เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 เยี่ยมเยียนขอคำแนะนำ

บทที่ 7 เยี่ยมเยียนขอคำแนะนำ

บทที่ 7 เยี่ยมเยียนขอคำแนะนำ


อาคารสำนักงาน ที่ทำการครูใหญ่

หญิงงามในชุดคลุมสีขาวนวลกำลังง่วนทำงานอยู่บนโต๊ะทำงานของตนเองผมยาวสลวยสีดำขลับของนางถูกมัดรวบไว้ที่ด้านหลัง แม้ว่านางไม่ได้ประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางใดๆ ทว่านางก็ยังสง่าและงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้

ภายในห้องมีเสียงหายใจแผ่วเบาลมฤดูร้อนพัดโชยผ่าน มีเสียงกระดาษพลิกไปมาทั่วทั้งห้องนอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมจางอบอวลอยู่ในบรรยากาศและกลิ่นอายความรู้แทรกซึมในอากาศอย่างเงียบงัน

โจวหลินผลักเปิดบานประตูสาวเท้าเข้ามาอย่างแผ่วเบา

“คนเฝ้าประตูของตระกูลเฉียนบอกว่าผู้อาวุโสเฉียนออกไปเยี่ยมมิตรสหายก็เลยไม่ได้รับจดหมายเชิญของท่านเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการพบกับท่านหญิงใหญ่”

โจวหลินกัดริมฝีปากน้ำเสียงของนางไม่พอใจ นางเป็นผู้ช่วยของอันซินฮุ่ยรับหน้าที่ในการจัดการงานธุรการและงานเบ็ดเตล็ดในแต่ละวัน

“อย่ากล่าวไร้สาระ  บางทีผู้อาวุโสเฉียนอาจไม่อยู่บ้านจริงๆ”

น้ำเสียงของอันซินฮุ่ยสงบราบเรียบไม่มีความหวั่นไหวในน้ำเสียงแม้แต่น้อย

“ข้าคิดว่าโดยพื้นฐานแล้วเขาไม่ต้องการมาพบปะกับนักเรียน”

โจวหลินพูดอย่างเย็นชา“ข้าได้ยินมาว่าเขาได้ตอบรับคำเชื้อเชิญของอาจารย์ใหญ่ของสถาบันว่านเต้าและเตรียมตัวเป็นมหาคุรุภายใต้สังกัดพวกเขา”

มีสถาบันการศึกษามากกว่าสิบแห่งในเมืองจินหลิงสถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดย่อมเป็นสถาบันจงโจวอย่างมิต้องสงสัย  แต่เนื่องจากความเสื่อยถอยไม่หยุดยั้งตอนนี้จึงถูกสถาบันว่านเต้าแซงหน้าไปแล้ว

อันซินฮุ่ยเงียบนางรู้ว่าพลังการแข่งขันของสถาบันจงโจวตกต่ำจนแทบถึงจุดเยือกแข็งนางพยายามอย่างเต็มที่เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“ท่านหญิงใหญ่!เราต้องคิดหาทางแก้ไขโดยเร็ว มหาคุรุในสังกัดของเราเจ็ดคนถูกคู่แข่งชิงตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย”

โจวหลินรู้สึกกังวลใจรากฐานของสถาบันที่มีชื่อเสียงอยู่ที่จำนวนมหาคุรุ  ถ้าไม่มีมหาคุรุแม้แต่คนเดียวพวกเขามีคุณสมบัติใดที่จะได้ชื่อว่าเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง?

อืมมม

อันซินฮุ่ยเลิกความคิดจะถอนหายใจต่อหน้าคนนอกนางไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอและความหดหู่ของนาง “จริงสิ, เขาเป็นยังไงบ้าง?”

“วิเศษมาก!”

โจวหลินรู้ว่าครูใหญ่อันกำลังพูดถึงคู่หมั้นของนางทันทีที่มีการพูดถึงหนุ่มคนนี้โจวหลินจะรู้สึกหงุดหงิดอันซินฮุ่ยจบจากสถาบันเทียนจี เป็นหญิงงามอันดับ 7 ในการจัดอันดับหญิงงาม นางมีใบหน้าที่งามพร้อมมีสติปัญญาสูงส่งดังนั้นซุนม่อมีคุณสมบัติใดที่จะมาแต่งงานกับนาง

“เขาจะโทษว่าข้าหรือไม่?”

