- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- (ฟรี) บทที่ 166: ลอบจู่โจมค่าย ในยามวิกาล!
(ฟรี) บทที่ 166: ลอบจู่โจมค่าย ในยามวิกาล!
(ฟรี) บทที่ 166: ลอบจู่โจมค่าย ในยามวิกาล!
ไม่เพียงแต่เมืองหลานโจว ทั้งเจ็ดมณฑลชายแดนเหนือ ล้วนถูกเปลวเพลิงแห่งสงครามโหมกระหน่ำ
เมืองเถียหลินแห่งซั่วโจว ด่านเหล่าหลงแห่งเมืองหลิงโจว และทุ่งหญ้าทาราแห่งเมืองหยุนโจว ล้วนเป็นการรบที่นองเลือดไม่หยุดหย่อน สงครามไม่สิ้นสุด
นอกจากนี้ เมืองจิ้งโจว เมืองเหลียงโจว ก็ไม่สามารถรอดพ้นได้เช่นกัน ความโหดเหี้ยมของการสังหารหมู่ ไม่ได้ด้อยไปกว่าสมรภูมิอื่นเลยแม้แต่น้อย
สามวันผ่านไป ในค่ายแม่ทัพของจวนเจี๋ยตู้สื่อสว่างไสวไปด้วยแสงไฟตลอดคืน หลูอวิ้นโฉวยิ่งแล้วใหญ่ไม่ไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว หากง่วงขึ้นมาก็ได้แต่งีบหลับบนเก้าอี้เท่านั้น
ส่วนหลิงชวนกลับนอนหลับสบาย จนกระทั่งถึงยามไฮ่(สามทุ่ม) ถึงเพิ่งจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
นอกเมือง กองทัพใหญ่ของหูเจี๋ยได้ตั้งกระโจมเตรียมพักผ่อนแล้ว และในขณะเดียวกันก็ได้ส่งทหารม้าเร็วที่สุดมุ่งหน้าไปยังเมืองวั่วหนา เพื่อรายงานสถานการณ์ที่นี่ให้จวนแม่ทัพทราบ
ถึงแม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่า เมื่อแม่ทัพใหญ่ทราบข่าวจะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ผู้บัญชาการทหารพันนายอย่างพวกเขาจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก แต่เรื่องนี้สำคัญเกินกว่าที่ผู้ใดจะกล้าปิดบัง
สำหรับพวกเขาแล้ว หนทางเดียวที่จะสามารถ ‘สร้างคุณไถ่โทษ’ ได้ ก็คือการบุกตีฝ่าด่านอู่ติ้ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องกดดันอย่างหนัก เพื่อให้หลิงชวนยอมปล่อยตัวแม่ทัพใหญ่เยลู่หลานถู
ในตอนนี้ ผู้บัญชาการทหารพันนายต่างก็มารวมตัวกันในกระโจมบัญชาการกลาง แต่ละคนล้วนร้อนใจดั่งไฟเผา นั่งไม่ติดที่
กองทัพสายนี้ของพวกเขาถูกควบคุมโดยทายาทสายตรงของราชวงศ์เยลู่มาโดยตลอด สมาชิกหลักส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากราชวงศ์เยลู่ การที่เยลู่หลานถูถูกจับเป็นเชลย พวกเขาไม่เพียงแต่จะต้องเผชิญหน้ากับการไต่สวนความผิดจากแม่ทัพใหญ่ แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับการแต่ยังต้องเผชิญหน้ากับการลงทัณฑ์ของราชวงศ์อีกด้วย
พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า หลิงชวนจะกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ลงมือลักพาตัวแม่ทัพใหญ่ต่อหน้ากองทัพทั้งสองฝ่าย! หากเป็นคนทั่วไป แม้แต่จะคิดก็ยังไม่กล้าคิด
แต่หลิงชวนไม่เพียงแต่จะทำ ที่สำคัญคือเขายังทำสำเร็จอีกด้วย แล้วจะให้พวกมันไปร้องหาเหตุผลจากผู้ใดได้เล่า?
“พวกเรามาลองพูดคุยกันดู ณ บัดนี้ พวกเราควรจะทำอย่างไรกันดี?” ผู้บัญชาการทหารพันนายที่ดูสูงวัยที่สุดเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“มีเพียงหนทางเดียว คือบุกตีฝ่าด่านอู่ติ้ง แล้วช่วยคุณชายกลับคืนมา ไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเราทุกคนก็ต้องหัวหลุดจากบ่า!” ชายอีกผู้หนึ่งเอ่ยตอบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจนใจ
ชายอีกผู้หนึ่งหยิบถุงหนังแกะขึ้นมา ก่อนจะกระดกสุราเข้าปากไปอึกใหญ่ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “พูดน่ะมันง่ายนัก! พลังป้องกันของด่านอู่ติ้งพวกท่านก็เห็นกับตาแล้วไม่ใช่รึ? ขนาดทหารกองหนุนสามสี่พันนาย ยังไม่อาจเข้าใกล้ได้ในระยะห้าร้อยก้าวเลย แล้วเช่นนี้ จะให้บุกเข้าไปได้อย่างไร?”
