- หน้าแรก
- ระบบกุศลอนันต์ ทำดีแล้วเทพขึ้นครับ
- บทที่ 91 - ลิขิตสวรรค์
บทที่ 91 - ลิขิตสวรรค์
บทที่ 91 - ลิขิตสวรรค์
บทที่ 91 - ลิขิตสวรรค์
"แสงเทพหงส์แดง บริสุทธิ์ดุจตะวัน ภายในหลอมจิตวิญญาณ ภายนอกหลอมสรรพสิ่ง"
ตอนที่เกาอู่ตื่นขึ้นมา ในหัวของเขามีเพียงประโยคสี่วรรคนี้ดังก้องซ้ำไปซ้ำมา
เขามองนาฬิกาอัจฉริยะลายมังกรเขียวบนข้อมือ เป็นเวลาหกโมงเช้าพอดี
ผ่านศึกหนัก แถมยังใช้แต้มกุศลอัปเกรดมนตราแสงเทพหงส์แดง แต่นาฬิกาชีวิตของเขาก็ยังไม่เปลี่ยน นับว่ามหัศจรรย์ทีเดียว
เกาอู่ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เขาเปิดคัมภีร์กุศลอนันต์ก่อน แต้มกุศลเหลืออยู่แค่สามหมื่น
มนตราแสงเทพหงส์แดง เลื่อนระดับถึงขั้นความสำเร็จใหญ่
ต่างจากมนตราปราณเทพมังกรเขียว มนตราแสงเทพหงส์แดงไม่ได้แตกแขนงไปเป็นวิชาอื่น
พอดูค่าสถานะพื้นฐาน ค่าจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นมาตั้ง 4 จุด ยอดรวมพุ่งไปถึงสิบห้าจุด
แม้จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่เกาอู่ก็ยังดีใจมาก
อัจฉริยะอย่างซ่งหมิงเยว่ ก็ยังต้องบำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมีวันนี้
เขาอาศัยคัมภีร์กุศลอนันต์ ก็สามารถเพิ่มพลังจิตได้สี่เท่าในคืนเดียว!
เกาอู่อิจฉาที่ซ่งหมิงเยว่สามารถบังคับกระบี่บินได้ เขาคิดว่าด้วยค่าจิตวิญญาณสิบห้าจุด บางทีเขาอาจจะทำแบบซ่งหมิงเยว่ได้บ้าง
นอกจากค่าจิตวิญญาณที่พุ่งพรวด รากฐานก็เพิ่มขึ้น 0.5 รวมเป็น 7.5
เกาอู่คิดว่ารากฐานคือกุญแจสำคัญแห่งพรสวรรค์ เพราะพรสวรรค์ไม่ดี ทั้งที่มีคัมภีร์กุศลอนันต์อยู่ในมือ แถมยังฉีดยาบ้าเลือด พัฒนาการด้านวรยุทธ์ก็ยังช้าอืดอาด
จนถึงวันนี้ กระบวนท่ามังกรเก้ารูปแบบ และเพลงกระบี่มังกรท่องของเขา ยังหยุดอยู่ที่ระดับเชี่ยวชาญ แต่หมัดทหารศึกกลับพัฒนาเร็วมาก ช่วงนี้ก็ฝึกจนถึงระดับเชี่ยวชาญแล้ว
ถ้าเอาพรสวรรค์ของซ่งหมิงเยว่มาวัดเป็นตัวเลข เจ๊แกต้องมีค่าอย่างต่ำสิบห้า... แต่ค่าจิตวิญญาณของเธอก็น่าจะอยู่ราวๆ สิบห้าเหมือนกันมั้ง?
