เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1570 - พวกโง่เขลาที่โลภมาก

บทที่ 1570 - พวกโง่เขลาที่โลภมาก

บทที่ 1570 - พวกโง่เขลาที่โลภมาก


บทที่ 1570 - พวกโง่เขลาที่โลภมาก

“เรื่องนี้พวกเรากำลังดำเนินการอยู่ครับ”

เมื่อได้ยินเสียงของหยางเสี่ยวเทา ทั้งสองคนก็หันกลับมามอง โดยเฉพาะเกาอวี้เฟิงที่เอ่ยถามขึ้นว่า “นายติดต่อกับโรงงานผลิตยาแล้วหรือ?”

หยางเสี่ยวเทาพยักหน้า “ตอนที่เริ่มเพาะกล้าช่วงแรก มีต้นที่เติบโตขึ้นมาไม่กี่สิบต้น ผมเลยสั่งให้คนดูแลเป็นพิเศษและมันก็เติบโตได้ค่อนข้างดี วันที่หัวหน้าเกากลับมา ผมก็เลยสั่งให้คนส่งพวกมันไปยังโรงงานผลิตยาทันทีครับ”

“เชื่อว่าป่านนี้พวกมันคงถูกส่งไปถึงแดนใต้แล้วล่ะครับ”

“ถ้าหากสำเร็จ พวกเราจะได้อุ่นใจและมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น”

หลังจากหยางเสี่ยวเทาพูดจบ ผู้อำนวยการและหัวหน้าเกาก็มองหน้ากันด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ สิ่งที่พวกเขาเพิ่งคิดได้ แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับคิดนำหน้าไปก่อนแล้ว

แม้แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึง เขาก็ยังเตรียมการไว้เสร็จสรรพ! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงตั้งแต่อายุยังน้อย ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ

เมื่อคุยกันเสร็จ หยางเสี่ยวเทาก็กำชับให้หยางต้านีคอยเฝ้าดูเทอร์โมมิเตอร์ให้ดี หากอุณหภูมิสูงเกินไปต้องรีบระบายอากาศ จากนั้นเขาจึงพาทั้งสองคนออกจากเรือนกระจกเพื่อไปตรวจดูหน้างานก่อสร้างต่อ

เมื่อเห็นกลุ่มคนกำลังทำงานกันอย่างมีระเบียบ ผู้อำนวยการก็พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะหันมาพูดว่า “ถ้าหากได้ผลจริง เรือนกระจกหนึ่งร้อยหลังนี้คงไม่พอแน่ๆ ต้องสร้างเพิ่ม ยิ่งมากยิ่งดี”

หยางเสี่ยวเทาชี้ไปยังพื้นที่ไม่ไกลนัก “ท่านผู้นำวางใจได้ครับ พวกเรามีพื้นที่ครอบคลุมถึงสามหมู่บ้าน อย่าว่าแต่สามร้อยหลังเลย ต่อให้มากกว่านี้อีกเท่าตัวพื้นที่ก็ยังพอครับ”

“อีกอย่าง เครื่องจักรจากโรงงานเครื่องจักรก็พร้อมจะมาสนับสนุนได้ตลอดเวลา คนในหมู่บ้านระแวกนี้ก็พร้อมจะมาช่วยงานด้วย แค่ต้องเสียสบียงอาหารเพิ่มนิดหน่อย แต่เมื่อเทียบกับผลกำไรแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามหาศาลครับ!”