อันซินฮุ่ยขมวดคิ้ว

“เขากล้าหรือ?”

น้ำเสียงของโจวหลินสูงปรี๊ดขึ้นอีกสิบองศา  “ตั้งแต่ท่านเข้ามาสะสางงานที่ยุ่งเหยิงนี้ท่านก็มีแต่เรื่องยุ่งจนไม่มีเวลาจัดการกับเรื่องอื่น ยิ่งไปกว่านั้นท่านไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสถาบันแต่เพียงลำพังตนเองได้”

“แต่ข้าควรจะยืนกรานในตอนนั้นซุนม่อถูกจับยัดเข้าแผนกขนส่งพัสดุไม่อาจเป็นครูผู้ช่วยได้ สำหรับผู้จบในสาขางานสอนผลกระทบครั้งนี้มันหนักหนาเกินไป”

อันซินฮุ่ยรู้สึกเสียใจย้อนกลับไปในตอนนั้น นางควรจะอดทนต่อแรงกดดันที่สหายมีต่อนางนางเข้าใจดีว่าคนเหล่านั้นกดขี่ซุนม่อ เพราะพวกเขาต้องการแสดงความเข้มแข็งต่อนาง

“ถ้าเขาจัดการกับปัญหาเช่นนี้ไม่ได้ก็ควรไปฆ่าตัวตายโดยเร็วที่สุด”

โจวหลินเย้ยหยัน“อย่าหวังว่าเขาจะช่วยท่านได้ทั้งหมด ซุนม่อคนนั้นน่ะเหรอ? เป็นไปไม่ได้สำหรับเขา”

....

ในช่วงบ่ายชีเซิ่งเจี่ยก็สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ อย่างไรก็ตามแขนขวาและขาซ้ายของเขายังคงชาและแข็งทื่อเขาสัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อแข็งๆ ขณะที่เขาสัมผัสดู มันให้ความรู้สึกเหมือนก้อนหิน

“เจ้าควรไปหาหมอ”หวังฮ่าวกล่าว

เขาซื้ออาหารกลางวันกลับมาแล้ววางลงบนโต๊ะ“กินน้อยไปหน่อยนะ”

“เจ้าคงเข้าในโถงประลองไม่ได้แล้วสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องทำตอนนี้ก็คือพยายามให้ดีที่สุดไม่ให้ร่างกายพิการ”เหยียนลี่ที่กำลังกินข้าวต้มพูดแทรกขึ้น

ปกติเขาจะไม่อยู่หอพักในเวลานี้อย่างไรก็ตาม วันนี้แตกต่างออกไปเมื่อเขาเห็นความสิ้นหวังบนใบหน้าของชีเซิ่งเจี่ยที่น่าชังเขามีความสุขมากจนอยากฮัมเพลงเบาๆ

“ถ้าเจ้าพูดให้น้อยลงจะไม่มีใครคิดว่าเจ้าเป็นใบ้หรอกนะ” โจวชี่กล่าว

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?ข้าไม่ห่วงชีเซิ่งเจี่ยอย่างนั้นเหรอ?” เหยียนลี่เถียงกลับด้วยความไม่พอใจ

ชีเซิ่งเจี่ยนั่งบนเตียงจ้องมองพื้นด้วยความงุนงงเขาไม่พูดอยู่ครึ่งค่อนวัน ถ้าเขาพิการจริงๆเขาอาจฆ่าตัวตายเพื่อช่วยครอบครัวของเขาก็ได้

“เจ้าทำร่างกายเสียหายเพราะฝึกฝนหนักมากเกินไปเจ้าจะไม่มองหามหาคุรุสักคนแล้วขอคำแนะนำบ้างเหรอ?”  โจวชี่ถาม โดยไม่ใส่ใจโต้เถียงกับเหยียนลี่

“เจ้านึกหรือว่ามหาคุรุเป็นเหมือนหินข้างทางที่ถามหาได้ทุกเมื่อ?”

