- หน้าแรก
- กลิ่นหอม ความตาย สาวงาม โลงศพ
- บทที่ 70 กระจกส่องอ่างโลหิต
บทที่ 70 กระจกส่องอ่างโลหิต
บทที่ 70 กระจกส่องอ่างโลหิต
บทที่ 70 กระจกส่องอ่างโลหิต
ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าพวกศิษย์อาจารย์ของหลิวฉางเซวียนจะตามมาเจอ อย่างไรเสียเรื่องสองสามเรื่องที่ผมกับคุณอาสองทำไปเมื่อเร็วๆ นี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว
ผมแค่ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาเร็วขนาดนี้
ความแค้นระหว่างผมกับเหอเซียวหยุนและเหอเสี่ยวหลง อย่างมากก็แค่เรื่องชกต่อยกัน
แต่ความแค้นระหว่างผมกับพวกศิษย์อาจารย์ของหลิวฉางเซวียนนั้น ไม่ใช่แค่การชกต่อยที่จะจบลงได้
วันนั้นที่ชายขอบเทือกเขาแสนบรรพต พวกเขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
ตันเถียนของซุนเชายังถูกผมทำลาย นี่เป็นความแค้นที่ต้องชำระด้วยเลือด
แต่ถ้าพวกเขาจะใช้วิธีของคนในวงการมาจัดการผม ก็คงไม่พ้นเรื่องการวางกับดักหรือวางแผนการบางอย่าง
ซุนเชากลายเป็นคนพิการไปแล้ว จะมีความสามารถขนาดนั้นเชียวหรือ?
ผมถามคำถามอีกสองสามข้อ แต่เฉินจื่อห่าวก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่มีค่าอะไรเลย
ดูเหมือนว่าในสายตาของสองอาหลานตระกูลเหอ เขาเป็นเพียงแค่กระเป๋าสตางค์เดินได้จริงๆ
เมื่อเห็นว่าถามอะไรไม่ได้อีก ผมจึงให้หวงจิ่วพาเฉินจื่อห่าวไป
อย่างไรเสียผมก็ไม่ได้สั่งอาหารให้เขา ถ้าให้คนอื่นเห็นก็คงดูไม่ดี
หวงจิ่วยังมีแผนร้าย อยากจะให้เฉินจื่อห่าวจ่ายเงินค่าอาหารให้ แต่ผมห้ามไว้
รู้จักพอประมาณ มีเหตุมีผลในการกระทำ
นี่คือหลักการของผม
หลังจากเฉินจื่อห่าวไปแล้ว จางอิ่งก็นั่งลงข้างๆ ผมอย่างตื่นเต้น ถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น
ผมกำลังลังเลอยู่ว่าจะบอกความจริงกับเธอดีหรือไม่ หลังจากคิดอยู่นานผมก็ตัดสินใจบอกเธอไป
คนที่มีธาตุหยินน้อย ในอนาคตต่อให้ไม่ถูกคนของลัทธิสามหยินหมายตา ก็ต้องเจอภูตผีปีศาจเล็กๆ น้อยๆ อย่างแน่นอน
หลังจากฟังเรื่องที่ผมเล่าจบ สีหน้าของจางอิ่งก็ซีดขาว แต่ในดวงตากลับเป็นประกาย เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในโลกที่แตกต่างจากแสงสีเสียงที่เธอคุ้นเคย
แต่ในขณะที่อยากรู้อยากเห็น ในดวงตาของเธอก็มีความเกรงกลัวอยู่บ้าง
คนเราขอเพียงแค่รู้จักกลัว ก็จะไม่ไร้เดียงสาจนเกินไป
หลังจากสเต๊กมาเสิร์ฟ ผมก็ไม่ได้พูดอะไรอีก รีบกินให้เสร็จ
ตอนจ่ายเงิน ผมถึงกับอึ้ง
สามพันกว่าหยวน…
ถ้าเป็นที่บ้านนอก นี่คือรายได้ทั้งปีของครอบครัวหนึ่งเลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมจนมานานเกินไป หรือเพราะผมก้าวกระโดดเข้าสู่สังคมคนรวยเร็วเกินไปกันแน่ มันเป็นก้าวที่ใหญ่เกินไปจนผมแทบตั้งหลักไม่ทัน
ตอนจ่ายเงิน หัวใจผมเจ็บปวดไปหมด โชคดีที่จางอิ่งให้คนขับรถไปส่งเรากลับ ทำให้ประหยัดค่ารถไปได้หกสิบหยวน
ทั้งวันผมไม่เจอคุณอาสอง เลยโทรหาเขา เขาบอกว่าตอนนี้อยู่ที่บริษัทของประธานจาง กำลังปรึกษาเรื่องการพัฒนาตึกผีสิงกับประธานหวังอยู่
แค่หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ เขาจะใส่ใจขนาดนั้นทำไม?
