- หน้าแรก
- ล้มเหลวพิธีปลุกพลังเจ็ดครั้งในปีจบ ได้สัญญากับแปดปีศาจผู้ยิ่งใหญ่!
- บทที่ 34 ค่ายกลต้องห้าม ธงหมื่นวิญญาณ!
บทที่ 34 ค่ายกลต้องห้าม ธงหมื่นวิญญาณ!
บทที่ 34 ค่ายกลต้องห้าม ธงหมื่นวิญญาณ!
เหอหลิงหัว ในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองฐานหมายเลข 134 มองลอดค่ายกลลงไปด้วยความร้อนรุ่มกลุ้มใจดั่งไฟสุมทรวง
เธอมองเห็นภาพความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในเมืองฐาน
ท้องถนนที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อยกลับเต็มไปด้วยฝูงชนที่วิ่งพล่านอย่างไร้ทิศทาง
นอกจากนี้ ในอากาศยังอบอวลไปด้วยหมอกสีแดงเข้มข้น
หมอกเหล่านี้หลั่งไหลเข้าหาผู้คนอย่างไม่ขาดสาย กัดกินร่างกายของทุกคนอย่างโหดเหี้ยม และกลืนกินพลังชีวิตภายในร่างของพวกเขาไป
สิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าคือ ในความว่างเปล่านั้นยังมีร่างวิญญาณพยาบาทนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่
พวกมันแยกเขี้ยวลับเล็บอย่างดุร้ายราวกับอสูรกายจากขุมนรก คอยจู่โจมคนธรรมดาและนักรบระดับต่ำอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
ชาวบ้านธรรมดาทำได้เพียงรอความตายอย่างสิ้นหวัง!
เหล่านักรบที่มีฝีมืออยู่บ้าง แม้จะมีพลังชีวิตคอยคุ้มครองร่างกาย แต่ก็ทำได้เพียงต้านทานไว้อย่างยากลำบากเท่านั้น
เหอหลิงหัวสติแทบหลุดพลางพูดว่า “มิน่าล่ะ แผ่นค่ายกลเคลื่อนย้ายถึงไม่ส่งพวกเราเข้าไปข้างในเมืองฐาน!”
“ที่แท้มันถูกค่ายกลปิดล้อมไว้นี่เอง!”
“ตอนนี้ในทุกนาทีทุกวินาทีมีคนตายไปนับไม่ถ้วน ฉันควรจะทำยังไงดี?”
เย่เฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ท่านนายกเทศมนตรีเหอ อย่าเพิ่งเสียสติครับ! ใจเย็น ๆ ก่อน”
“ขอเพียงพวกเราหยุดยั้งแผนการของลัทธิปีศาจได้สำเร็จ พวกเราก็จะช่วยคนทั้งเมืองไว้ได้!”
“ตอนนี้ขอแค่พวกเราทำลายค่ายกลนี้ให้แตก ทุกอย่างก็ยังทันเวลาครับ”
เจิ้งเฉียนทอดถอนใจอย่างหนักหน่วง “ค่ายกลต้องห้ามนี้แม้จะไม่ระบุระดับที่แน่ชัด”
“แต่ตามบันทึกในตำรา อย่างน้อยต้องเป็นนักรบระดับแปดถึงจะทำลายมันได้”
“ในหมู่พวกเราคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือคุณแล้วเย่เฟิง แต่คุณจะสามารถระเบิดพลังระดับแปดออกมาได้งั้นเหรอ?”
เย่เฟิงส่ายหัวแล้วตอบว่า “ไม่ได้ครับ!”
“แต่จะให้ยอมแพ้ตอนนี้มันก็ยังเร็วเกินไปนะ”
หลงชิงหลิงเห็นด้วย “การถอยหนีแก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรอก”
“ก็แค่ค่ายกลต้องห้ามอันหนึ่ง ยังไงก็ต้องลองดูสักตั้ง!”
