- หน้าแรก
- ระบบกุศลอนันต์ ทำดีแล้วเทพขึ้นครับ
- บทที่ 151 - อาชาห้อตะบึงหมื่นลี้
บทที่ 151 - อาชาห้อตะบึงหมื่นลี้
บทที่ 151 - อาชาห้อตะบึงหมื่นลี้
บทที่ 151 - อาชาห้อตะบึงหมื่นลี้
ม้าเหล็กจักรกลที่บาดเจ็บสาหัสสะบัดหัวอย่างแรง แกนกลางอสูรวิญญาณต่อต้านการรุกล้ำของตราประทับกิลินบัญชาจิตโดยสัญชาตญาณ
อสูรวิญญาณก็คือวิญญาณ นี่คือสิ่งที่เกาอู่ทดสอบมาแล้วในมิติลับ
ม้าเหล็กจักรกลต่อต้านตราประทับบัญชาจิต เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายของเกาอู่ จิตหยินกระตุ้นนิมิตเทพกิลินร่ายมนตร์ประทับตราอีกครั้ง อสูรวิญญาณในร่างม้าเหล็กสั่นสะเทือน แผ่แสงแห่งชีวิตอันเข้มข้นออกมา
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใด ย่อมมีสัญชาตญาณต่อต้านการถูกผูกมัด ต้นไม้ใบหญ้ายังเป็นเช่นนั้น สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญายิ่งไม่ต้องพูดถึง
ม้าเหล็กจักรกลไม่เข้าใจว่าตราประทับบัญชาจิตคืออะไร แต่มันสัมผัสได้ถึงพันธนาการของตราประทับ ต่อให้สภาพย่ำแย่แค่ไหนมันก็ต้องดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง
เกาอู่เห็นม้าเหล็กจักรกลยังมีแรงฮึดสู้ เขาพิจารณาดูแล้วตัดสินใจใช้จิตหยินกระตุ้นมนตราแสงเทพหงส์แดง จัดหนักให้มันสักดอก
คำนวณตามระดับชั้น ม้าเหล็กจักรกลเทียบเท่าอสูรวิญญาณระดับห้า แข็งแกร่งกว่าอสูรวิญญาณที่ตามรังควานเสี่ยวซ่งมากนัก ระดับพลังต้นกำเนิดเทียบเท่าอาจารย์ยุทธ์
มนตราเทพทั้งสามบทล้วนบรรลุขั้นไร้ลักษณ์ เกาอู่อาศัยจิตหยินก็สามารถกระตุ้นมนตราเทพได้โดยตรง ทำให้จิตหยินมีเครื่องมือในการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ไม่ต้องพึ่งพากระบี่ลิขิตฟ้าเพียงอย่างเดียว
ก็เพราะม้าเหล็กจักรกลบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถกระตุ้นสนามพลังต้นกำเนิดได้ ถึงได้ต้านทานมนตราแสงเทพหงส์แดงไม่ได้
มนตราแสงเทพหงส์แดงมีอานุภาพในการหลอมวิญญาณภายในและหลอมสรรพสิ่งภายนอก เมื่อใช้กับม้าเหล็กจักรกลที่ไร้ทางสู้ มนตราแสงเทพหงส์แดงสี่บทที่ระเบิดออกเจาะทะลุเข้าสู่ศูนย์กลางอสูรวิญญาณ แสงเทพเพลิงกาฬทำให้อวัยวะภายในของม้าเหล็กจักรกลกลายเป็นสีแดงฉาน
แสงเทพเพลิงกาฬที่มุ่งโจมตีจิตวิญญาณโดยตรง ทำให้ม้าเหล็กจักรกลส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
มันไม่ใช่ม้าจริง เป็นแค่อสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งในคราบม้าจักรกล เสียงร้องโหยหวนของมันเกิดจากการสั่นสะเทือนของพลังต้นกำเนิดแล้วเปลี่ยนเป็นเสียง
คลื่นกระแทกจากการสั่นสะเทือนของพลังต้นกำเนิดที่รุนแรง ระเบิดกิ่งไม้ใบหญ้าและก้อนหินรอบข้างจนกลายเป็นผุยผง