ผมรู้สึกพูดไม่ออก แต่การที่สามารถทำธุรกิจได้ ไม่ต้องหากินกับเรื่องลี้ลับ ผมก็ยังสนับสนุนอยู่
กลับมาที่ร้าน หวงจิ่วก็มีท่าทีวิตกกังวล มันพูดว่าวิชามนต์ดำของลัทธิเต๋าก็มีอยู่ไม่น้อย ถ้าพวกเขาคิดจะวางกับดักจริงๆ พวกเราอาจจะสู้ไม่ได้
คิดอยู่นาน หวงจิ่วก็บ่นถึงศพหญิงสาว บอกว่าไม่เคยเห็นสินเดิมส่งมาหลายวันขนาดนี้แล้วเจ้าสาวยังไม่มาถึงบ้านเสียที
มันเสนอให้ผมกลับไปดูสักหน่อย ว่าจะสามารถรับเธอมาได้หรือไม่ มีที่พึ่งพิงแล้ว พวกเราก็จะได้ไม่ต้องกลัวใคร
กลับบ้านน่ะเป็นไปไม่ได้ ผมยอมให้พ่อแม่กินมันฝรั่งต้มกับผักดองทุกมื้อ ยังดีกว่านำเรื่องร้ายกลับไปให้พวกเขา
ส่วนเรื่องรับศพหญิงสาว ผมก็อยากทำ แต่ผมจะเข้าไปในเทือกเขาแสนบรรพตได้หรือ?
เมื่อค่ำคืนมาเยือน ก็เป็นอีกวันที่ไม่มีลูกค้า มีแต่เรื่องกลุ้มใจ
ตอนสองทุ่ม ผมเตรียมจะปิดร้านพักผ่อน
แต่ตอนที่กำลังจะปิดประตูม้วน ผมก็เกิดอาการเวียนศีรษะขึ้นมากะทันหัน ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีแดงเลือดไปหมด หน้าอกก็เจ็บปวดเหมือนถูกสว่านเจาะ
เห็นผมโซซัดโซเซ หวงจิ่วก็กระโดดขึ้นไปบนไหล่ของผมอย่างระแวดระวังทันที
โชคดีที่ความรู้สึกนั้นเป็นอยู่เพียงไม่กี่วินาทีก็หายไปเหมือนกระแสน้ำ แต่เพียงแค่ไม่กี่วินาทีสั้นๆ เสื้อผ้าของผมก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดขาว
ประตูม้วนลงมาถึงพื้น
ผมหายใจเข้าลึกๆ กลับไปนั่งบนเก้าอี้ ดื่มน้ำไปสองแก้วถึงจะพูดว่า “ฉันถูกคนเล่นงานเข้าแล้ว”
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” หวงจิ่วไม่เข้าใจ “ช่วงนี้ก็ไม่มีใครได้ของใช้ส่วนตัวของแกไปนี่นา!”
การใช้วิชาคุณไสยทำร้ายคน มีเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งคือต้องมีของใช้ส่วนตัวของผู้เสียหาย เช่น ผม เลือด หรือเล็บ เป็นต้น และของสิ่งนั้นต้องยังมีพลังชีวิตอยู่ด้วย นั่นก็คือต้องใช้ภายในสิบนาทีหลังจากที่ของหลุดออกจากร่างกาย
ตอนที่หวงจิ่วสาปเหอเซียวหยุน ก็เป็นตอนที่คนเพิ่งจะจากไป มันก็รีบลงมือทันที
ปู่สอนให้ผมระวังเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครได้ของพวกนี้ของผมไปภายในสิบนาที
ส่วนการใช้ดวงชะตาแปดอักษรทำร้ายคน กรณีแบบนี้มีอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมาก
เพราะถ้าจะใช้ดวงชะตาแปดอักษรทำพิธีทำร้ายคน ก็ต้องคำนวณดวงชะตาและโชคชะตาของเป้าหมายออกมาอย่างแม่นยำ แล้วค่อยลงมือที่จุดเปลี่ยนของโชคชะตา
คนที่ทำได้ถึงขนาดนั้น ในวงการหยินหยางมีนับนิ้วได้
บุคคลระดับนี้ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูง พวกเขาต้องการชีวิตคนคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทำอะไรยุ่งยากขนาดนั้น
เมื่อตัดความเป็นไปได้ต่างๆ ออกไป ก็เหลือเพียงความเป็นไปได้เดียวคือค่ายกลฮวงจุ้ย
มีคนวางค่ายกลฮวงจุ้ยเล่นงานผม
เฉินจื่อห่าวบอกว่าซุนเชาเพิ่งจะมาเมื่อสองวันก่อน เวลาไม่น่าจะพอที่จะไปยุ่งกับสุสานบรรพบุรุษของผม อีกอย่างการลงมือที่สุสานบรรพบุรุษ อาการบนตัวผมจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา มีร่องรอยให้สังเกตได้
การวางค่ายกลแบบนี้กับคนในวงการ ก็เป็นการเสียเวลาเปล่า
ซุนเชาคงไม่โง่ขนาดนั้น
ผมพูดกับหวงจิ่วว่า “ลูกน้องของแกก็มีลูกน้องด้วยใช่ไหม?”