เกาอู่ตัดสินจากความรู้สึก อย่างน้าหลานที่เป็นซามูไรขั้นกลาง พลังจิตเต็มที่ก็สิบสองจุด ต้านทานคลื่นกระแทกทางจิตของอสูรวิญญาณไม่ได้เลย
หวงไห่แม้จะเป็นซามูไรขั้นกลาง แต่พลังจิตกลับแกร่งกว่าน้าหลานนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้แกร่งกว่ามาก เพราะหวงไห่ทนรับการแปรเปลี่ยนวายุอัสนีของเขาไม่ได้
ซ่งหมิงเยว่เหนือกว่าสองคนนี้มาก แต่ด้วยอายุเท่านี้ก็คงไม่เก่งเวอร์เกินไป
ค่าสิบห้าจุดนี้น่าจะใกล้เคียงความจริง
ดังนั้น ถ้าซ่งหมิงเยว่บังคับกระบี่บินได้ เขาก็น่าจะทำได้
คิดได้ดังนั้น สายตาของเกาอู่ก็จับจ้องไปที่แก้วเก็บความเย็นบนตู้ข้างเตียง ค่าจิตวิญญาณสิบห้าจุดทำให้ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมผิดปกติ
ห้องนอนเล็กๆ ที่ดูเงียบสงบ แต่ด้านบนมีเสียงครางต่ำๆ ของระบบระบายอากาศ กระแสลมที่หมุนเวียนพัดพาฝุ่นละอองออกมาจากช่องระบายอากาศ ล่องลอยไปทั่วห้องอย่างอิสระ
ในอากาศยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอยู่ หลักๆ มาจากคราบเลือดบนชุดฝึกยุทธ์ของเขา ผ่านไปหนึ่งคืน โมเลกุลกลิ่นเลือดฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง
นอกจากนั้นก็มีกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นที่ยากจะบรรยายอีกหลายกลิ่น
จู่ๆ เกาอู่ก็เข้าใจอาการรักความสะอาดของซ่งหมิงเยว่ แม้แต่จะดื่มชาก็ต้องเปลี่ยนชุด พลังจิตที่แข็งแกร่งทำให้ประสาทสัมผัสไวเกินไป สามารถรับรู้กลิ่นที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนเหล่านี้ได้
เธอจำเป็นต้องรักษาความสะอาดขั้นสุด เพื่อให้ประสาทสัมผัสสบายที่สุด คิดแบบนี้แล้ว เวลาเข้าห้องน้ำไม่เหม็นจนเป็นลมเลยเรอะ...
การรับรู้ปรับแต่งได้ พลังจิตแข็งแกร่งก็ไม่จำเป็นต้องเอามาโฟกัสกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ให้ตัวเองลำบาก
เกาอู่รวบรวมสมาธิ ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงอนุภาคพลังต้นกำเนิดที่ลอยอยู่ทั่วไป เขาดีใจอีกครั้ง
เมื่อก่อนเขาไม่เคยสัมผัสอนุภาคพลังต้นกำเนิดได้ เลยรวบรวมพลังต้นกำเนิดไม่ได้ และเปิดจุดชีพจรไม่ได้ ตอนนี้เขาได้ก้าวข้ามขั้นตอนสำคัญที่สุดไปแล้ว!
ตอนนี้เกาอู่ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจพลังต้นกำเนิด เขาแค่อยากใช้พลังจิตยกแก้วเก็บความเย็นขึ้นมา
แก้วเก็บความเย็นไม่ขยับเลยสักนิด!
"หือ?" เกาอู่เริ่มงง แค่แก้วใบเดียวยกไม่ขึ้นเนี่ยนะ?
ลองอีกหลายครั้ง ก็ยังยกแก้วไม่ขึ้น รวมไปถึงปากกาหมึกซึมที่เบากว่า ก็ยกไม่ขึ้นเหมือนกัน
เกาอู่ลองอยู่หลายครั้งก็เข้าใจ พลังจิตที่ปล่อยออกไปเหมือนคลื่นไฟฟ้าชนิดหนึ่ง สามารถทะลุผ่านวัตถุบางอย่างได้ แต่ไม่สามารถแทรกแซงวัตถุได้ คุณสมบัตินี้คล้ายกับจิตหยินมาก
แล้วน้องซ่งบังคับกระบี่บินได้ยังไง? หรือว่าพลังจิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน?