ซ่งหมิงเยว่ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง เธอตื่นตัวขึ้นทันที แม้ระยะทางจะไกล แต่สำหรับม้าเหล็กจักรกลแล้วใช้เวลาแค่วินาทีเดียวก็ถึงตัว
ถ้าถูกม้าเหล็กจักรกลเจอเธอกับเกาอู่ สถานการณ์คงคาดเดาไม่ได้
เกาอู่ปลอบซ่งหมิงเยว่ "ไม่เป็นไรหรอก"
ซ่งหมิงเยว่มองเกาอู่ด้วยความสงสัย เธอไม่พูดอะไร แต่สายตาสื่อความหมายชัดเจนว่า "ฝีมือนายเหรอ"
เธอรู้จักเกาอู่ดีเกินไป อาจารย์ลู่แม้จะสั่งกำชับไว้ แต่เกาอู่ไม่มีทางฟังหรอก พลังจิตของเขาพิเศษมาก จะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาก็เป็นเรื่องปกติ
"ไม่เป็นไร ฉันกำลังลองสยบมันอยู่"
เกาอู่ไม่มีอะไรต้องปิดบังเสี่ยวซ่ง อีกอย่างถ้าเขาสยบม้าเหล็กจักรกลได้จริง ก็ปิดบังใครไม่ได้อยู่แล้ว
เขาไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะมองยังไง ใช้พลังจิตสยบอสูรวิญญาณ นี่มันเรื่องปกติชัดๆ
พวกคุณทำไม่ได้นั่นมันปัญหาของพวกคุณ เกี่ยวอะไรกับผม
เหล่าอาจารย์ยุทธ์ ปรมาจารย์วรยุทธ์ อย่างมากก็แค่ประหลาดใจ คงไม่ถึงกับจับเขาไปทรมานรีดความลับหรอก
ในประวัติศาสตร์การพัฒนาวรยุทธ์ มีปาฏิหาริย์ที่ลอกเลียนแบบไม่ได้เกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน ปาฏิหาริย์ส่วนใหญ่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
มนุษย์ศึกษาวิจัยพลังต้นกำเนิดมาเป็นร้อยปี เพิ่งจะเชี่ยวชาญวิธีฝึกฝนแบบงูๆ ปลาๆ แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน
สำหรับเรื่องมิติ เทพมาร และปัญหาอื่นๆ แทบจะเรียกได้ว่าไม่รู้อะไรเลย
ตามทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ยีนของทุกคนซ่อนความลับเอาไว้ ในการพัฒนาพลังต้นกำเนิดไม่รู้ว่าจะเปิดพรสวรรค์พิเศษแบบไหนขึ้นมา
ต่อให้โคลนนิ่งยีนออกมา ก็ก๊อปปี้พรสวรรค์ไม่ได้ ยิ่งวรยุทธ์สูงส่ง ยิ่งเข้าใจสัจธรรมข้อนี้
ดังนั้น พลังพิเศษที่แปลงมาจากมนตราเทพก็ไม่จำเป็นต้องจงใจปิดบัง
ซ่งหมิงเยว่ไม่ได้พูดอะไร เธอไม่คิดจะห้ามเกาอู่ ทำได้แค่ระวังตัวแจเตรียมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน
ศูนย์กลางจิตวิญญาณของม้าเหล็กจักรกลถูกเจตจำนงแห่งหอกของลู่ยวนทำลายจนสาหัส เพียงแต่อาศัยรูปแบบชีวิตที่พิเศษของอสูรวิญญาณ ถึงได้ประคองตัวอยู่ได้
มนตราแสงเทพหงส์แดงแปลงเป็นแสงเทพเพลิงกาฬที่เชี่ยวชาญการหลอมวิญญาณ เป็นดาวข่มของจิตวิญญาณอย่างอสูรวิญญาณโดยเฉพาะ ม้าเหล็กจักรกลไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร ก็ยากจะหลุดพ้นจากการเผาผลาญของแสงเทพเพลิงกาฬ
ฉวยโอกาสนี้ จิตหยินกระตุ้นตราประทับกิลินบัญชาจิตอีกครั้ง
ด้วยการนำทางของแสงเทพเพลิงกาฬ ตราประทับบัญชาจิตหกบทประทับลงไปที่ศูนย์กลางจิตวิญญาณของอสูรวิญญาณโดยตรง