หยางเสี่ยวเทายิ้ม ผู้อำนวยการฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย

จากการติดต่อกับคนในพื้นที่ครั้งล่าสุด ทราบว่าสถานการณ์ทางนั้นวิกฤตมาก

หากไม่ใช่เพราะจำนวนสมุนไพรถูกจำกัด พวกเขาคงช่วยชีวิตคนได้มากกว่านี้ และเพราะความหายากนี่เองที่ทำให้กลายเป็นตลาดของผู้ขาย บรรดาผู้ที่ถูกเรียกว่า "มิตรภาพนานาชาติ" ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้

มีรายงานว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ทางนานาชาติกำลังประสานงานกับในประเทศ เพื่อจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปที่โรงพยาบาลในมาเก๊า โดยอ้างว่าเพื่อทำการสำรวจทางวิทยาศาสตร์

แม้จะเป็นเรื่องที่ฟังดูยุ่งยากและซ้ำซ้อน แต่นี่ก็คือวิถีปฏิบัติของทางตะวันตก

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง ราวกับว่าอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แม้แต่สิ่งที่วิทยาศาสตร์แก้ไม่ได้ พวกเขาก็ยังต้องเอาหน้าไปแหย่ดู แล้วค่อยบอกว่า "ในทางเทคนิคตอนนี้ยังทำไม่ได้" เพื่อโยนภาระไปให้คนรุ่นหลัง

แต่คนที่นั่นกลับเชื่อถือวิธีแบบนี้

พวกเขาจะยอมรับก็ต่อเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญให้การรับรองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ดังนั้นครั้งนี้ที่ฝ่ายนั้นนำหลักวิทยาศาสตร์มาอ้าง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพอต้องเจอกับทฤษฎีจุดฝังเข็มของแพทย์แผนจีนแล้ว พวกเขาจะอธิบายให้เข้ากันได้อย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม การที่คนพวกนี้ปรากฏตัวขึ้น ย่อมแสดงว่าพวกเขาเริ่มจะต้านทานไม่ไหวแล้ว! จึงได้ใช้ข้ออ้างเรื่องการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาขอความช่วยเหลือ!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผู้อำนวยการก็รู้สึกโล่งใจ

มีเพียงแต่เมื่อตนเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น คนภายนอกถึงจะยอมเกรงใจ หลายปีที่ผ่านมาที่ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน พวกกลุ่มคนภายนอกนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้ายที่จ้องจะขย้ำ ไม่มีใครหวังดีเลยสักคน

แต่ต่อมา เมื่อเราแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เจ้าพวกสัตว์ร้ายเหล่านั้นก็จำต้องหดกรงเล็บและสวมหนังมนุษย์กลับมาทำตัวให้เหมือนเป็นคน! ท่าทีที่มีต่อพวกเขาก็เปลี่ยนไปตามความแข็งแกร่ง จากศัตรูกลายเป็นความไม่พอใจ และตอนนี้ถึงขั้นต้องเดินเข้ามาหา คาดว่าอีกไม่นานคงต้องเปลี่ยนท่าทีอีกครั้ง

นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์และสถานการณ์ระหว่างประเทศ และยังเป็นโอกาสที่จะให้คนทั้งโลกได้รู้จักประเทศจีน

ดังนั้น การเร่งปลูกสมุนไพรจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อเตรียมรับมือกับ "กระแสคลั่งไคล้" ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อคิดได้ดังนี้ สายตาที่ผู้อำนวยการมองไปยังต้นกล้าอ่อนในเรือนกระจกจึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

เกาอวี้เฟิงที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย “เตรียมการล่วงหน้า นายทำทุกอย่างนำหน้าไปก่อนเสมอเลยนะ”

“นั่นแน่นอนอยู่แล้วครับ วันนี้วันเหมายัน ผมเตรียมห่อเกี๊ยวไว้ด้วย ทั้งสองท่านต้องอยู่ทานด้วยกันนะครับ”

“ไปสิๆ เกี๊ยวมื้อนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด”

ผู้อำนวยการตกลงทันทีพลางยิ้มเดินต่อไปในเขตก่อสร้าง แต่ไม่ลืมหันกลับมามองเรือนกระจกและกำชับว่า “แล้วก็ เรื่องการป้องกันต้องเข้มงวดขึ้นนะ ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวายไม่ได้!”