สายตาของเขาตกลงไปที่กระบี่ที่วางพิงผนังอยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของกระบี่ และระหว่างเขากับกระบี่มีความเชื่อมโยงที่แนบแน่นมั่นคง
"นี่คือ... จิตหยิน!"
เกาอู่เพิ่งจะนึกถึงจิตหยินได้ หลักๆ คือค่าจิตวิญญาณที่พุ่งปรี๊ดทำให้เขาลืมตัวไปหน่อย
จิตหยินที่แปลงร่างจากแสงสีแดง ดูเหมือนมนุษย์เรืองแสงสีพิเศษ มีความรู้สึกเหมือนมีเลือดมีเนื้อ
เมื่อเทียบกับความรู้สึกเหมือนน้ำก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งขึ้นไม่รู้กี่เท่า
จิตหยินที่แข็งแกร่งกับกระบี่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"แสงเทพหงส์แดง บริสุทธิ์ดุจตะวัน ภายในหลอมจิตวิญญาณ ภายนอกหลอมสรรพสิ่ง" บทมนตราสี่วรรคนี้ผุดขึ้นในใจเกาอู่อีกครั้ง
เกาอู่เรียกคัมภีร์กุศลอนันต์ออกมา เปิดไปที่หน้ามนตราแสงเทพหงส์แดง ตัวอักษรบนคัมภีร์ปรากฏขึ้น ทำให้เขาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมนตราแสงเทพหงส์แดงหลังการอัปเกรดโดยธรรมชาติ
วิชานี้เมื่อถึงขั้นความสำเร็จใหญ่ไม่ได้แตกแขนงวิชาอื่นออกมา เพียงแต่เพิ่มอานุภาพของแสงเทพหงส์แดง ภายในใช้ขัดเกลาจิตวิญญาณ ภายนอกใช้หลอมรวมสรรพสิ่ง
มนตราแสงเทพหงส์แดงถึงขั้นความสำเร็จใหญ่ จิตหยินถูกแสงเทพหงส์แดงขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนได้รับความแข็งแกร่งมหาศาล
กระบี่ในฐานะภาชนะของจิตหยินและปีกแห่งความตาย ก็ถูกแสงเทพหงส์แดงหลอมรวมไปด้วย ทำให้กระบี่ถูกจิตหยินควบคุมโดยสมบูรณ์
รวมถึงปีกแห่งความตาย ก็ถูกแสงเทพหงส์แดงหลอมรวมเข้ากับกระบี่เป็นเนื้อเดียวกัน
ตามหลักการแล้ว จิตหยินระดับนี้ยังไม่สามารถหลอมวัตถุภายนอกได้ ต้องอาศัยปีกแห่งความตาย จิตหยินถึงสามารถหลอมกระบี่ได้
จิตหยินที่เป็นแสงสีแดงลอยออกมา จิตหยินยื่นมือชักกระบี่ออกจากฝัก กระบี่หนักสิบเก้ากิโลกรัมอยู่ในมือจิตหยินเบาหวิวดุจขนนก รวมถึงฝักกระบี่หนักสิบกิโลกรัม ก็ถูกมืออีกข้างของจิตหยินหิ้วไว้อย่างสบายๆ
จิตหยินไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ หมายความว่าไม่สามารถแทรกแซงโลกแห่งความจริง
แต่จิตหยินในตอนนี้ กลับใช้กระบี่เป็นสื่อกลางในการปฏิสัมพันธ์กับโลกความจริง
ถ้าเปรียบจิตหยินเป็นคลื่นไฟฟ้า กระบี่ก็คืออุปกรณ์เครื่องจักรกลอัตโนมัติ ที่สามารถรับคำสั่งผ่านคลื่นไฟฟ้าได้