มาถึงตอนนี้ม้าเหล็กจักรกลไม่มีแรงต่อต้านอีกแล้ว ได้แต่ปล่อยให้ตราประทับกิลินบัญชาจิตฝังลึกลงไปในศูนย์กลางจิตวิญญาณ
เกาอู่ยังไม่วางใจ ให้จิตหยินท่องมนตรายอดคนเทพกิลินแทน ประทับตราประทับบัญชาจิตเพิ่มให้ม้าเหล็กจักรกลอีกสี่บท จนสัมผัสไม่ได้ถึงแรงต่อต้านใดๆ เขาถึงได้หยุดมือ
ตราประทับกิลินบัญชาจิตขั้นไร้ลักษณ์ ก็ต้องใช้เวลาท่องมนต์สองนาทีถึงจะเสร็จสิ้น
ตอนนี้ม้าเหล็กจักรกลร่อแร่เต็มที เกาอู่เห็นท่าไม่ดี จึงกระตุ้นมนตรามังกรเขียว
มนตราหกบทตกลงมา กระตุ้นพลังชีวิตที่ซ่อนเร้นของอสูรวิญญาณ ทำให้ลมหายใจของมันฟื้นกลับมาเกินครึ่ง
มนตรามังกรเขียวแม้จะวิเศษ แต่การเสริมพลังแบบนี้เน้นกระตุ้นศักยภาพชีวิต ยังดีที่รูปแบบชีวิตของอสูรวิญญาณพิเศษ ทนทานมาก ถึงรับการกระตุ้นแบบนี้ได้ไหว
เกาอู่สร้างการเชื่อมต่อทางจิตที่มั่นคงกับม้าเหล็กจักรกลผ่านตราประทับบัญชาจิต เขาลองใช้จิตหยินควบคุมม้าเหล็กจักรกล
"ลุกขึ้น คุกเข่า..." คำสั่งต่อเนื่อง ได้รับการตอบสนองจากม้าเหล็กจักรกลอย่างรวดเร็ว เชื่อฟังกว่าพยัคฆ์ยักษ์ตัวนั้นเยอะ
แน่ใจแล้วว่าม้าเหล็กจักรกลไม่มีปัญหา เกาอู่ถึงสั่งให้ม้าเหล็กจักรกลเดินมาหาเขา
ซ่งหมิงเยว่เห็นม้าเหล็กจักรกลวิ่งเหยาะๆ เข้ามา เส้นประสาทของเธอก็ตรึงเครียดทันที อสูรวิญญาณระดับห้าพุ่งชนทีเดียวเธอกับเกาอู่คงกลายเป็นเศษเนื้อ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ม้าเหล็กจักรกลยืนนิ่งอยู่หน้าทั้งสองคน ดวงตาสีแดงเข้มเผยแววสงบเสงี่ยมอย่างยิ่ง
ความสูงช่วงไหล่ของมันเกือบสองเมตร ลำตัวยาวสี่เมตร ทั้งตัวหล่อจากโลหะสีดำ ส่วนหัว ลำตัว และขา ล้วนมีโครงสร้างจักรกลภายใน สัดส่วนภายนอกเหมือนม้าทุกประการ
ร่างกายที่หล่อจากเหล็กกล้าทำให้มันดูแข็งแกร่งสุดๆ ในขณะเดียวกันส่วนโค้งเว้าของร่างกายที่ดูสง่างามก็แฝงความงามของพละกำลังที่เคลื่อนไหว
เกาอู่รู้สึกมาตลอดว่าสัตว์อสูรและเผ่าต่างมิตินั้นอัปลักษณ์ รวมถึงอัศวินคนนั้นก็น่าเกลียด มีแต่ม้าเหล็กจักรกลตัวนี้ที่ผสานความแข็งแกร่งของเครื่องจักรและความงามของม้าเข้าด้วยกัน ทำให้เขาถูกใจมาก
เขาเดินเข้าไปตบๆ คอที่ยุบไปกว่าครึ่งของม้าเหล็กจักรกล หอกของลู่ยวนเกือบจะฟาดคอม้าขาด ตอนนี้มองดูเลยน่าเกลียดไปหน่อย
"ไม่เป็นไร ฉันสยบเจ้านี่ได้แล้ว" เกาอู่พูดพลางออกคำสั่งกับม้าเหล็กจักรกลอย่างลำพองใจ "คุกเข่า"
ม้าเหล็กจักรกลย่อมฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง แต่มันเข้าใจคำสั่งทางจิตที่ส่งผ่านตราประทับบัญชาจิต
มันคุกเข่าลงอย่างเชื่อฟัง ร่างกายส่วนบนเตี้ยลงไปครึ่งหนึ่งทันที
อาจจะเพื่อให้ขี่สะดวก บนหลังม้ามีอานม้าจักรกล เกาอู่เหยียบโกลนขึ้นไปนั่งบนอานม้าอย่างไม่เกรงใจ
เกาอู่ยื่นมือให้ซ่งหมิงเยว่ที่ยังยืนงงอยู่ "ขึ้นมาสิ..."
