เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66 มนตราเก้าอักขระแห่งนิกายวัชรยาน

บทที่ 66 มนตราเก้าอักขระแห่งนิกายวัชรยาน

บทที่ 66 มนตราเก้าอักขระแห่งนิกายวัชรยาน


บทที่ 66 มนตราเก้าอักขระแห่งนิกายวัชรยาน

ตอนนี้ผมค่อนข้างเชี่ยวชาญในวิชาแล้ว พอปรับลมหายใจอยู่หนึ่งคืน ตอนฟ้าสางก็ฟื้นฟูได้เจ็ดแปดส่วน

เพียงแต่หวงจิ่วยังไม่กลับมา ผมค่อนข้างเป็นห่วง

สิบโมงกว่าคุณอาสองมาส่งข้าว พร้อมกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

ผมดูแล้ว บนนั้นเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่ประธานจางทำพิธีสวดส่งวิญญาณที่ตึกผีสิง

ผมหัวเราะเยาะออกมา “พวกคนรวยนี่นะ ทำความดีทีก็กลัวคนอื่นจะไม่รู้”

คุณอาสองพูดว่า “ถ้าแกคิดแบบนี้ก็ใจแคบไปแล้ว ประธานจางกับประธานหวังร่วมมือกันซื้อที่ดินตึกผีสิงมาในราคาถูกแล้ว คาดว่าพอทำพิธีเสร็จ ก็จะรีบฉวยโอกาสเปิดโครงการทันที!”

การกระทำนี้ ทำให้ผมตกใจจนไม่รู้จะพูดอะไรดี

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการซื้อที่ดินในราคาถูก แค่เวลาผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาก็จัดการเรื่องไปถึงขั้นนี้แล้ว

สมแล้วที่เป็นนายทุน เรื่องที่คนธรรมดาคิดไม่ถึง พวกเขาคงแค่โทรศัพท์สายเดียวก็จัดการได้

คุณอาสองรินซุปไก่ให้ผมแล้วพูดว่า “ประธานจางบอกว่าจะให้หุ้นลมเราสองอาหลานห้าเปอร์เซ็นต์ พอสร้างเสร็จก็จะให้ทำเลที่ดีที่สุดกับเรา ให้เราย้ายร้านหลี่จี้ไปที่นั่น แกคิดว่าไง?”

ผมถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห

การกระทำของประธานจางแบบนี้ เกรงว่าต่อให้เป็นคนตาย แค่มีประโยชน์กับเขา เขาก็จะขุดฝาโลงศพออกมาใช้

แต่สำหรับพวกเรา นี่ก็เป็นเรื่องที่ดี

อย่างไรเสียก็เป็นหุ้นลม คุณค่าของเราก็แค่ช่วยเขาลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีออกไป เป็นตัวนำร่องเท่านั้น

ถึงแม้ทุนนิยมจะน่ารังเกียจ แต่ตามทุนนิยมไปก็มีน้ำซุปให้ซด

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเฉินไคถึงได้ประจบสอพลอขนาดนั้น

ตอนนั้นเองคุณอาสองถึงได้สังเกตเห็นว่าหวงจิ่วไม่อยู่ เลยถามผมขึ้นมา

ผมพูดอย่างเป็นห่วง “เมื่อคืนมันก็ออกไปแล้ว ทำตัวลับๆ ล่อๆ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย!”

“มันหนีไปแล้วรึเปล่า?” คุณอาสองถามด้วยสีหน้าแปลกๆ

ผมตอบว่า “เป็นไปไม่ได้ เมียมันน่ากลัวกว่าผีสาวเมื่อคืนอีก มันไม่หนีไปแน่”

คุณอาสองพูดว่า “อย่างนั้นก็ดี มีมันอยู่ก็ประหยัดเรื่องไปได้เยอะ”

ตอนเที่ยง คุณอาสองบอกว่าจะพาถิงถิงไปว่ายน้ำ แล้วก็ฝากร้านให้ผมดูแล

ไม่ได้เจอกันหลายวัน ผมก็คิดถึงถิงถิงอยู่เหมือนกัน แต่ผมก็เข้าใจเหตุผลที่คุณอาซูอีเม่ยไม่พาเธอมาที่ร้าน

การอยู่ห่างจากครอบครัว นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในวงการของเรา

หลังจากที่คุณอาสองไปแล้ว ผมก็เบื่อๆ เลยลองใช้วิชาลับในคัมภีร์เล่มปลายดู พอมีปราณเต๋าแล้ว คัมภีร์เล่มต้นกับเล่มปลายก็เชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ ผมพูดไม่ได้ว่าเข้าใจทั้งหมด แต่ก็เข้าใจไปแล้วกว่าครึ่ง

พอฟ้ามืด หวงจิ่วก็ยังไม่กลับมา ผมเริ่มร้อนใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว แต่พอนึกถึงโทรศัพท์ที่เฉินไคให้มา ผมก็หยิบออกมาเล่นแล้วก็ลืมเรื่องมันไป

ตอนสามทุ่มกว่า ผมปิดร้านแล้ว หวงจิ่วถึงได้โผล่ออกมาจากห้องด้านหลังอย่างลับๆ ล่อๆ

พอเห็นมัน ผมก็จับมันไว้แล้วคาดคั้นว่าไปทำอะไรมา

หวงจิ่วแยกเขี้ยว “เรื่องดี พรุ่งนี้เที่ยงข้าจะบอกแก!”