หยางเสี่ยวเทาพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง พอดีเลย... กำลังป้องกันของฟาร์ม ถึงเวลาที่ต้องเพิ่มคนแล้ว!

...

ยามค่ำคืน ณ บ้านสี่ประสาน

ฉินไหวหรูถือถ้วยเกี๊ยว พาสองพี่น้องเสี่ยวตังและหวยฮวาเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเจี่ย

ในห้องนั้น แม่เฒ่าเจี่ยกำลังลูบไรผมที่เริ่มขึ้นบนหัวด้วยสีหน้าหม่นหมอง

หลายวันที่ผ่านมานี้ เธอรู้สึกปวดหัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และรู้ดีว่าวันเวลาของตัวเองคงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเคยหวาดกลัว อาละวาด ร้องไห้ และตะโกนขอให้คนมาช่วยชีวิต แต่ทว่าทุกอย่างก็ไร้ผล

อาจเป็นเพราะรู้ว่าแม่เฒ่าเจี่ยป่วยหนักจนรักษาไม่ได้ ไม่ว่าจะร้องไห้หรืออาละวาด คนในลานบ้านก็คร้านที่จะสนใจ อย่างไรเสียคนเขาก็กำลังจะตายแล้ว จะไม่ยอมให้ร้องตะโกนก่อนตายบ้างเลยหรือไร

แม้แต่เวลาที่แม่เฒ่าเจี่ยนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าประตู ทุกคนก็แค่มองด้วยความ 'เห็นใจ' แต่ก็มีเพียงเท่านั้นจริงๆ

“แม่คะ วันนี้วันเหมายัน หนูห่อเกี๊ยวไส้หมูขาวปลีมาให้ ทานตอนร้อนๆ นะคะ”

ฉินไหวหรูพูดพลางวางถ้วยเกี๊ยวลงบนโต๊ะ แล้วจึงช่วยปูที่นอนให้แม่เฒ่าเจี่ย

หากเป็นเมื่อก่อน เมื่อแม่เฒ่าเจี่ยได้ยินว่าเป็นเกี๊ยวไส้หมูคงจะรีบกระโจนเข้าใส่ทันที แต่ในตอนนี้ ต่อให้มีเนื้ออยู่ตรงหน้า เธอก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงและจิตใจที่จะกิน

“แม่ ทานหน่อยเถอะค่ะ”

ฉินไหวหรูพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยอีกครั้ง แต่แม่เฒ่าเจี่ยยังคงนิ่งเฉยไม่พูดไม่จา เมื่อเห็นดังนั้น ฉินไหวหรูก็กลอกตาไปมาแล้วแสร้งก้มหน้าปาดน้ำตา “แม่ก็อย่าไปโกรธซ่าจู้เลยค่ะ เขาเป็นคนโผงผาง ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร”

“แม่ก็รู้สถานการณ์ในบ้านเราดี การรักษาต้องใช้เงิน แต่บ้านเราจะไปเอาเงินมาจากไหนล่ะคะ”

“อีกอย่าง โรคของแม่ ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะรักษาหาย พวกเราตรวจพบช้าเกินไป...”

สิ่งที่ฉินไหวหรูพูดคือความจริง แม่เฒ่าเจี่ยยิ่งฟังก็ยิ่งเสียใจ น้ำตาไหลพรากออกมา

“แม่คะ วางใจเถอะ หนู...”

ฉินไหวหรูเริ่มสะอื้น “หนูจะเลี้ยงป้างเกิ่งให้เติบโต จะหาเมียให้เขา ให้ตระกูลเจี่ยมีผู้สืบทอดอยู่ในเมืองสี่จิ่วเฉิงแห่งนี้ต่อไป”

“แม่ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหมคะ บอกหนูมา หนูจะทำให้ทุกอย่าง...”

“ไหวหรูเอ๋ย!”

