัดป้องลูกธนูแหลมคมสามดอกที่พุ่งเข้าใส่หน้า
"ฉึก!"
ลูกธนูเย็นเยียบดอกหนึ่งปักลึกเข้าที่ไหล่ขวาของเขา ความเจ็บปวดจากหัวลูกธนูที่ฝังเข้ากระดูกทำให้เขาส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ แรงพุ่งไปข้างหน้าชะงักไปชั่วขณะ
หลิงชวนใช้ดาบฟันก้านธนูขาดสะบั้น ฝีเท้าไม่ลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย พริบตาเดียว เขาก็พุ่งมาถึงหน้าพวกซ่งจี๋ ดาบศึกเปื้อนเลือดตวัดกวาดออกไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิต
“ชิ้ง! ชิ้ง!”
คมดาบวาดผ่านเป็นเส้นโลหิตสองสาย... ศีรษะสองหัวลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า เลือดอุ่นๆ พุ่งกระฉูดออกจากลำคอที่ขาดสะบั้นราวกับน้ำพุ ย้อมอิฐเขียวบนกำแพงเมืองจนแดงฉาน
"ฆ่ามัน! สับมันให้เละเป็นหมื่นชิ้น!" ซ่งจี๋ทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น กวัดแกว่งดาบเข้าปะทะด้วยตนเอง เหล่ามือสังหารเดนตายติดตามมาติดๆ ราวกับเงาตามตัว
หลิงชวนยืนหยัดปกป้องทางเดินบนกำแพงเมืองเพียงลำพัง ทั่วร่างอาบไปด้วยเลือด ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงทิ้งรอยเท้าเลือดไว้บนพื้น
แววตาเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง มือสังหารนายหนึ่งเงื้อดาบฟันเข้ามาตรงหน้า เขาไม่หลบไม่เลี่ยง ดาบศึกพุ่งสวนออกไปดั่งอสรพิษฉกกัด ออกช้าแต่ถึงก่อน
"ฉึก!"
ปลายดาบแทงทะลุเกราะอกอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ทะลุออกทางด้านหลัง หลิงชวนไม่รอให้อีกฝ่ายสิ้นใจ กลับดันศพนี้พุ่งไปข้างหน้าต่อ จนกระทั่งประชิดตัวซ่งจี๋ ถึงได้ถีบศพนั้นกระเด็นไปกระแทกกับมือสังหารอีกสองคน ที่กำลังจะพุ่งเข้ามาจนล้มคว่ำ
ในขณะเดียวกัน ดาบศึกในมือเขาก็วาดเป็นวงโค้งพิสดาร ได้ยินเพียงเสียงโลหะกระทบกันรัวๆ ดาบคาดเอวสามเล่มที่ฟันเข้ามาหักสะบั้น หลิงชวนไม่หยุดยั้ง ตวัดดาบกลับหลัง อีกคนก็กุมลำคอล้มลง
ทว่า... ทหารจำนวนมากยังคงหลั่งไหลเข้ามาจากทางเดินด้านหลัง คนเหล่านี้แววตาอำมหิต ใบหน้าบิดเบี้ยว เห็นได้ชัดว่าเป็นมือสังหารเดนตายที่หออาภรณ์โลหิตชุบเลี้ยงไว้ทั้งสิ้น
หลิงชวนผ่านศึกหนักมาต่อเนื่อง ร่างกายอ่อนล้าถึงขีดสุด บาดแผลเก่ายังไม่ทันหาย บาดแผลใหม่ก็เพิ่มเข้ามา เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นชุ่มโชกไปด้วยเลือดแนบสนิทไปกับลำตัว
แต่เขากลับอาศัยจิตใจที่ทรหด บุกฝ่าดงศัตรูไปข้างหน้าได้อีกสองวา ทิ้งศพไว้เบื้องหลังเจ็ดแปดศพ ส่วนตัวเขาเองก็มีบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง แผลที่ขาซ้ายสาหัสเป็นพิเศษ เลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด
"หลิงชวน! วันนี้ของปีหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้า!" ซ่งจี๋เห็นเขาเดินโซซัดโซเซ แววตาฉายความยินดีอย่างร้ายกาจ
หลิงชวนใช้ดาบยันพื้น พยุงร่างให้ยืนมั่น
ร่างที่อาบไปด้วยเลือดของเขายืนตระหง่านอยู่กลางทางเดินกำแพงเมืองที่คับแคบ ราวกับเทพสังหารที่หวนคืนมาจากขุมนรก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองเหล่ามือสังหารที่โอบล้อมเข้ามา น้ำเสียงแหบพร่าทว่าแฝงไว้ด้วยไอสังหารที่ทำให้ผู้คนขวัญผวา
“อยากได้ชีวิตข้า? ...ก็เข้ามา!”