ซ่งหมิงเยว่แม้จะไว้ใจเกาอู่มาก แต่ตอนนี้ก็อดลังเลไม่ได้ เจ้านี่ขี่ได้จริงเหรอ
แต่เธอก็ยังจับมือเกาอู่ปีนขึ้นหลังม้า อานม้าเตรียมไว้ให้คนเดียวนั่ง เธอต้องนั่งซ้อนท้ายซึ่งไม่สบายเอาซะเลย
ความจริงหลังม้าทั้งกว้างและกลม แถมยังเป็นเปลือกโลหะ ถ้าเป็นคนอื่นคงนั่งไม่อยู่
"กอดเอวฉันไว้" เกาอู่ขี่ม้าเหล็กจักรกลที่ทั้งสง่างามและดูชั่วร้าย ก็รู้สึกฮึกเหิม อยากจะพาเสี่ยวซ่งไปซิ่งกินลมชมวิวเดี๋ยวนี้เลย
ซ่งหมิงเยว่ไม่ปฏิเสธ ไม่เพียงกอดเอวเกาอู่ แต่ยังกอดแน่นมาก เจ้านี่เร็วสามร้อยเมตรต่อวินาที ความเร็วชั่วโมงละพันกิโลเมตร เร็วกว่าเครื่องบินโดยสารซะอีก
ขืนตกลงมาจากกลางอากาศ ต่อให้วรยุทธ์ระดับเธอก็คงตายคาที่...
เกาอู่อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ เสี่ยวซ่งก็คือเสี่ยวซ่งจริงๆ ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ใหญ่ไปก็ไม่งาม
คนก็ดี ของก็ดี ถ้าใหญ่ไปก็ขาดความประณีตงดงาม
"พร้อมนะ ไปซิ่งกันสักรอบ..."
เกาอู่ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เจ้านี่บินได้ก็จริง แต่คงบินสูงมากไม่ได้ น่าจะประมาณหนึ่งถึงสองร้อยเมตร แต่ความสูงระดับนี้ก็น่ากลัวอยู่
บินอยู่บนฟ้าไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว ความตื่นเต้นนี้เครื่องบินเทียบไม่ได้
เกาอู่ยังคงบังคับม้าเหล็กจักรกลอย่างระมัดระวัง ให้วิ่งเหยาะๆ บนยอดไม้ ม้าเหล็กจักรกลไม่ได้แค่ทำท่าทาง แต่มันวิ่งจริงๆ
น่าจะใช้พลังต้นกำเนิดพยุงตัวไว้ เลยต้านแรงโน้มถ่วงได้ เพียงแต่ก้าวเท้าลงไปที กิ่งไม้ที่ถูกเหยียบจะระเบิดเป็นผุยผง
ดูจากสภาพของม้าเหล็กจักรกล เจ้านี่น้ำหนักตัวอย่างน้อยสี่ห้าพันกิโล ก้อนเหล็กเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนี้วิ่งตะบึงกลางอากาศด้วยความเร็วสูง ช่างเป็นเรื่องอัศจรรย์จริงๆ
ต้องบอกว่าอานุภาพของเทพมารนั้นคาดเดาไม่ได้ สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่ฝืนกฎฟิสิกส์แบบนี้ออกมาได้
เกาอู่ขี่ม้าเหล็กจักรกลกระโดดโลดเต้นไปมาในป่าอย่างสนุกสนาน ของเล่นชิ้นนี้สนุกจริงๆ บินขึ้นลงซ้ายขวาได้ดั่งใจ แถมยังเร็วปรู๊ดปร๊าด แทบจะเมินเฉยต่ออุปสรรคทั้งปวง มันส์พะยะค่ะ
ความห้าวหาญพลุ่งพล่าน เขาจึงร่ายบทกวีออกมา "กระดูกเหล็กสันคมกล้า ลมพาเท้าวายุปลิว อานุภาพอาชาลิ่ว ท่องไปทั่วหมื่นลี้ทาง"
เขาหันไปถามซ่งหมิงเยว่ "กลอนฉันเป็นไง"
ซ่งหมิงเยว่ตอบจริงจัง "นี่มันกลอนของตู้ฝู่ที่นายเอามาแก้หน่อยนึงไม่ใช่เหรอ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ทำไมเธอต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย..." เกาอู่หัวเราะกลบเกลื่อนความอายเล็กๆ ไม่นึกว่าเสี่ยวซ่งจะชอบอ่านหนังสือ...