บางทีอาจเป็นเพราะความจริงใจที่ฉินไหวหรูแสดงออกมา ทำให้แม่เฒ่าเจี่ยหาที่ระบายความอัดอั้นได้ เธอจึงกอดฉินไหวหรูไว้แล้วร้องไห้โฮ “ไหวหรู...”

“แม่ แม่ยังสาวอยู่นะ แม่ยังไหวอยู่ ลูกหาทางช่วยแม่หน่อยเถอะ...”

แม่เฒ่าเจี่ยนัยน์ตาพร่ามัวไปด้วยน้ำตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยการอ้อนวอน คำพูดของซ่าจู้เมื่อวานได้ผลักเธอลงสู่หุบเหวอย่างสิ้นเชิง และยืนยันชัดเจนแล้วว่าโรคของเธอไม่มีทางรักษาหาย!

เธอร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในบ้าน ด่าซ่าจู้ว่าไร้หัวใจ ด่าฉินไหวหรูว่าเนรคุณ ด่าอี้จงไห่ ป้าหนึ่ง และทุกคนในลานบ้าน รวมถึงไม่เว้นแม้แต่หยางเสี่ยวเทา แต่หลังจากด่าทอไปแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่ต้องมาถึงก็ยังต้องมาถึงอยู่ดี

“แม่คะ หนู... หนูไม่มีเงินจริงๆ ค่ะ!”

ฉินไหวหรูน้ำตานองหน้า ก้มหน้าพูดออกมาด้วยความอัดอั้น

คำพูดเดียวทำลายความหวังของแม่เฒ่าเจี่ยจนพังทลาย

เรื่องเงิน... ในบ้านมีหรือไม่มี เธอรู้ดียิ่งกว่าใคร คาดว่าในลานบ้านแห่งนี้ คนที่จะมีเงินรักษาโรคนี้ได้ ก็คงจะมีแต่บ้านหยางเสี่ยวเทาเท่านั้นล่ะมั้ง แต่บ้านหยางจะมาสนใจไยดีชีวิตเธอหรือ?

“ไหวหรู แล้วป้างเกิ่งล่ะ?”

ผ่านไปนาน แม่เฒ่าเจี่ยที่กุมหัวอยู่ก็เงยหน้ามองฉินไหวหรู เอ่ยถึงความกังวลสุดท้ายในใจออกมา

แม้ซ่าจู้จะพูดเรื่องไร้สาระไปมากมาย แต่ประโยคสุดท้ายที่ว่า 'จะลงไปสู้หน้าเหล่าเจี่ยกับเสี่ยวเจี่ยยังไง' กลับประทับแน่นอยู่ในหัวสมองของเธอ

เธอกำลังจะตายลงไปแล้ว ต้นกล้าเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเจี่ยคนนี้ เธอต้องลงไปมีคำตอบให้คนข้างล่าง

“ป้างเกิ่งอยู่ในหมู่บ้าน กลับมาไม่ได้ค่ะ”

ฉินไหวหรูตอบกลับ แม่เฒ่าเจี่ยกัดฟันกรอด “เพราะแก เพราะแกแท้ๆ ที่ทำให้ป้างเกิ่งต้องถูกไล่กลับบ้านนอก ถ้าเขาเป็นอะไรไป ฉันตายไปจะพาดงซวี่มาตามจองเวรแกไม่ให้เป็นสุขเลย!”

เพียงชั่วพริบตาเดียว แม่เฒ่าเจี่ยก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ความใกล้ชิดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เธอชี้หน้าด่าฉินไหวหรูอย่างสาดเสียเทเสีย สองพี่น้องเสี่ยวตังและหวยฮวาตกใจจนถอยหลังกรูด มองดูย่าที่โกนผมจนหัวโล้นด้วยความหวาดกลัว

ฉินไหวหรูเช็ดน้ำตาออก เมื่อเห็นแม่เฒ่าเจี่ยพูดเช่นนั้น เธอจึงลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะแล้วยกถ้วยเกี๊ยวกลับมา “แม่คะ ถ้าแม่ลงไปแล้ว ก็บอกดงซวี่ให้ชัดๆ ด้วยนะคะว่าเขาลงไปได้ยังไง”

พูดจบเธอก็ถือถ้วยเกี๊ยวจูงมือลูกๆ เดินออกไป ทิ้งให้แม่เฒ่าเจี่ยยืนตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก

“แก... แก...”