“เผื่อจะฟลุกสำเร็จขึ้นมาล่ะ?”
ที่แขนขวาของเย่เฟิงมีงูสายฟ้าพันรอบอยู่ ส่วนแขนซ้ายถูกห่อหุ้มด้วยโคลนหินที่แข็งแกร่ง
จากนั้น หมัดทั้งสองข้างของเขาก็เหวี่ยงออกไปจนเห็นเป็นภาพติดตา เข้าโจมตีค่ายกลครั้งแล้วครั้งเล่า
ปัง!
ภายใต้การจู่โจมอย่างหนักหน่วงของเย่เฟิง ค่ายกลสั่นไหวราวกับผิวน้ำที่เกิดระลอกคลื่นกระจายตัวออกไป
[พลังมหาศาล] [สายฟ้า] [ควบคุมดิน] [ความเร็วสูงสุด] [เครื่องรางวัว]
เย่เฟิงเรียกใช้พลังห้าอย่างพร้อมกันในคราวเดียว
ในตอนนี้ พละกำลังของเขาขาดอีกเพียงหนึ่งล้านจินก็จะเทียบเท่ากับนักรบระดับแปดแล้ว
ทว่าเขาไม่รู้ว่าขีดจำกัดการรับน้ำหนักของค่ายกลนี้อยู่ที่ตรงไหน เพื่อที่จะทำลายมันให้เร็วที่สุด เขาจึงได้แต่ระดมหมัดชกออกไปอย่างไม่หยุดหย่อน
คนอื่น ๆ มองดูค่ายกลที่สั่นไหวเล็กน้อยภายใต้การโจมตีของเย่เฟิง
ทุกคนหันมาสบตากัน ก่อนจะเริ่มใช้กระบวนท่าของแต่ละคนออกมา
ต่างระดมโจมตีใส่ค่ายกลต้องห้ามพร้อม ๆ กัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากโจมตีไปได้พักหนึ่ง พวกเขาก็พบว่าดูเหมือนจะมีเพียงพลังของเย่เฟิงเท่านั้นที่สั่นสะเทือนค่ายกลได้
ส่วนพลังโจมตีของพวกเขานั้น แทบจะเรียกได้ว่าเบาบางจนละเลยไปได้เลย
เจิ้งเฉียนกระแอมไอสองครั้งแล้วพูดว่า “แคก ๆ ทุกคนอย่าหยุดครับ!”
“ระดมโจมตีที่จุดเดียวต่อเนื่องกัน ต้องพังค่ายกลนี้ได้แน่”
หากได้ร่วมมือกับเย่เฟิงทำลายค่ายกลต้องห้ามได้สำเร็จ หลังจบเรื่องนี้คงเอาไปคุยโวได้อีกนาน
ในขณะเดียวกัน เหยากวงที่ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า ก็กำลังเฝ้ามองพวกเขาอย่างเงียบเชียบ
“หึ ๆ ๆ!”
“เจ้าเย่เฟิงคนนี้ อาศัยแค่พลังชีวิตระดับหก กลับสามารถสั่นสะเทือนค่ายกลต้องห้ามของข้าได้ ช่างเก่งกาจจริง ๆ!”
“พรสวรรค์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นร่างเนื้อที่ข้าเล็งไว้!”