เห็นท่าทางเจ้าเล่ห์ของมัน ผมก็เอาแม่ไก่แก่ครึ่งดิบครึ่งสุกกับเลือดไก่แช่เย็นในตู้เย็นให้มัน

คืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันรุ่งขึ้นคุณอาสองก็มาส่งข้าวตามปกติ บอกว่าในเมืองเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น วงล้อมนตราของนิกายวัชรยานจากดินแดนตะวันตกชิ้นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์จังหวัดถูกขโมยไป ขึ้นข่าวใหญ่เลยทีเดียว

เดิมทีเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพวกเรา แต่พอผมได้ฟังก็รู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก

ตอนเที่ยงคุณอาสองเพิ่งจะไป หวงจิ่วก็โผล่หัวออกมาจากห้องด้านใน กวักมือเรียกผมเข้าไปอย่างลับๆ ล่อๆ

ผมเข้าไป มันก็ปิดประตู แล้วเขี่ยกระบอกทรงกลมสีทองอร่ามออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ในโกดัง

“เวรเอ๊ย!” ผมตกใจจนมือไม้สั่นไปหมด

ผมคว้าคอหวงจิ่วขึ้นมา “แกจะฆ่าข้ารึไง ของแบบนี้ก็กล้าแตะ แกคิดว่าชีวิตข้ามันสุขสบายเกินไปรึไง?”

ของสิ่งนั้นคือกระบอกมนตรา คุณอาสองเพิ่งจะบอกว่าวงล้อมนตราในพิพิธภัณฑ์ถูกขโมยไป มีหรือที่ผมจะไม่เข้าใจ

ผมเขย่าตัวหวงจิ่วอย่างแรงเพื่อเรียกสติมัน แล้วสั่งมันว่า “แกเอากลับไปคืนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นก็เอาของของแกแล้วไสหัวไปซะ”

หวงจิ่วถูกผมเขย่าจนตาลายไปหมด มันพูดอย่างมึนงง “แกอย่าเพิ่งตื่นเต้นสิ นี่เป็นของล้ำค่าของนิกายวัชรยานเลยนะ ข้างในซ่อนมนตราเก้าอักขระไว้ พวกนักวิชาการเฒ่านั่นไม่รู้เรื่องหรอก แกหาวิธีเปิดมันออกมา เราเอาของข้างในแล้วค่อยเอากลับไปคืน จะไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น”

“มนตราเก้าอักขระ?”

หวงจิ่วพยักหน้าหงึกๆ เหมือนไก่จิกข้าว

ไม่แปลกใจเลยที่หลายวันมานี้พอตกกลางคืนก็ไม่เห็นมัน ที่แท้ก็ไปจ้องของพวกนี้นี่เอง

แต่ผมก็เริ่มใจอ่อนแล้วเหมือนกัน ผมหยิบกระบอกมนตราบนพื้นขึ้นมา แต่ก็ดูไม่ออกว่ามันเป็นกล่องเก็บของ

ภายใต้การชี้แนะของหวงจิ่ว ผมถึงได้มองออก

อักษรมนต์ที่หมุนได้ด้านบนคล้ายกับรหัสของกุญแจรหัส ถ้าไม่เข้าใจอักษรมนต์ ก็เปิดไม่ได้เลย

โดนหวงจิ่วเร่ง ผมก็โทรหาคุณอาสอง

ยี่สิบกว่านาทีต่อมา คุณอาสองก็กลับมา

ตอนที่ได้เห็นกระบอกมนตรา ปฏิกิริยาของคุณอาสองยิ่งกว่าผมเสียอีก เขาเปลี่ยนจากมือซ้ายไปมือขวา จากมือขวาไปมือซ้าย สุดท้ายก็โยนลงพื้นแล้วด่าว่า “จะตายกันให้ได้รึไง ข้างนอกหน่วยลาดตระเวนพิเศษออกปฏิบัติการแล้ว พวกแก...”