เพื่อกลบเกลื่อนความอาย เกาอู่เลยเร่งความเร็วของม้าเหล็ก และบินสูงขึ้นไปอีก
บินอยู่กลางฟ้าไร้ที่พึ่งพิง มีแค่ม้าเหล็กตัวเดียวรองก้น ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้ตื่นเต้นกว่านั่งเครื่องบินเป็นพันเท่า
ม้าเหล็กไม่ใช่อากาศยาน แต่มันวิ่งและกระโจนเหมือนม้า มีแรงกระแทกและจังหวะการขยับตัว ยิ่งเพิ่มความระทึกใจเข้าไปอีก
เกาอู่ขี่ม้าเหล็กทะยานฟ้า อดไม่ได้ที่จะตะโกนร้องโหยหวน นอกจากความตื่นเต้นแล้ว ยังมีความรู้สึกโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก
ต้องยอมรับว่าแรงกระแทกทางประสาทสัมผัสจากความเร็วสูงแบบนี้มีความพิเศษมาก เหมือนจะกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างในยีนของมนุษย์ ทำให้คนหลงใหล
จิตหยินควบคุมกระบี่บินในมิติลับ พอจะทำความเร็วระดับนี้ได้ แต่การบินของจิตหยินให้ความรู้สึกกระแทกกระทั้นแบบนี้ไม่ได้
ซ่งหมิงเยว่กอดเกาอู่แน่นกว่าเดิม แต่เธอก็เริ่มจะชอบความตื่นเต้นของการทะยานฟ้าแบบนี้แล้ว ในใจลึกๆ แอบตื่นเต้น จนเกือบจะตะโกนร้องตามเกาอู่...
เกาอู่สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของซ่งหมิงเยว่ จู่ๆ เขาก็เข้าใจว่าทำไมเด็กแว้นถึงชอบขี่มอเตอร์ไซค์แต่งซิ่ง ต่อให้ขี่แค่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็ยังต้องยกล้อโชว์ มันเป็นเครื่องมือจีบสาวชั้นดีนี่เอง
พูดได้แค่ว่าความตื่นเต้นจะกระตุ้นอารมณ์คน ซ่งหมิงเยว่ก็ไม่มีข้อยกเว้น
วิ่งไปได้ไม่นาน เกาอู่ก็หยุด เพราะเขาสัมผัสได้ผ่านตราประทับบัญชาจิตว่าม้าเหล็กจักรกลเหนื่อยแล้ว ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียอย่างรุนแรง
คิดดูก็ใช่ เพิ่งโดนลู่ยวนซัดจนสาหัส แล้วโดนไฟบรรลัยกัลป์เผา แล้วยังโดนตราประทับบัญชาจิตกดทับ ม้าเหล็กจักรกลยังวิ่งไหวก็เก่งมากแล้ว
เกาอู่เดินวนรอบม้าเหล็กจักรกลหลายรอบ ก็ยังดูไม่ออกว่ากลไกการทำงานของมันคืออะไร น่าจะมีโครงสร้างเครื่องจักรส่วนหนึ่ง ศูนย์กลางพลังงานและจิตสำนึกคืออสูรวิญญาณ
ใช้อสูรวิญญาณขับเคลื่อนพลังต้นกำเนิด แล้วก็ได้ม้าเหล็กจักรกลตัวนี้ออกมา
ช่วยไม่ได้ คงต้องจัดมนตรามังกรเขียวให้ม้าเหล็กจักรกลอีกสักสองดอก จะตายหรือไม่ตายก็ช่างมัน ขี่ไปก่อนแล้วกัน...