“ปัง!” ผู้บัญชาการทหารพันนายสูงวัยคนนั้นทุบกำปั้นลงบนแผนที่อย่างแรง ดวงตาราวกับหมาป่าที่ดุร้ายกวาดมองทุกคน
“บุกไม่ได้ก็ต้องบุก มิฉะนั้น ก็ไม่ใช่แค่ปัญหาที่พวกเราจะถูกตัดหัว คนในเผ่าของเราก็ต้องตายตามไปด้วย!”
เห็นได้ชัดว่า เขามีบารมีในกองทัพนี้อย่างมาก เมื่อเขาเอ่ยปาก ผู้บัญชาการทหารพันนายคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าที่จะพูด
“อู... อู...”
ในขณะนั้นเอง นอกกระโจมก็มีเสียงแตรดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างมาก
“ไม่ดีแล้ว นี่คือเสียงแตรสัญญาณข้าศึกบุก!” ผู้บัญชาการทหารพันนายคนหนึ่งกล่าวด้วยความตกใจ
ในหัวของทุกคนต่างก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาพร้อมกัน กองทัพโจวลอบจู่โจมค่าย!
หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาย่อมไม่เชื่อเด็ดขาดว่ากองทัพโจวจะกล้าเปิดฉากบุกออกมานอกเมือง แต่เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน อีกฝ่ายเพิ่งจะลักพาตัวแม่ทัพใหญ่ไปจากใต้จมูกของพวกเขา แล้วจะมีสิ่งใดอีก ที่หลิงชวนผู้นั้นไม่กล้าทำ?
ทหารทุกคนรีบกลับเข้าค่ายของตน เตรียมพร้อมรับมือศัตรู
แต่ทว่า กองทัพโจวกลับส่งมาเพียงหน่วยทหารม้าเร็ว พวกเขาเพียงแค่ยิงธนูไฟใส่จากระยะไกล ก่อนจะควบม้าผ่านไปราวกับสายลม โดยไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย
เมื่อพวกเขาทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง กองทหารม้าเร็วนั้นก็ได้ล่าถอยกลับเข้าเมืองไปแล้ว
เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายต้องการที่จะลอบจู่โจมค่ายในยามวิกาล คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเพียงสัญญาณหลอกให้ตกใจ มีเพียงกระโจมสองสามหลังที่ถูกเผาทำลาย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บล้มตาย
กองทัพใหญ่ที่กำลังพักผ่อนอยู่พลันถูกปลุกให้ตื่นตระหนก กำลังจะสวมเกราะเพื่อรับมือศัตรู แต่กลับได้รับแจ้งว่า ศัตรูเป็นเพียงหน่วยก่อกวน ให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนต่อ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรบล้อมเมืองในวันพรุ่งนี้
หนึ่งชั่วยามต่อมา ค่ายใหญ่ก็ค่อยๆ กลับสู่ความเงียบสงบ ทหารจำนวนไม่น้อยเพิ่งจะเข้าสู่ห้วงนิทรา เสียงแตรศึกก็พลันดังขึ้นอีกครั้ง!
ทั้งกองทัพก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมพร้อมรับมือศัตรู
แต่ผลสุดท้าย ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม อีกฝ่ายเพียงแค่ส่งหน่วยทหารม้าเร็วหน่วยหนึ่งควบม้าผ่านหน้ากระโจมไป ยิงธนูไฟสองสามระลอก แล้วก็รีบล่าถอยกลับไป
หลังจากนั้น ทุกๆ หนึ่งชั่วยาม ก็จะมีหน่วยทหารม้าเร็วหน่วยหนึ่งเข้ามาโจมตีก่อกวน
ตอนแรกๆ กองทัพใหญ่ของหูเจี๋ยก็เคยคิดที่จะดักสังหาร แต่ทว่าอีกฝ่ายปรากฏตัวในทิศทางที่แตกต่างกันทุกครั้ง ทำให้พวกเขาป้องกันได้ยาก
โชคยังดีที่หน่วยทหารม้าเร็วหน่วยนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเพียงแค่การก่อกวน ไม่ได้เข้ามาใกล้
การโจมตีก่อกวนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้จะไม่ได้สร้างความสูญเสียให้แก่พวกเขามากนัก แต่กลับทำให้กองทัพใหญ่ไม่สามารถพักผ่อนได้ หลังจากที่ต้องวุ่นวายอยู่หลายต่อหลายครั้ง ทุกคนก็ล้วนอ่อนล้าจนเกินขีดจำกัด
การยั่วยุที่ต่อเนื่องกันนี้ทำให้เหล่าแม่ทัพนายกองของหูเจี๋ยโกรธจนไม่อาจระงับได้ ทุกคนต่างก็แอบสาบานในใจ ว่าในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ตีฝ่าด่านอู่ติ้งได้แล้ว จะสั่งสังหารหมู่คนทั้งเมืองทันที มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถดับเปลวเพลิงแห่งโทสะในใจได้
ยาม ‘อิ๋น’ (ตีสาม) ความมืดมิดก่อนรุ่งสาง
เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนง่วงงุนที่สุด
ค่ายทหารหูเจี๋ยที่ถูกรบกวนติดต่อกัน ก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เสียงกรนดังไม่หยุด
“อู... อู...”