หากไม่มีอุปกรณ์เครื่องจักรกลที่รองรับ ส่งคำสั่งคลื่นไฟฟ้าออกไปเท่าไหร่ก็ไร้ความหมาย กระบี่จึงกลายเป็นสื่อกลางสำคัญที่สุดระหว่างจิตหยินกับความจริง
ตามความต้องการของเกาอู่ จิตหยินถือกระบี่วาดลวดลายบุปผากระบี่อันงดงามกลางอากาศ
กระบี่หนักเกือบยี่สิบกิโลกรัมแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง ส่งเสียงหวีดหวิวดังทุ้มต่ำภายในห้อง ความเร็วในการฟันแบบนี้ เร็วกว่าร่างต้นของเขาฟันสุดแรงเสียอีก
ทั้งที่จิตหยินไม่ได้ออกแรงจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำ
เกาอู่ท่องมนตราแสงเทพหงส์แดงในใจอีกครั้ง ขั้นความสำเร็จใหญ่ต้องใช้เวลาร่ายหนึ่งนาที ร่างต้นของเขาเก็บสะสมมนตราไม่ได้ แต่สามารถฝากมนตราแสงเทพหงส์แดงหกบทไว้ที่จิตหยินได้
กระบี่ในมือจิตหยินได้รับการเสริมพลังจากแสงเทพหงส์แดงจนกลายเป็นสีแดงฉาน
แสงเทพหงส์แดงทำปฏิกิริยากับพลังต้นกำเนิดโดยธรรมชาติ เคลือบเปลวเพลิงพลังต้นกำเนิดไว้บนกระบี่ชั้นหนึ่ง เกาอู่เกิดความรู้แจ้ง จิตหยินใช้กระบี่กระตุ้นแสงเทพหงส์แดง ก็จะสามารถฟันทำลายสนามพลังต้นกำเนิดของซามูไรได้
ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นมนตราแสงเทพหงส์แดง จิตหยินก็สามารถอาศัยกระบี่นำทางพลังต้นกำเนิดได้ นี่น่าจะเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของปีกแห่งความตาย
พูดอีกอย่างคือ จิตหยินสามารถถือกระบี่ไล่ฆ่าซามูไรได้
ความเปลี่ยนแปลงนี้เหนือความคาดหมายของเกาอู่จริงๆ และทำให้เขาดีใจมาก
เขาจะจัดการซามูไรแต่ละทีต้องใช้วายุอัสนีลอบกัด ใช้สายลมเร่งความเร็ว จิตหยินไร้รูปไร้ลักษณ์ ไม่ว่าจะการเคลื่อนที่หรือความเร็วในการฟันกระบี่ล้วนเหนือกว่าร่างต้นของเขามาก
เวลาต่อสู้ให้จิตหยินถือกระบี่บุกตะลุย ปลอดภัยกว่าเอาตัวเข้าแลกเยอะเลย
วายุอัสนีแม้จะดี แต่ก็เป็นแค่วิธีซิกแซก
อย่างซ่งหมิงเยว่ จิตสำนึกของเธอไม่มีทางสั่นคลอนด้วยวายุอัสนีได้ เจอจอมยุทธ์ระดับนี้ ถ้าเขาถือกระบี่บุกเข้าไปก็มีแต่ตายกับตาย
จากนั้นก็เป็นการทดลองต่างๆ นานา จิตหยินทะลุกำแพงได้สบาย แต่กระบี่ทำไม่ได้
คุณสมบัติทางวัตถุของกระบี่ถูกเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้หายไป กระบี่ไม่สามารถทำให้เป็นนามธรรมได้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกอย่าง คือตรงกลางใบกระบี่มีสันกระบี่นูนขึ้นมาเป็นเส้นตรงตลอดความยาว