เหยียนลี่เหลือกตาโจวชี่ดื่มด่ำเพ้อฝันกับจินตนาการอย่างแท้จริง

ชีเซิ่งเจี่ยที่กำลังอยู่ในอาการงุนงงจู่ๆก็ตื่นขึ้น เมื่อเขาได้ยินเรื่องนี้ ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับว่าเขาสามารถคว้าความหวังสุดท้ายของเขาเอาไว้ได้  เขาพยายามดิ้นรนและลุกจากเตียง,ทันใดนั้นเขานึกถึงซุนม่อที่เพิ่งพบเจอมาเมื่อคืนนี้ซุนม่อบอกเขาว่าวิธีการฝึกของเขานั้นไม่ถูกต้องและได้เตือนเขาเป็นพิเศษให้ใส่ใจที่แขนขวาและขาซ้ายของเขา

“หรือว่าเขาเห็นปัญหาในร่างกายของข้า?”

เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ชีเซิ่งเจี่ยรู้สึกสำนึกเสียใจเล็กน้อย ที่เมื่อวานนี้เขาเมินเฉยอีกฝ่าย

“เจ้าจะทำอะไร?”

หวังฮ่าวช่วยพยุงชีเซิ่งเจี่ยเมื่อเห็นว่าเขาต้องการเคลื่อนไหว

“ข้าอยากไป...ผ่อนคลายสักเล็กน้อย”

ชีเซิ่งเจี่ยอยากจะอธิบาย,แต่เมื่อเห็นว่าเหยียนลี่ยังอยู่ตรงนั้น เขากล้ำกลืนคำพูดไว้ในปาก

.....

เป็นเรื่องง่ายมากที่จะหาที่พักครูฝึกสอนชีเซิ่งเจี่ยสอบถามที่อยู่ซุนม่อได้ในไม่ช้า เมื่อเขาเดินไปที่ประตูทางเข้าเขาก็ลังเลอีกครั้ง

“เมื่อวานนี้ข้าแสดงทัศนคติไว้ไม่ดี จะเป็นยังไง ถ้าเขาไม่อยากจะแนะนำข้า?”

นอกจากเรื่องนี้แล้วชีเซิ่งเจี่ยยังรู้สึกว่าเขาไม่สบายเล็กน้อยควรไปพบหมอผู้สำเร็จการศึกษาที่ไม่สามารถเป็นครูผู้ช่วยจะให้คำแนะนำกับเขาได้หรือ?

หลู่ตี๋กลับมาพร้อมกับถือหม้อดินเผามาด้วยเมื่อเขาเห็นชีเซิ่งเจี่ยกำลังยืนอยู่ที่ประตูทางเข้า เขาลดเสียงถามเบาๆ  “เจ้ามองหาใครเหรอ?”

หลังจากซักถามแล้วหลู่ตี๋รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเสียงของเขาดังเกินไป แสดงออกถึงบารมีครู แต่เขากลับละเลยความอบอุ่นเป็นกันเองส่วนบุคคลและมิตรภาพเขายังคงรักษาคุณภาพเสียงต่อไป

ชีเซิ่งเจี่ยทำคอย่นเขาหลบสายตาหลู่ตี๋ก้าวถอยออกจากประตูสองสามก้าว

หลู่ตี๋ยักไหล่ เขาไม่ได้แสดงความคิดเห็นและกลับเข้าไปในประตู

ในตอนพลบค่ำดวงอาทิตย์อัสดงค์นกกาเหนื่อยล้ากลับรังนอน

หยวนฟงกลับมาพร้อมกับหอบหนังสือมาด้วยและเมื่อเขาเข้าไปในประตู เขาถาม “เกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนคนนั้น?”

“ไม่รู้เหมือนกันบ่ายนี้เขามาสองสามครั้งแล้ว”

มีจานขาหมูวางอยู่ข้างหน้าหลู่ตี๋เขาถอนขนอย่างระมัดระวัง นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมอบให้ครูอาวุโส ดังนั้นเป็นธรรมดาอยู่นั่นเองที่เขาจำเป็นต้องทำให้สมบูรณ์แบบ

“นักเรียนมาเพราะเขาต้องการคำแนะนำใช่ไหม?”

หยวนฟงสงสัยขณะที่เขาพูด จางเซิงก็กลับมาเช่นกัน

แม้ค่ำแล้วชีเซิ่งเจี่ยก็ยังไม่มีความตั้งใจจะจากไป

“พวกเจ้าคิดว่าเขามาที่นี่เพื่อขอคำแนะนำแต่ไม่กล้าถามใช่ไหม?