“ไหวหรู กลับมานะ เกี๊ยวของฉัน...”

แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงถากถางเบาๆ คำเดียว

"ยัยแก่โง่"

ฉินไหวหรูไม่ได้สนใจคำนินทาของเพื่อนบ้านระแวกนั้น

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงภาพสะใภ้แสนดีกตัญญูอะไรอีก อี้จงไห่พูดถูก ใครเป็นยังไงคนในลานบ้านเขาก็รู้กันหมด สู้ทำอะไรตรงไปตรงมาเสียยังดีกว่า

อย่างไรเสียในยุคสมัยนี้ เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาด ขนาดลูกชายแท้ๆ ยังพึ่งไม่ได้ แล้วจะมาหวังอะไรกับม่ายสาวที่แต่งงานใหม่อย่างเธอ แค่เดินไปส่งเกี๊ยวให้สักถ้วยก็ถือว่าทำหน้าที่สะใภ้เก่าอย่างถึงที่สุดแล้ว แม้แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานถนนก็คงว่าอะไรเธอไม่ได้

แน่นอนว่าจุดประสงค์ที่เธอทำแบบนี้ก็ง่ายมาก นั่นคือเพื่อให้แม่เฒ่าเจี่ยตระหนักเสียทีว่า ตอนนี้ไม่ใช่พวกเธอที่ต้องอ้อนวอนขอร้องเธอ แต่เป็นเธอต่างหากที่ต้องมาอ้อนวอนขอร้องพวกเธอ! ไม่อย่างนั้น เรื่องหลังจากนี้จะตกลงกันได้อย่างไร?

แต่ที่คาดไม่ถึงคือ นังแก่จอมเจ้าเล่ห์คนนี้จะโง่เง่าถึงขนาดมองไม่เห็นความจริงข้อสำคัญนี้จนถึงป่านนี้

...

“คุณเรียวมะ ยินดีด้วยครับ อาการของคุณได้รับการควบคุมแล้ว ต่อจากนี้แค่ใช้ยาตามปกติก็รักษาหายได้แล้วครับ คุณสามารถออกจากโรงพยาบาลได้เลย”

ในห้องผู้ป่วยชั้นสอง ป๋ายหลิงในชุดพยาบาลพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม โดยมีบุรุษพยาบาลคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ

เอะกาวะดะ เรียวมะ ที่นอนอยู่บนเตียงมองดูดวงตาเหนือหน้ากากอนามัยของป๋ายหลิง และชุดพยาบาลที่เธอสวมใส่ซึ่งส่งกลิ่นอายความเย้ายวนใจออกมา จนภาพความหลังในอดีตผุดขึ้นมาในหัว แต่พอได้ยินความหมายของเธอ เขาก็ได้สติทันทีว่านี่มันคือการไล่เขาออกจากโรงพยาบาลชัดๆ!

(กระแอม!)

เอะกาวะดะ เรียวมะ ไอออกมาสองสามครั้ง พลางคำนวณในใจว่าจะเอาอย่างไรต่อดี

หลายวันที่ผ่านมานี้ ทุกครั้งที่ "หมอเถื่อน" คนนั้นมาฝังเข็มให้ เขาจะพยายามจดจำตำแหน่งไว้เสมอ ในตอนแรกเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะปักมั่วๆ หรือสลับตำแหน่งเพื่อป้องกันความลับ แต่เขาก็พบว่าคนคนนี้ฝังเข็มที่เดิมทุกครั้ง และลำดับก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย

สิ่งนี้ทำให้ความแคลงใจในใจของเขามลายหายไปสิ้น ส่วนเรื่องผลการรักษานั้น การที่เขายังมีชีวิตอยู่ดีในตอนนี้คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด

แน่นอนว่าถ้ามองจากมุมนี้ อีกฝ่ายถือเป็นผู้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาควรจะกตัญญูและไม่เนรคุณ แต่ใครสั่งให้เขาเป็นสายเลือดแห่งจักรวรรดิที่ยอดเยี่ยมกันล่ะ?