เสียงแตรศึกที่คุ้นเคยพลันดังขึ้นอีกครั้ง
ทหารจำนวนมากที่เพิ่งจะหลับไปได้ไม่นานลืมตาที่แดงก่ำของตนขึ้น ในใจอยากจะจับคนเป่าแตรนั่นมาฆ่าทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เสียงแตรสัญญาณข้าศึกบุกดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่เพิ่งจะสวมเกราะเตรียมออกจากค่าย ก็ได้รับแจ้งให้กลับเข้าไปนอนต่อ เรื่องเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมต้องโมโหจนควันออกหู
ดังนั้น ครั้งนี้ ความเร็วในการตอบสนองของทหารแต่ละกองจึงช้ามาก ถึงขนาดที่ว่าหลายคนมีความรู้สึกขุ่นเคือง เพียงแค่พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ไม่ได้รีบร้อนที่จะสวมเกราะแต่อย่างใด
เพราะพวกเขารู้ดีแก่ใจว่า อีกไม่นานก็คงจะมีคนมาแจ้ง ว่ามันเป็นเหมือนกับครั้งก่อนๆ เป็นเพียงการก่อกวนของศัตรู ให้ทุกคนกลับไปนอนต่อได้
อันที่จริงแล้ว ไม่เพียงแต่ทหารเท่านั้น ผู้บัญชาการทหารร้อยนายหรือแม้กระทั่งผู้บัญชาการทหารพันนายหลายคนก็เป็นเช่นนี้; ต่อให้หลายคนจะรำคาญแล้วเลือกที่จะสวมเกราะนอน ก็ไม่ได้ออกจากค่ายเพื่อรวมพลในทันที
พวกเขาทุกคนเข้าใจดีว่า กองทัพโจวเพียงแค่ต้องการใช้วิธีนี้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถพักผ่อนได้
แต่ทว่า เสียงแตรในครั้งนี้กลับดังยาวนานไม่หยุด และยังเร่งเร้ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้แม่ทัพนายกองจำนวนมากเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
จนกระทั่งรอบๆ มีเสียงโห่ร้องสังหารดังสนั่น ทหารแต่ละกองถึงได้รู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ฆ่า...”
เสียงตวาดกึกก้องสะท้านฟ้าพลันฉีกกระชากความมืดมิดก่อนรุ่งสาง กองทหารเกราะหนักสามพันนายบุกทะลวงมาจากทิศทางของด่านอู่ติ้ง! บัดนี้พวกเขามาถึงในระยะประชิดแล้ว!
คนที่นำทัพไม่ใช่ใครอื่น ก็คือถังขุยหรานที่สังหารเหลยเลี่ยหน้าค่ายในตอนกลางวัน
ทหารเกราะหนักสามพันนายถาโถมเข้ามาประดุจคลื่นยักษ์ ซัดเข้าใส่ค่ายทหารโดยตรง! ภายในกระโจม ทหารจำนวนมากยังไม่ทันจะได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง ทหารม้าเกราะหนักก็ได้ฉีกกระชากผ้าใบเข้ามาสังหารถึงข้างใน ปลายทวนยาวที่ส่องประกายเย็นเยียบแทงทะลวงผ่านร่างของพวกเขา โลหิตร้อนๆ สาดกระเซ็น!
ทหารเกราะหนักสามพันนายเมื่อเทียบกับกองทัพใหญ่สองหมื่นนายแล้วย่อมนับเป็นอะไรไม่ได้ ในสถานการณ์ปกติ มีแนวโน้มสูงที่จะตกอยู่ในค่ายศัตรูแล้วถูกล้อมจนตาย
แต่ นั่นเป็นเพียงสถานการณ์ปกติ บัดนี้ ฟ้าดินมืดมิด กองทัพหูเจี๋ยไม่รู้เลยว่ามีศัตรูกี่คน ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากที่ถูกรบกวนหลายครั้งก่อนหน้านี้ก็ได้ทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง สำหรับเสียงแตรสัญญาณข้าศึกบุกก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ใส่ใจ ทำให้พลาดโอกาสในการตั้งค่ายกล
ตอนนี้ ศัตรูได้บุกเข้ามาในกระโจมแล้ว การที่จะตั้งค่ายกลเพื่อป้องกันศัตรูนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ประกอบกับความเหนื่อยล้าของร่างกายและความหวาดกลัวในใจ ในไม่ช้าก็เกิดปรากฏการณ์แตกทัพหนีตายขึ้น
การแตกทัพหนีนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับโรคระบาด เมื่อมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้วก็จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัวในใจของเหล่าทหารก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะว่า ความกลัวของพวกเขานั้นไม่ได้มาจากทัพศัตรูเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากสหายร่วมรบที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
“โถมกำลังเข้าไป สังหารพวกมันให้สิ้น!” เสียงของถังขุยหรานดังกึกก้องราวกับอสนีบาต ทวนยาวในมือชี้ตรงไปเบื้องหน้า!