“แต่พิธีบูชาเลือดคือหัวใจสำคัญในการยื้อชีวิตของข้า จะยอมให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด”
“เพราะฉะนั้น ก่อนหน้านั้น ข้าจะปล่อยให้เจ้าเด็กพวกนี้ทำลายค่ายกลไม่ได้”
เหยากวงค่อย ๆ โบกธงสีดำสนิทในมือเบา ๆ
เขาก้าวเดินออกมาจากพื้นที่มิติต่างมิติที่สร้างขึ้นด้วยพลังพิเศษสายมิติอย่างช้า ๆ
หลังจากพวกเย่เฟิงระดมโจมตีอย่างต่อเนื่องมาครู่หนึ่ง จู่ ๆ ค่ายกลก็เปล่งแสงเจิดจ้าออกมา
แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลกระแทกทุกคนจนกระเด็นออกไป
เย่เฟิงตั้งหลักได้อย่างมั่นคง พลางขมวดคิ้วแน่น
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ร่างของเหยากวงที่ดูซูบซีดและแก่ชรา ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
เห็นเพียงเหยากวงยืนอยู่เหนือค่ายกลเช่นเดียวกัน
ทุกย่างก้าวที่เขาเดินไปข้างหน้า คือการก้าวข้ามระยะทางนับร้อยเมตร
เพียงพริบตาเดียว เหยากวงก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่เฟิง
เหยากวงกวาดสายตามองสำรวจเย่เฟิงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะเอ่ยปากออกมาด้วยความพึงพอใจ
“เจ้าหนู เจ้านี่ไม่เลวเลยจริง ๆ!”
“แต่ถ้าเจ้าคิดจะมาทำลายเรื่องดี ๆ ของข้า ข้าก็จำเป็นต้องสังหารเจ้าทิ้งเสียตรงนี้”
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำพิธีบูชาเลือดให้เสร็จสิ้น เพื่อเพิ่มอายุขัย
ส่วนเรื่องการยึดร่างเย่เฟิง เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง
ต้องเตรียมพลังชีวิตให้พร้อมเพรียงก่อน โอกาสที่จะสำเร็จถึงจะมากขึ้น
หลงชิงหลิงมองไปที่ธงที่ส่งควันสีดำออกมาไม่ขาดสายผืนนั้น ไม่นานเธอก็จำตัวตนของเหยากวงได้
เธออุทานด้วยความตกใจ “คุณคือ... ทูตศักดิ์สิทธิ์ลัทธิปีศาจ—เหยากวง!”
“คุณยังมียามีชีวิตอยู่ได้ยังไง?”
เฉินผีอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าว แววตาสั่นระริกพลางพูดว่า “บุคคลเมื่อร้อยกว่าปีก่อน มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเนี่ยนะ น่ากลัวชะมัดเลย!”
เย่เฟิงได้ยินดังนั้นก็นึกถึงคำบรรยายเกี่ยวกับบุคคลคนนี้ในหนังสือประวัติศาสตร์สมัยใหม่ขึ้นมาทันที
เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ต้าเซียได้ให้กำเนิดอัจฉริยะด้านค่ายกลที่หาได้ยากในรอบพันปีคนหนึ่ง
คนคนนี้ฉายแววความเก่งกาจตั้งแต่อายุยังน้อย เพียงวัย 30 ปี เขาก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดในด้านค่ายกล และกลายเป็นนักจารึกเวทมนตร์ระดับแปดที่คนทั่วโลกต่างจับตามอง
ต้องรู้ก่อนว่า มูลค่าของนักจารึกเวทมนตร์ระดับแปดคนเดียว เทียบเท่ากับนักรบระดับแปดถึงสิบคน
แถมเหยากวงยังมีความเชี่ยวชาญในวิถีแห่งค่ายกลจนถึงขั้นเข้าถึงแก่นแท้
เขาอาศัยวิชาค่ายกลที่น่าสะพรึงกลัวในมือ ต่อให้เป็นนักรบในระดับเดียวกันที่มีพลังสูสีกัน ก็ยังต้องยำเกรงเขาถึงสามส่วนและไม่กล้าลงมือด้วยง่าย ๆ
ในยุคสมัยนั้น ยอดอัจฉริยะจำนวนมากต่างก็ต้องหมองหม่นเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
มีเพียงอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการค่ายกลคนนี้เท่านั้น ที่กวาดล้างทุกสิ่งด้วยพลังที่เด็ดขาดและสร้างชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วหล้า
ทว่า โชคชะตามักจะเต็มไปด้วยความพลิกผันและตัวแปรที่คาดไม่ถึงเสมอ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ยอดอัจฉริยะของเผ่ามนุษย์ในอดีตคนนี้ ถึงได้ยอมลดตัวลงสู่ความตกต่ำ
สุดท้าย เขากลับเข้าร่วมกับลัทธิปีศาจที่ผู้คนต่างพากันรังเกียจเดียดฉันท์
ในประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า: “เหยากวงเข้าลัทธิปีศาจ เปรียบเสมือนพยัคฆ์ติดปีก!”
ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ใช้ค่ายกลของตัวเองอย่างไม่เกรงกลัวกฎเกณฑ์ใด ๆ และก่อกรรมทำเข็ญไว้อย่างมหาศาล
ถึงขนาดหลอมสร้างธงที่ใช้รวบรวมดวงวิญญาณพยาบาทอย่าง 【ธงหมื่นวิญญาณ】 ขึ้นมา
และสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดก็คือ เขาเคยทำพิธีบูชาเลือดที่ไร้ความเมตตาครั้งใหญ่
จนทำให้เมืองฐานที่เคยรุ่งเรืองและคึกคักแห่งหนึ่ง กลายเป็นเพียงความว่างเปล่าในพริบตา
ในตอนนั้น เพื่อจะกำจัดคนโฉดชั่วถึงขีดสุดคนนี้ ขุมกำลังระดับสูงของต้าเซียได้ส่งนักรบระดับแปดถึงห้าคนออกไปรุมล้อมกวาดล้าง
แม้ว่าทีมนี้จะมีขุมกำลังที่หรูหราอลังการ แต่สุดท้าย หลังจากผ่านการต่อสู้อันดุเดือดที่ต้องแลกด้วยชีวิต
พวกเขาก็ต้องสูญเสียนักรบระดับแปดไปถึงสามคน ถึงจะสามารถสังหารเหยากวงลงได้สำเร็จ
หากตอนนั้นเหยากวงอดทนรออีกสักหน่อย จนวิถีแห่งค่ายกลทะลวงเข้าสู่ระดับเก้า
บางทีเมื่อถึงตอนนั้น อาจจะไม่มีใครในโลกที่สามารถลงโทษเขาได้อีกเลย!
เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มนุษย์คือนักรบระดับสิบ แต่พวกเขามีภารกิจพิเศษ
นั่นคือการเฝ้าดันเจี้ยนห้าดาว เพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าพันธุ์ในนั้นทำลายดันเจี้ยนออกมาสู่โลกภายนอก
ทว่าตอนนี้ คนที่ควรจะถูกสังหารไปนานแล้วกลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ งั้นสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ จะยังเชื่อถือได้อีกอย่างนั้นเหรอ??
หลงชิงหลิงและคนอื่น ๆ ในตอนนี้ ต่างพากันยกระดับการป้องกันขึ้นสูงสุดจนถึงขีดสุด
แม้แต่เย่เฟิงเองก็เตรียมพร้อมที่จะโกยแน่บได้ทุกเมื่อ
เพราะยังไงเสีย คนตรงหน้าก็คือบุคคลระดับตำนานในตำราเรียน แถมยังเป็นนักจารึกเวทมนตร์ระดับแปดผู้ทรงพลังอีกด้วย
ต่อให้พวกเขาจะงัดไม้ตายออกมาทั้งหมด ก็คงไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเหยากวงได้เลย
“หึ ๆ ๆ ~~~”
“ข้าไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนมาเกือบหกสิบปีแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีคนจำข้าได้อยู่!”
เหยากวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวนก่อนพูดต่อว่า “ตอนนั้นข้าถูกพวกคนชั้นต่ำรุมล้อมจนบาดเจ็บสาหัส”
“แต่ต่อให้ตอนนี้ร่างกายข้าจะอ่อนแอเพียงใด ข้าก็ยังมีพลังเทียบเท่ากับระดับเจ็ดอยู่ดี”
“พวกเจ้าคิดจะสู้กับข้าไหวงั้นเหรอ?”
(จบบท)