- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 211 ผมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
บทที่ 211 ผมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
บทที่ 211 ผมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
พอปิดเทอม เจียงจิ่นโจวก็กลับมาใช้ชีวิตแบบจำศีลหน้าหนาวอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาหาเวลาไปโรงงานถ่านหินและโรงงานไม้ ใช้เหล้าสองขวดเป็นใบเบิกทางผูกมิตรกับลุงยาม จนซื้อถ่านรังผึ้งและฟืนมาตุนไว้ได้เพียบ
ทุกวันเขาจะจุดเตาไฟจนลุกโชน และอุ่นเตียงเตาจนร้อนฉ่า
วันๆ ก็คัดลอกนิยาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและอิสระเสรี
จะว่าไป หลังจากฝึกฝนมาสักพัก ฝีมือดีดกีตาร์ของเขาก็เริ่มเข้าขั้น ดูมีทรงขึ้นมาบ้างแล้ว แกะคอร์ดเพลงได้เกือบหมด โดยเฉพาะเพลงเลือดระบายสีสันเขาร้องและเล่นได้แทบไม่ต่างจากต้นฉบับ ติดอยู่เรื่องเดียวคือเพลงนี้ต้องร้องคู่ชายหญิง ทำเอาเขาหงุดหงิดนิดหน่อย
แน่นอนว่าในใจลึกๆ เขาก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวว่าหน่วยงานความมั่นคงจะมาเคาะประตูบ้าน
เขาพยายามทบทวนขั้นตอนการส่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนที่เดินออกจากไปรษณีย์เมืองต้าถง เขาหาที่ลับตาเปลี่ยนเสื้อผ้าและลบเครื่องสำอางกลับมาเป็นเด็กหนุ่มทันที แถมยังรีบนั่งรถไฟกลับปักกิ่งเที่ยวแรกสุด
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีใครเห็นตอนที่เขาเอาลังไม้สามลังนั้นออกมาจากถุงเฉียนคุนที่หน้าไปรษณีย์
ดังนั้นคิดไปคิดมา เจียงจิ่นโจวก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ ทางการไม่น่าจะสาวมาถึงตัวเขาได้
...
เป็นไปตามที่เจียงจิ่นโจวคาดไว้ ผู้บัญชาการสวี่ส่งโดรนและจดหมายรายงานตรงต่อผู้นำสูงสุด
ท่านผู้นำสูงสุดเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน รีบเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการทหารมาตรวจสอบโดรนทั้งสามลำ
ผู้เชี่ยวชาญพลิกดูภายนอกอยู่นานก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้
จึงขออนุญาตเบื้องบนทำการถอดประกอบชิ้นส่วนโดรนรุ่น Mavic Air หนึ่งลำ
ข้อสรุปสุดท้ายที่ได้คือ วัสดุและเทคโนโลยีของโดรนนี้ล้ำหน้าเกินกว่าความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันมาก ด้วยเทคโนโลยีทางทหารของประเทศตอนนี้ ไม่สามารถผลิตสิ่งนี้ขึ้นมาได้แน่นอน ส่วนจะเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือไม่ ก็สุดจะคาดเดา
ผลลัพธ์นี้ทำให้ท่านผู้นำสูงสุดให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มีคำสั่งตั้ง "ทีมสอบสวนพิเศษ" ขึ้นทันที เพื่อตามหาแหล่งที่มาของโดรน
ทีมสอบสวนเริ่มแกะรอยจากไปรษณีย์เมืองต้าถง ตรวจสอบบันทึกการส่งพัสดุในวันนั้น แต่น่าเสียดายที่เจียงจิ่นโจวปลอมตัวและใช้ชื่อปลอม จึงไม่พบเบาะแสที่มีค่าอะไร
จากนั้นพวกเขาขยายวงการสอบสวน ตรวจสอบสถานีขนส่งรอบๆ และบุคคลต้องสงสัย โดยเฉพาะคนที่หิ้วลังไม้สามใบมาที่ไปรษณีย์
แต่กลับไม่มีใครเห็นคนคนนั้นเลย คนส่งของเหมือนจู่ๆ ก็โผล่มา แล้วก็หายวับไปกับอากาศธาตุ
ทีมสอบสวนหันมาตรวจสอบความสัมพันธ์ของถังเฟย จนลามมาถึงเพื่อนร่วมห้องของถังเผิงที่มหาวิทยาลัย