“แน่นอนอยู่แล้ว มันเป็นราชันย์หนูแถวนี้เลยนะ” หวงจิ่วพูดอย่างภูมิใจ
ผมพูดว่า “แกให้มันช่วยฉันหน่อย ไปสำรวจบ้านรอบๆ ร้านเราให้ทั่ว ถ้าเจออะไรผิดปกติรีบบอกฉันทันที”
หวงจิ่วก็ตระหนักได้ว่าอาจจะมีคนวางค่ายกลอยู่บริเวณนี้ มันไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบไปหาสหายหนูของมันทันที
ตอนตีสองกว่า หวงจิ่วก็กลับมา บอกว่าเจอแล้ว อยู่ที่ชั้นสองของร้านซาลาเปาฝั่งตรงข้ามร้านเรา
ดึกสงัด ผมถามจนแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่บนชั้นสอง ผมกับหวงจิ่วก็ย่องขึ้นไป
หนูตัวใหญ่รออยู่ที่หน้าประตู มันส่งเสียงร้องจี๊ดๆ สองครั้ง หวงจิ่วแปลว่า “มันถามว่าจะให้มันกัดประตูให้เปิดไหม!”
“กัดเปิดก็ความแตกน่ะสิ รอฉันหาวิธีก่อน!” ผมพูดไปพลางก็สังเกตดูลูกบิดประตู เป็นลูกบิดแบบสปริงเก่าๆ ถ้าเป็นที่บ้านนอกก็ถือว่าทันสมัยแล้ว
แต่ร้านขายของชำของครอบครัวเสี่ยวพ่างก็ใช้ลูกบิดแบบนี้ ก่อนที่เขาจะแต่งงาน ตราบใดที่พ่อแม่เขาไม่อยู่บ้าน เขาก็จะพาผมไปขโมยขนมกิน ใช้แค่บัตรพลาสติกแข็งๆ แผ่นหนึ่งสอดเข้าไปในร่องประตูก็เปิดได้แล้ว
ผมกลับไปที่ร้านหาอยู่นาน ถึงจะเจอนามบัตรที่ทำอย่างประณีตใบหนึ่ง เป็นพลาสติกล้วน
ตอนนั้นผมก็ไม่ได้ดู พอกลับมาที่ชั้นสองของร้านซาลาเปา เตรียมจะสะเดาะกลอนถึงได้รู้ว่าเป็นนามบัตรของซูต้าจ้วง
เฮ้อ!
คุณลุงคนนี้ช่างมีวาสนาพัวพันกับผมจริง ๆ แค่ครึ่งวันก็เจอตั้งสามรอบแล้ว ดูท่าทางแล้ว... ถ้าไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน คงไม่ได้โคจรมาเจอกันบ่อยขนาดนี้
ผมบ่นในใจ ก่อนจะสะเดาะกลอนลูกบิดแบบสปริงอย่างชำนาญ
พอประตูเปิดออก กลิ่นสีที่ฉุนจมูกก็โชยมาปะทะหน้า
นี่เป็นห้องโถงห้องเดียว สี่เหลี่ยมจัตุรัส ดูเหมือนกล่อง
ในทางฮวงจุ้ยเรียกว่าอ่าง
ภายใต้เนตรวิญญาณ ทั้งห้องถูกทาด้วยสีแดงฉาน
ถึงแม้จะเป็นสีทาบ้านธรรมดา แต่ก็ดูแล้วทำให้ใจคอไม่ดี
บนกำแพงที่หันหน้าเข้าหาร้านหลี่จี้ มีกระจกสามเหลี่ยมแขวนอยู่บานหนึ่ง
กระจกอยู่ทางทิศใต้ ทิศใต้เป็นธาตุไฟ สามเหลี่ยมในห้าธาตุก็เป็นธาตุไฟเช่นกัน ตอนนี้ไฟซ้อนไฟ ก็กลายเป็นไฟเผาทำลายดินแห่งความรุ่งเรือง
ช่วงนี้ผมกับคุณอาสองมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โชคชะตากำลังขึ้น ร้านค้าก็เรียกได้ว่าเป็นดินแห่งความรุ่งเรืองได้เช่นกัน
กระจกบานนี้รวมกับสีแดงทั้งห้อง ก็กลายเป็นค่ายกลฮวงจุ้ยทำร้ายคนที่มีชื่อเสียงอย่าง ‘กระจกส่องอ่างโลหิต’
คนในวงการกล่าวกันว่า ‘กระจกส่องอ่างโลหิต ขวัญกระเจิงดีฝ่อ ปะทะไอชั่วทำร้ายกาย พบไอชั่วทำลายใจ’
ไม่แปลกใจเลยที่ผมยืนอยู่หน้าประตูแล้วจะเวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก และเห็นภาพเลือด
[จบตอน]