พูดให้ถูกคือสันกระบี่นูนขึ้นมาด้านหนึ่ง ทำให้กระบี่เล่มนี้ดูเย็นชาและเปี่ยมรังสีสังหารมากขึ้น
ผ่านทางจิตหยิน เกาอู่ถึงกับสัมผัสได้ว่ากระบี่มีความกระหายเลือดที่ดุร้าย
เขาเดาว่าน่าจะมาจากการหลอมรวมปีกแห่งความตายที่สกปรกซึ่งหวงไห่นำมา มอบความดุร้ายอำมหิตให้กระบี่
พอนึกถึงว่าปีกแห่งความตายสามารถกลืนกินเลือดเนื้อได้ เกาอู่ก็รู้สึกไม่สบายใจนิดๆ ไม่รู้ว่าไอ้สิ่งนี้จะมีอันตรายไหม
ดีที่จิตหยินหลอมรวมกระบี่โดยสมบูรณ์ ความผิดปกติใดๆ ของกระบี่ไม่อาจปิดบังจิตหยินได้ เขายังสามารถใช้แสงเทพหงส์แดงหลอมซ้ำๆ ไม่ว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ก็ต้องมอดไหม้เป็นจุล
มาถึงขั้นนี้ เกาอู่รู้สึกในที่สุดว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์บ้างแล้ว
บังคับจิตหยินเล่นกระบี่อยู่ครู่หนึ่ง ไม่ถึงสิบนาที เกาอู่ก็รู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างมาก
จิตหยินท่องเที่ยวภายนอกแถมยังต้องควบคุมกระบี่ กินพลังจิตมหาศาล นี่แค่เล่นๆ นะ ถ้าต่อสู้จริงจัง จิตหยินคงยืนระยะได้ไม่ถึงหนึ่งนาที
จิตหยินเคลื่อนไหวกลายเป็นแสงพุ่งเข้าหว่างคิ้วเกาอู่ กลับสู่ส่วนลึกของโลกแห่งจิตวิญญาณ
เกาอู่เข้าใจแล้ว จิตหยินแค่หลอมกระบี่จนสมบูรณ์ ไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ รากฐานของจิตหยินยังคงอยู่ที่กายเนื้อ
ท่องมนตราแสงเทพหงส์แดงหลายสิบจบ เขาถึงจะฟื้นฟูพลังจิตกลับมาได้
เวลาล่วงเลยมาถึงเจ็ดโมงครึ่ง ข้างนอกแดดน่าจะออกแล้ว เกาอู่กระตุ้นจิตหยินออกไปเที่ยวเล่น
กำแพงเซฟเฮาส์ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กหนาหนึ่งเมตร โครงสร้างแข็งแรงมาก แต่ในสายตาจิตหยินเป็นแค่แสงสีเทาขุ่น ไม่ต่างจากวัตถุทั่วไป
พระอาทิตย์เพิ่งขึ้น แสงแดดยามเช้าสาดส่องในลานบ้าน แสงที่อ่อนโยนกลับทำให้จิตหยินรู้สึกแสบร้อนไปทั้งตัว เหมือนโดนไฟลวก
ทนได้สามนาที ส่วนที่โดนแสงแดดของจิตหยินเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด
เกาอู่รีบเรียกจิตหยินกลับมา แสงแดดทำร้ายจิตหยินรุนแรงมาก
คราวนี้เกาอู่ต้องท่องมนตราแสงเทพหงส์แดงร้อยจบ ถึงจะทำให้จิตหยินฟื้นสภาพเดิม การร่ายมนตราอย่างหนักหน่วง ทำให้เกาอู่ที่มีพลังจิตมหาศาลถึงกับหน้ามืดตาลาย
แต่เกาอู่ไม่สนใจ แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย ความมหัศจรรย์ของจิตหยินก็ยังเหนือจินตนาการของเขาไปไกล