หากเป็นทหารทั่วไป คงถูกรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวนี้ข่มขวัญจนถอยหนีไปแล้ว แต่มือสังหารเดนตายเหล่านี้จิตใจด้านชาไปนานแล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นไม่เพียงไม่ถอย กลับถาโถมเข้ามาดุจเกลียวคลื่น
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศอันน่าสยดสยองก็พุ่งมาจากด้านหลังหลิงชวน
"ฟุ่บ!"
ลำคอของมือสังหารที่พุ่งนำหน้าสุดถูกลูกธนูเหล็กเจาะทะลุในพริบตา ลูกธนูนั้นยังไม่หมดแรง กลับพุ่งทะลุหน้าอกของอีกคนที่อยู่ข้างหลัง เสียบทั้งสองคนติดกันราวกับ ‘ถังหูลู่’
เมื่อเห็นลูกธนูทะลวงเกราะที่ทำขึ้นพิเศษดอกนั้น หลิงชวนก็คลายความกังวลในใจลงได้เปลาะหนึ่ง เขารู้ว่าเนี่ยซิงหานมาถึงแล้ว
"ท่านแม่ทัพ! ลั่วชิงอวิ๋นมาแล้ว!"
เสียงคำรามดุจสายฟ้าฟาดดังมาจากใต้กำแพงเมืองอีกครั้ง เสียงดังจากไกลเข้ามาใกล้ เห็นได้ชัดว่ากำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง
หลิงชวนไม่มีเวลาหันกลับไปมอง เขาฝืนกลั้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย ตวัดดาบศึกออกไป ฟันมือสังหารเดนตายสองคนที่พุ่งเข้ามาจนล้มคว่ำ แต่ความเจ็บปวดรุนแรงที่ขาซ้ายทำให้เขาเซถลา เกือบจะทรุดเข่าลงกับพื้น เขาขบกรามแน่น ใช้ดาบศึกยันพื้นพยุงกายเอาไว้
เขารู้ดีว่า ถ้าล้มลงตอนนี้ คงไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีก
"ตาย!"
พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังสนั่นหวั่นไหว ทวนยาวสำหรับทหารม้าเล่มหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาดุจมังกรพิโรธทะยานออกจากมหาสมุทร เฉียดผ่านข้างกายหลิงชวนไปพร้อมเสียงหวีดหวิว แทงทะลุหน้าอกของมือสังหารที่กำลังจะลอบกัดเข้าอย่างจัง ปลายทวนทะลุออกทางแผ่นหลัง นำพาเลือดสาดกระเซ็นดั่งสายฝน
ลั่วชิงอวิ๋นดวงตาแดงก่ำแทบจะมีเลือดหยดออกมา จิตสังหารอันเดือดพล่านพลุ่งพล่านรอบกาย
กล้ามเนื้อบนท่อนแขนทั้งสองข้างของเขาปูดโปน เขาตวัดทวนม้าในมือขึ้นอย่างแรง งัดร่างศพของมือสังหารที่ถูกแทงทะลุขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นก็เหวี่ยงร่างนั้นฟาดลงไปกลางกลุ่มศัตรูที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นในทันที
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวร่างกายอันสูงใหญ่กำยำดุจเจดีย์เหล็กยืนขวางอยู่เบื้องหน้าหลิงชวน ทวนม้าในมือแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนสีดำ... ทั้งแทง ทั้งงัด ทั้งฟาด ทั้งกวาด... ก่อตัวเป็นกำแพงป้องกันที่แน่นหนาจนลมก็ไม่อาจเล็ดลอด
แม้ว่าศัตรูจะดาหน้าเข้ามาอย่างกล้าหาญไม่กลัวตาย... แต่ก็ยังไม่อาจทะลวงผ่านแนวป้องกันดั่งกำแพงเหล็กนี้ได้เลย