ลู่ยวนบินกลับมาแต่ไกล ก็เห็นเกาอู่กับซ่งหมิงเยว่ขี่ม้าเหล็กจักรกลลอยอยู่เหนือยอดไม้ คนสุขุมอย่างลู่ยวนยังถึงกับตะลึง เขาเกือบจะคิดว่าตัวเองโดนวิชาลวงตาของใครเข้าให้ จนเกิดภาพหลอน
"อาจารย์ลู่" เกาอู่ยิ้มแย้มโบกมือทักทาย ขี่ม้าเข้าไปหาลู่ยวน
ลู่ยวนกระตุ้นลักษณ์เทพมังกรสวรรค์เงียบๆ เพื่อยืนยันว่าโลกจิตวิญญาณของตัวเองปกติดี การโคจรพลังต้นกำเนิดในร่างกายปกติ ร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวไม่มีความผิดปกติ เขาถึงได้โล่งอก
ถ้าเผลอโดนเทพมารล่อลวงเข้า คงเป็นเรื่องยุ่งยาก
เขาพิจารณาเกาอู่กับซ่งหมิงเยว่อย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งสองคนลมหายใจราบรื่นเป็นธรรมชาติ สภาพจิตใจมั่นคง ไม่พบความผิดปกติ
"เธอทำได้ยังไง" ลู่ยวนหยุดอยู่หน้าเกาอู่ ถามด้วยความสงสัย
"ใช้พลังจิตควบคุมอสูรวิญญาณครับ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงสำเร็จ หลักๆ น่าจะเป็นเพราะอาจารย์ลู่ซัดจนจิตวิญญาณมันบอบช้ำ เลยควบคุมง่าย..." เกาอู่อธิบายแบบคลุมเครือ
ลู่ยวนไม่ได้ซักไซ้ ถ้าเกาอู่เป็นสาวกลัทธิมาร คงไม่ขี่ม้าเหล็กจักรกลอย่างเอิกเกริกขนาดนี้
พูดได้แค่ว่าพรสวรรค์ของเกาอู่พิเศษจริงๆ ทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้
"อาจารย์" ซ่งหมิงเยว่ทักทายอยู่ข้างหลัง เธอนั่งอยู่บนม้าคารวะไม่ถนัด
ลู่ยวนเห็นลูกศิษย์อารมณ์ดียิ้มแย้ม เขาพยักหน้าให้ซ่งหมิงเยว่เบาๆ "ตรงนี้ไม่ปลอดภัย พวกเธอกลับไปกับฉัน"
เขาหยุดนิดหนึ่งแล้วย้ำว่า "พื้นที่แถบนี้ถูกสาวกลัทธิมารปล่อยสัตว์อสูรจำนวนมาก และยังมีเผ่าต่างมิติอีกเพียบ ยังดีที่ระดับไม่สูง พวกเธอระวังตัวหน่อยก็น่าจะรับมือได้"
ครั้งนี้ตัวที่เก่งที่สุดคืออัศวินจักรกลสิบสองตน ซึ่งถูกเหล่าปรมาจารย์วรยุทธ์ทยอยสังหารไปหมดแล้ว มีแค่อัศวินจักรกลไม่กี่ตนที่หนีไปได้ ลู่ยวนถึงได้ไล่ตามมา
หลักๆ คืออัศวินจักรกลพวกนี้เก่งเกินไป ขืนปล่อยให้พวกมันบุกเข้าไปในกลุ่มนักศึกษา ไม่รู้ว่าเด็กใหม่ปีหนึ่งจะต้องตายกันอีกเท่าไหร่ ต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก
เผ่าต่างมิติและสัตว์อสูรที่เหลือ ล้วนต่ำกว่าระดับสาม และยังมีสาวกลัทธิมารปะปนอยู่คอยฆ่าคนวางเพลิง กระจายตัวไปทั่วพื้นที่กว้างใหญ่ ภัยคุกคามก็ไม่น้อย
ลู่ยวนเห็นเกาอู่ขี่ม้าเหล็กจักรกล รู้สึกว่าเกาอู่ขี่เจ้านี่เมินเฉยต่อภูมิประเทศและมีความเร็วสูง สะดวกในการไปช่วยคนอื่น
แถมเกาอู่ยังสยบม้าเหล็กจักรกลได้ ความสามารถนี้ไม่ธรรมดาเลย เขาจึงไว้ใจเกาอู่มากขึ้นอีกหลายส่วน
เกาอู่ทำหน้าจริงจัง "กำจัดปีศาจปราบมารเป็นหน้าที่ที่มิอาจปฏิเสธของพวกผมครับ"
ลู่ยวนพยักหน้า ชื่นชมในทัศนคติที่กระตือรือร้นของเกาอู่ จอมยุทธ์จำนวนมากไม่มีจิตสำนึกแบบนี้ ต่อให้ฝึกวรยุทธ์จนเก่งแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ต่อเผ่าพันธุ์ กลับกลายเป็นภัยพิบัติเสียอีก
เกาอู่เปลี่ยนท่าทีถามอย่างนอบน้อม "อาจารย์ลู่ครับ ม้านี่ต้องให้กินอะไรครับ"
"เอ่อ..." ปรมาจารย์วรยุทธ์ลู่ยวนไปไม่เป็นเหมือนกัน เขาจะไปรู้ได้ไงว่าไอ้ก้อนเหล็กนี่กินอะไร
[จบแล้ว]