คุณอาสองวิ่งออกไปอย่างร้อนรน ดึงประตูม้วนลงมา แม้แต่ประตูกระจกด้านในก็ล็อกไว้เรียบร้อยถึงจะกลับเข้ามา

หลังจากฟังคำพูดของหวงจิ่วแล้ว คุณอาสองก็พูดว่า “ท่านหวง อย่าว่าแต่มนตราเก้าอักขระเลย ต่อให้เป็นคาถาต้าหลัวท่านก็ทำแบบนี้ไม่ได้ เกิดเรื่องขึ้นมาท่านไม่เป็นไร แต่ข้ากับหยางหยางจะถูกท่านฆ่าตายเอาได้”

“อย่าพูดมากน่า รีบเปิดให้ข้าเร็วเข้า ถึงตอนนั้นถ้านายไม่เรียน ข้ากับพี่หลี่ก็จะเรียนเอง” หวงจิ่วเร่ง

คุณอาสองใช้เวลาสักพักถึงจะสงบลงได้ แล้วพิจารณาอักษรมนต์บนนั้นอย่างละเอียด

เขาใช้โทรศัพท์มือถือเทียบดูอยู่ครึ่งวัน ถึงได้บอกว่าบนนั้นสลักคัมภีร์ “กานจูเอ่อร์” ใน “พระไตรปิฎก” ของนิกายวัชรยาน

โชคดีที่เป็นฉบับแปล ถ้าเป็นภาษาทิเบต แม้แต่เขาก็หมดปัญญา

ตลอดบ่าย พวกเราอาศัยอินเทอร์เน็ตค้นหาและง่วนอยู่กับอักษรมนต์ จนถึงเวลาอาหาร กระบอกมนตราก็ดัง “แกร๊ก” แล้วเปิดออกจากสองด้าน

หวงจิ่วรีบคว้าไปอย่างใจร้อน แล้วดึงผ้าไหมสีขาวนวลผืนหนึ่งออกมาจากข้างใน

ผมชะโงกหน้าไปดู บนนั้นเป็นสัญลักษณ์มือของมนตราเก้าอักขระจริงๆ

คุณอาสองก็เริ่มสนใจขึ้นมา สองคนหนึ่งสัตว์ไม่ได้กินข้าว เอาแต่ศึกษาดู

เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองคนหนึ่งสัตว์ต่างก็ดูอ่อนเพลีย แต่บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ

มนตราเก้าอักขระแห่งนิกายวัชรยาน สมคำร่ำลือจริงๆ

แต่ถ้าจะใช้มันออกมา ก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก

ทว่าความหมายอันลึกซึ้งของมัน พวกเราเข้าใจทั้งหมดแล้ว

นี่ไม่ใช่เพราะพวกเรามีพรสวรรค์ แต่เป็นเพราะมนตราเก้าอักขระฉบับนี้มันละเอียดเกินไป ไม่รู้ว่าเป็นใครทิ้งไว้ กลัวว่าคนที่ได้ไปจะเรียนไม่เป็น เลยบันทึกไว้อย่างละเอียดทุกอย่าง

หวงจิ่วพูดอย่างภูมิใจ “พอเชี่ยวชาญของสิ่งนี้แล้ว ต่อให้เจอผีสาวตนนั้นอีก การหนีก็ไม่มีปัญหาแล้ว”

ผมมองหวงจิ่วอย่างพูดไม่ออก ไม่แปลกใจเลยที่มันฝึกคาถาอักขระ “หลิน” ทั้งคืน

ที่แท้ก็วางแผนจะหนีนี่เอง

(น่าจะเป็นบทนี้ผู้แปลก็ไม่แน่ใจ 臨 兵 闘 者 皆 陣 列 在 前 /// จีน-หลิน - ปิง - โต้ว - เจ่อ - เจีย - เจิ้น - เลี่ย - ไจ้ – เฉียน  ญี่ปุ่น-ริน-เบียว-โท-ฉะ-ไค-จิน-เรตสึ-ไซ-เซ็น)

คุณอาสองประกอบกระบอกมนตรากลับคืน แล้วให้ผมเก็บผ้าไหมไว้ดีๆ พลางสั่งหวงจิ่วด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าวันนี้ต้องเอากระบอกมนตรากลับไปคืน

ได้มนตราเก้าอักขระแล้ว หวงจิ่วก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย บอกว่าเดี๋ยวจะให้ลูกน้องของมันคาบกลับไปที่พิพิธภัณฑ์เอง

ผมกลัวว่ามันจะไม่รู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ เลยคอยคุมมันเรียกหาลูกน้องของมันด้วยตัวเอง

พอได้เห็นถึงได้รู้ว่า ลูกน้องที่มันว่า ที่แท้ก็คือหนูตัวใหญ่นั่นเอง

ขนมันเงาวับ ตัวใหญ่กว่าแมว ดูมีบารมีอยู่บ้าง

หวงจิ่วกระซิบกระซาบกับหนูตัวใหญ่อยู่พักหนึ่ง ถึงได้ให้หนูตัวใหญ่คาบกระบอกมนตราที่ผมล้างน้ำไปสิบกว่ารอบแล้วจากไป

ตอนเที่ยง ข่าวก็รายงานว่าพบกระบอกมนตราของพิพิธภัณฑ์แล้ว

ถึงตอนนั้นเอง หัวใจที่แขวนอยู่ของผมถึงได้วางลง

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 66 มนตราเก้าอักขระแห่งนิกายวัชรยาน

คัดลอกลิงก์แล้ว