หลู่ตี๋จัดเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าเขาต้องการหาใครสักคนก็ควรจะเป็นจางเซิงมากที่สุด  ข้าว่านะ!”

หยวนฟงประจบจากมุมมองของเขา มีโอกาส 80-90% ที่จางเซิงจะได้อยู่โรงเรียนต่อไปหลังจากฝึกสอน เขาไม่พลาดที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาในตอนนี้

จางเซิงไม่พูดอะไรแต่สีหน้าที่หยิ่งยโสของเขากล่าวอย่างชัดเจนว่าเขาให้ความสนใจเด็กนักเรียนคนนั้นด้วย

“เราควรไปถามเขาดีไหม?”

หลู่ตี๋แนะนำ  เขามีความหวังว่าบางทีนักเรียนกำลังมองหาเขา?

“ถ้าเราต้องการถาม  จางเซิงควรเป็นคนไป

หยวนฟงกระตุ้น “นักเรียนคนหนึ่งอยู่ที่นี่จนถึงกลางคืนเพื่อขอคำแนะนำหากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป คงจะดีต่อชื่อเสียงของเรา!”

จางเซิงตัดสินใจนานแล้วเนื่องจากนักเรียนคนนั้นไม่ต้องการเคาะประตู เขาจึงไม่เป็นฝ่ายเริ่มถามท้ายที่สุดแม้จะเป็นครูฝึกสอนก็ต้องมีศักดิ์ศรี เขาต้องไม่ลดตัวลง แต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดของหลู่ตี๋เขาก็พบว่ามันสมเหตุสมผล

“รีบไปดูกันว่าเด็กคนนั้นต้องการคำแนะนำอย่างไร?”

หลู่ตี๋กระตุ้น

หืมม

จางเซิงยืนขึ้นเขาจัดรอยยับบนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกไป

“เจ้ายืนอยู่นอกประตูมานานมากแล้ว  เจ้าต้องการอะไรหรือเปล่า?”

จางเซิงถาม

“ข้า...”

ชีเซิ่งเจี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก“ข้ากำลังตามหาซุนม่อ.... อาจารย์ซุน”

เมื่อเขาได้ยินคำว่าซุนม่อใบหน้าจางเซิงเขียวคล้ำทันที เขาแทบจะหันหลังกลับ อย่างไรก็ตามเขามีแรงกระตุ้น นักเรียนมาขอคำแนะนำจากซุนม่อ ทำไมเขาถึงต้องมา? หากเรื่องนี้แพร่ออกไปเขาคงเสียหน้าจริงๆ ดังนั้นเขาต้องถามให้ชัดเจน

“ทำไมเจ้าต้องตามหาเขา?”

จางเซิงถามรอยยิ้มเยาะตัวเองปรากฏบนใบหน้าของเขา เขารู้สึกว่าเขาคิดมากเกินไป สำหรับสวะอย่างซุนม่อ ต่อให้นักเรียนปัญญาอ่อน เขาก็จะไม่มีวันตามหาซุนม่อเพื่อขอคำแนะนำ!

“เพื่อขอคำแนะนำ”

เสียงของชีเซิ่งเจี่ยเบาลง

“ว่าไงนะ?”

จางเซิงเสียงแหบพร่าแม้แต่หลู่ตี๋และหยวนฟงที่กำลังแอบฟังจากบ้านก็ยังมีสีหน้าสับสน

ชีเซิ่งเจี่ยก้มหน้าเท้าของเขาขยับต้องการจะจากไป

“หยุดอยู่ตรงนั้น!”

เสียงของจางเซิงเต็มไปด้วยความโกรธ“ซุนม่อไม่อยู่ เจ้าต้องการคำแนะนำเรื่องอะไร? ข้าตอบแทนเขาได้!”