ประเพณีอันดีงามของพวกเราก็คือการเรียนรู้ไม่ใช่หรือ? เพื่ออนาคตของชนชาติ เพื่อการก้าวขึ้นมาของประเทศ ความอัปยศส่วนตัวจะนับเป็นอะไรได้?

“แต่... แต่ผมยังรู้สึกว่าร่างกายยังไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ขอรักษาต่ออีกสักพักได้ไหมครับ?”

เอะกาวะดะ เรียวมะ พูดพลางยิ้มกริ่ม

“คุณเรียวมะ ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ ตอนนี้เตียงผู้ป่วยของพวกเราตึงตัวมาก”

“ทุกวันมีคนจำนวนมากต้องการเข้ามารักษา เพื่อช่วยชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุด เราจึงจำเป็นต้องให้คนไข้ที่สิ้นสุดการรักษาแล้วรีบย้ายออกไปค่ะ!”

“เรื่องนี้พวกเราต้องขออภัยอย่างสุดซึ้งจริงๆ ค่ะ!”

ป๋ายหลิงฝืนทนความขยะแขยงพูดอย่างสุภาพ ในใจคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะเป็นภารกิจ เธอคงไม่ยอมมาพูดดีด้วยแบบนี้หรอก ไม่เห็นหรือไงว่าห่าวผิงชวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ในคราบบุรุษพยาบาลกำหมัดแน่นจนสั่นไปหมดแล้ว

เอะกาวะดะ เรียวมะ ก็แอบด่าในใจเหมือนกัน (บ้าเอ๊ย!)

เขาอยู่ที่นี่มาหลายวัน รู้ดีว่าค่าที่พักที่นี่แพงขนาดไหน แค่เตียงเดียวก็ห้าร้อยเหรียญสหรัฐต่อวันแล้ว ได้ยินมาว่าตอนนี้ราคาเตียงขึ้นไปถึงแปดร้อยเหรียญแล้วด้วย

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายที่รีบไล่เขาออกไปก็เพื่อจะหาเงินให้ได้มากขึ้นนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งอาหารการกินและของใช้ทุกอย่างต้องเสียเงินทั้งสิ้น เงินที่เขาเสียไปในช่วงไม่กี่วันนี้ คาดว่าคงเท่ากับเงินเดือนทั้งปีของเขาเลยทีเดียว

การที่เห็นคนจีนหาเงินได้นี่ยังรู้สึกแย่ยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองเสียเงินเสียอีก! (บ้าเอ๊ย... เจ้าพวกหมูจีน...)

ในใจก่นด่าไป แต่พอเหลือบไปเห็นบุรุษพยาบาลที่ยืนข้างๆ เอะกาวะดะ เรียวมะ ก็คิดว่าทำตามน้ำไปก่อนดีกว่า

อย่างไรเสีย เขาก็อยู่ที่นี่ให้ถูกฝังเข็มมามากพอแล้ว สิ่งที่ควรจำเขาก็จดจำได้หมดแล้ว! ภารกิจสำเร็จลุล่วง ถึงเวลาที่ต้องกลับไปรับเกียรติยศที่บ้านเกิดเสียที

เขากวาดสายตามองบุรุษพยาบาลที่ตัวใหญ่ราวกับลิงยักษ์ แล้วก็ดูแคลนในใจว่า "พวกโง่เขลาที่โลภมากจริงๆ!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 1570 - พวกโง่เขลาที่โลภมาก

คัดลอกลิงก์แล้ว