แต่หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบว่าทุกคนเป็นแค่นักศึกษาธรรมดา ไม่มีศักยภาพพอที่จะซื้อหรือผลิตโดรนล้ำยุคแบบนี้ได้
การสอบสวนมาถึงทางตัน ในขณะที่สงครามใกล้จะปะทุขึ้นทุกที ทีมงานทำได้แค่รายงานความจริงต่อเบื้องบน
ทางกองทัพและผู้นำสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ในเมื่อผู้ส่งไม่อยากเปิดเผยตัวตน อีกทั้งเนื้อหาในจดหมายและโดรนที่ส่งมาล้วนมีเจตนาช่วยเหลือทหารแนวหน้า แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ส่งคือ "ผู้รักชาติ"
ดังนั้น จึงมีคำสั่งยุติการสอบสวน และจัดให้เรื่องนี้เป็น "ความลับสุดยอดระดับสูงสุด" แบบไม่มีกำหนดเปิดเผย
กองทัพยึดโดรนตัวอย่างไว้สามลำให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาเพื่อพัฒนาต่อยอด ส่วนที่เหลือส่งไปให้หน่วยแนวหน้าใช้งานตามสถานการณ์จริง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในสนามรบ
ส่วนเนื้อหาคำเตือนในจดหมาย กองทัพให้ความสำคัญมาก มีคำสั่งลับถึงแนวหน้าให้ เลิกเกรงใจศัตรู ให้ถือความปลอดภัยของทหารฝ่ายเราเป็นอันดับหนึ่ง ชีวิตของพวกเวียดนามเป็นร้อยก็แลกกับชีวิตทหารเราคนเดียวไม่ได้
ผู้บัญชาการสวี่ที่แนวหน้าได้รับคำสั่ง ก็ส่งถังเฟยที่ตอนนี้ใช้งานโดรนได้อย่างคล่องแคล่ว นำหน่วยลาดตระเวนพิเศษพกโดรนแทรกซึมเข้าไปสืบข่าวในดินแดนข้าศึก
และก็ไม่ผิดหวัง ด้วยประสิทธิภาพของโดรน ทำให้พวกเขาได้ข้อมูลลับของข้าศึกเพียบ ทั้งการวางกำลังพล จุดวางทุ่นระเบิด ตำแหน่งวางปืนใหญ่ แม้กระทั่งดักฟังบทสนทนาของชาวบ้านฝั่งนั้นที่วางแผนจะลอบโจมตีทหารเรา
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เหล่าผู้บัญชาการทั้งประหลาดใจและโกรธแค้น ที่ผ่านมาเราใจดีกับพวกเวียดนามเกินไปจริงๆ พวกนี้เลี้ยงไม่เชื่อง
ผู้บัญชาการสวี่จึงขอนุมัติแผนการรบใหม่จากเบื้องบน ครั้งนี้ตั้งใจจะสั่งสอนให้พวกเวียดนามจดจำไปจนวันตาย
...
เจียงจิ่นโจวไม่รู้เรื่องราวพวกนี้เลย เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงท้ายปี
หลังจากปิดเทอม เขาแวะไปบ้านลู่ชิงสองครั้ง ลู่ชิงตั้งแต่เข้ามหาลัยดูมั่นใจและสวยขึ้นผิดหูผิดตา
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตอนนี้เหลือแค่รอใครสักคนเจาะกระดาษหน้าต่างกั้นบางๆ นี้ให้ขาด ทุกครั้งที่เจอกัน ทั้งสองจะไปเดินเล่น ดูหนัง และคุยเรื่องชีวิตในรั้วมหาลัยของกันและกัน
วันเสี่ยวเหนียน วันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ – วันไหว้เจ้าที่ เทพเจ้าเตา) เจียงจิ่นโจวไปกินข้าวที่บ้านลู่ชิง พอกินเสร็จ จ้าวมิ่นหัว ก็ไล่ทั้งคู่ให้ออกไปเที่ยวข้างนอก บอกว่าหนุ่มสาวควรไปเดินเล่นกันบ้าง
พอเดินออกมานอกบ้าน ลู่ชิงเห็นเจียงจิ่นโจวแอบยิ้ม ก็แกล้งถามเสียงขุ่น "ได้ใจใหญ่เลยนะ แม่ฉันแทบจะยกลูกสาวใส่พานถวายให้คุณฟรีๆ แล้วเนี่ย"
"เปล่าครับ เปล่าซะหน่อย" เจียงจิ่นโจวรีบโบกมือปฏิเสธ
แล้วเขาก็รวบรวมความกล้า ตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจ "ถึงผมจะขอบคุณคุณอาจากใจจริง และผมก็รู้ความหมายของท่าน... แต่พูดตามตรงนะครับ ผมเองก็ชอบคุณเหมือนกัน"
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ชิงได้ยินคำสารภาพรักตรงๆ จากปากเจียงจิ่นโจว
หน้าเธอแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เธอมองซ้ายมองขวาอย่างเขินอาย ก่อนจะถามเสียงเบา "คุณคิดตกแล้วเหรอ? ไม่ลังเลแล้วใช่ไหม?"