จางเซิงไม่อยากรบกวนนักเรียนที่โง่เขลาคนนี้จริงๆแต่ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้นักเรียนคนนี้เดินจากไปแบบนั้นได้  ถ้าไม่อย่างนั้นแสดงว่าเขาด้อยกว่าซุนม่อไม่ใช่หรือ? ดังนั้นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำตอนนี้ก็คือจัดการปัญหาของนักเรียนคนนี้และพิสูจน์ว่าความสามารถในการสอนของเขานั้นยอดเยี่ยม

“มะมือกับขาของข้าใช้การไม่ได้ ข้าอยากถามว่าเป็นเพราะเหตุใด?”

ชีเซิ่งเจี่ยรวบรวมความกล้าและถาม

จางเซิงรู้สึกประหลาดใจหลังจากนั้นใบหน้าของเขาซีดเผือด  เขาตะโกนลั่น“บัดซบ! เจ้าพิการมือกับขายังไม่พอ นี่ยังสมองพิการอีกด้วย เจ้าบ้าหรือเปล่า? ถ้าเจ้าได้รับบาดเจ็บทำไมไม่ไปหาหมอ?”

หลังจากดุด่าแล้วจางเซิงก็หันหลังกลับและจากมาจากมุมมองของเขา นี่คงเป็นแผนร้ายระหว่างคู่แข่ง พวกเขาต้องการทำลายชื่อเสียงของเขาและลดโอกาสบรรจุงานในโรงเรียนของเขา

“ซุนม่อต้องเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่!”

หยวนฟงกล่าวหาซุนม่อ  “มันอิจฉาพรสวรรค์ของเจ้า และต้องการลากเจ้าลงน้ำไปด้วย”

หลู่ตี๋แสร้งทำตัวเป็นเต่าขลาดเขลานั่งถอนขนที่ขาหมูเงียบๆ ต่อไป

ปัง!

จางเซิงปาถ้วยน้ำชาลงพื้นด้วยความโกรธคิดในใจว่าทำไมข้าถึงนึกแผนการนี้ไม่ออก ไม่พรุ่งนี้ข้าจะต้องหานักเรียนสองสามคนและบอกให้พวกเขามาหาข้าเป็นกลุ่มๆ บ้าง

ก็แค่อยากได้ชื่อเสียงไม่ใช่หรือ? ใครบ้างไม่รู้จักวิธีการนี้บ้างเล่า?

“เจ้าซุนม่อนั่นไม่มีความสามารถใดแต่มีความคิดที่ค่อนข้างเจ้าเล่ห์”

หยวนฟงตบกระเป๋าของเขาและคำนวณว่าเขามีเงินเท่าไหร่ เขาสามารถจ้างนักเรียนสองสามคนเพื่อจุดประสงค์นี้เช่นกัน แต่เขาก็กังวลว่าทางโรงเรียนอาจตรวจพบและไล่เขาออกโดยตรงได้!

เมื่อทั้งสามคนลุกขึ้นในตอนเช้าและออกไป พวกเขายังเห็นชีเซิ่งเจี่ยรออยู่ในจุดที่ไม่ไกลจากประตู

“ครั้งนี้ซุนม่อคงจะจ่ายไปมากสงสัยว่าเขาใช้เงินไปเท่าไหร่กันแน่!”

หยวนฟงเย้ยหยัน

“ฮึ่ม!”

จางเซิงไม่มองชีเซิ่งเจี่ยนักเรียนยากไร้แบบนี้จะไม่มีโอกาสโดดเด่นได้ตลอดชีวิตของเขา  เขารู้สึกรังเกียจหากจะพูดกับนักเรียนคนนี้มากกว่าครึ่งคำ

......

ในโรงอาหารขณะที่ซุนม่อกินซาลาเปาเจ  เขามองดูคัมภีร์สีทองที่ลอยคว้างอยู่ข้างหน้าด้วยความงุนงง

เมื่อวานนี้หีบสมบัตินำโชคใช้งานได้อีกครั้ง ซุนม่อคิดว่าเขาจะได้ดินอีกก้อนหนึ่งแต่แล้วกลับเป็นคัมภีร์เล่มนี้ปรากฏขึ้น

ตามตรรกะเขาควรจะรู้สึกมีความสุขหลังจากได้รับรางวัล  แต่เมื่อเขาเห็นชื่อคัมภีร์นี้ซุนม่อรู้สึกงุนงงและขัดใจเล็กน้อย

จบบทที่ บทที่ 7 เยี่ยมเยียนขอคำแนะนำ

คัดลอกลิงก์แล้ว