การที่จิตหยินควบคุมกระบี่ได้สมบูรณ์ยังมีข้อดีอีกอย่าง คือกระบี่เหมือนกลายเป็นนิ้วมือที่คล่องแคล่วของเขา สามารถควบคุมกระบี่ได้ดั่งใจนึก
แค่ความเข้ากันได้ระหว่างกระบี่กับร่างกาย ก็ทำให้เพลงกระบี่มังกรท่องของเขาทะลุระดับขั้นความสำเร็จเล็กน้อย
ผ่านทางคัมภีร์กุศลอนันต์ เกาอู่มองเห็นตัวช่วยเสริมของกระบี่ที่มีต่อเพลงกระบี่ได้อย่างชัดเจน
ปลุกพลังอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้ได้ เรียกได้ว่าลิขิตสวรรค์อยู่กับตัว! ความฮึกเหิมบังเกิดในใจเกาอู่ เขาต้องจารึกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวันนี้ไว้
หยิบมือถือออกมา เกาอู่ค้นหาอยู่พักหนึ่ง ก็เจอรูปแบบตัวอักษรที่ถูกใจ
เขากระตุ้นจิตหยินให้จับกระบี่ทันที ด้วยการโคจรมนตราแสงเทพหงส์แดง บนใบกระบี่มีเปลวแสงสีแดงลุกโชนสว่างไสว
เหนือโกร่งกระบี่บนใบมีด ปรากฏตัวอักษรจีนโบราณแบบจารึกลึกลงไปสองตัว: ลิขิตสวรรค์
นับแต่นี้ไป กระบี่เล่มนี้มีนามว่า "ลิขิตสวรรค์" เขาคือผู้แข็งแกร่งที่กุมลิขิตสวรรค์ไว้ในมือ!
เกาอู่นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ไม่ได้ไปเรียน ต้องบอกครูประจำชั้น โดยเฉพาะต้องบอกโค้ชทีมวรยุทธ์ ซ่งอวิ๋นฮุ่ย
เขาถอนหายใจ กุมลิขิตสวรรค์ก็ยังต้องไหลไปตามน้ำ ไม่ไปโรงเรียนก็ต้องลา...
ถึงตอนเที่ยง น้าหลานมาเรียกเกาอู่ไปกินข้าว
ซ่งหมิงเยว่ดูซึมๆ ไม่มีกะจิตกะใจ ทั้งสามคนกินอาหารสำเร็จรูปกันง่ายๆ
หลังอาหาร น้าหลานให้ยาน้ำโสมทองคำเกาอู่สิบขวด "เธอกับหมิงเยว่อยู่ในเซฟเฮาส์ไปก่อน น้าจะออกไปดูสถานการณ์ เธอว่าไง..."
เธอใช้น้ำเสียงปรึกษาหารือ เมื่อก่อนเธอชื่นชมเกาอู่ นั่นคือความชื่นชมที่ผู้ใหญ่มอบให้เด็ก ตอนนี้เธอเคารพเกาอู่ในฐานะยอดฝีมือรุ่นเดียวกัน
เกาอู่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนของน้าหลาน เขาไม่ได้ใส่ใจ
โลกยุทธภพก็เป็นจริงแบบนี้แหละ เขาแสดงพลังที่มากพอ น้าหลานถ้าฉลาดพอก็จะให้ความเคารพเขาอย่างที่ควรจะเป็น
"น้าหลานตัดสินใจได้เลยครับ ผมจะเฝ้าหมิงเยว่เอง" เกาอู่ตอบ
แม้เขาจะยังมีแรงสู้ แต่ไม่เหมาะจะออกหน้า ให้น้าหลานที่กว้างขวางและเจนจัดจัดการเรื่องภายนอกจะดีกว่า
เขาจะอยู่เฝ้าน้องซ่งในเซฟเฮาส์!
มีลิขิตสวรรค์ในมือ ใครจะต่อกรได้?
ต่อให้ว่านซางหลงโผล่มา เขาก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงได้... มั้ง?
[จบแล้ว]