จู่ๆ เจียงจิ่นโจวก็คว้ามือลู่ชิงมากุมไว้ จ้องตาเธอแล้วพูดว่า "ลู่ชิง ผมชอบคุณ แต่ผมไม่อยากให้คุณต้องลำบากใจ สถานการณ์ที่บ้านผมคุณก็รู้ ถึงจะตัดขาดกันแล้ว แต่มันต้องมีปัญหาตามมาแน่ ผมบอกคุณตรงนี้เลยว่า ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นตายร้ายดียังไง ผมจะไม่มีวันให้อภัยและไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้พวกเขา คุณเตรียมใจพร้อมหรือยัง? ถ้าคุณยินดีจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับผม ผมสัญญาว่าจะรักและดูแลคุณตลอดชีวิต แต่ถ้าคุณไม่ยินดี ผมก็จะไม่โทษคุณ เราก็ยัง..."
เจียงจิ่นโจวยังพูดไม่จบ ริมฝีปากเขาก็ถูกปิดด้วยมือเย็นเฉียบข้างหนึ่ง
ลู่ชิงมองเขาด้วยสายตามุ่งมั่น "ไม่มีคำว่า 'ถ้า' ไม่ว่าอนาคตคุณจะเป็นยังไง ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ ความลำบากฉันก็เคยผ่านมาแล้ว ฉันไม่กลัวหรอก คุณไม่ต้องคิดมากเรื่องนั้น"
ขอบตาเจียงจิ่นโจวร้อนผ่าว ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลทะลักออกมาจากหัวใจ
เขาพูดด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณนะเสี่ยวชิง ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง วางใจเถอะ ผมจะทำให้คุณมีชีวิตที่สุขสบายให้ได้"
เมื่อกี้ลู่ชิงต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากเพื่อพูดประโยคนั้นออกไป ตอนนี้พอได้ยินคำสัญญาของเจียงจิ่นโจว แก้มเธอก็แดงปลั่งขึ้นมาอีกรอบ
แต่ในใจกลับเบิกบานอย่างที่สุด เธอตอบรับเสียงเบาหวิวเหมือนยุงบิน "อื้ม"
เห็นเจียงจิ่นโจวยังกุมมือเธอแน่นไม่ปล่อย ลู่ชิงก็ยิ่งเขิน
เธอกระซิบ "จับพอหรือยัง? เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้า"
เจียงจิ่นโจวเพิ่งได้สติ หันมองซ้ายขวา "ไม่เห็นมีใครเลย ผมกลัวคุณหนาว เลยช่วยทำให้มืออุ่นไง" เขายิ้มเจ้าเล่ห์
ลู่ชิงนึกขำ จู่ๆ ก็นึกสนุก ตะโกนเสียงเบา "ข้างหลังมีคนมา!"
เจียงจิ่นโจวตกใจรีบปล่อยมือ ยังไม่ทันหันไปมองว่ามีคนจริงไหม
ลู่ชิงก็หัวเราะ "คิกคิกคิก" แล้ววิ่งหนีไปอีกทาง
เจียงจิ่นโจวรู้ตัวว่าโดนหลอก ก็รีบสาวเท้าวิ่งไล่ตาม
"หนอย! กล้าหลอกผมเหรอ อย่าให้จับได้นะ จะลงโทษซะให้เข็ด"
เสียงหัวเราะสดใสของทั้งสองดังกังวานไปทั่วถนนสายนั้น ท่ามกลางลมหนาวที่กลายเป็นความอบอุ่นในหัวใจ