- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนถ่อย
- บทที่ 231 - บารมีปกแผ่ลูกหลาน
บทที่ 231 - บารมีปกแผ่ลูกหลาน
บทที่ 231 - บารมีปกแผ่ลูกหลาน
บทที่ 231 - บารมีปกแผ่ลูกหลาน
เสินมู่จ้องมองพวกกู่ปู้เฟิงเขม็ง ท้ายที่สุดความอึมครึมบนใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เป็นเขาเองที่คำนวณพลาดไปหน่อย
ความแข็งแกร่งของผีเซียนตนนั้นเหนือกว่าที่คาดไว้มาก ต่อให้มีวิชาลับกลืนกินผีเซียน ก็ต้องเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ก่อนถึงจะใช้ได้
ดูท่า มิสัมฤทธิ์ผลอมตะ คงยังไม่สามารถบรรลุได้ในเร็ววันนี้
เขาไม่คิดจะพัวพันกับพวกกู่ปู้เฟิง จึงเรียกบงกชม่วงดอกเดิมออกมา
กู่ปู้เฟิงนึกว่าเขาจะใช้วิชาต่อสู้ ใครจะคิดว่าพอบงกชม่วงหายไป นักพรตเสินมู่ก็หายตัวตามไปด้วย
นั่นปะไร คนเจ้าเล่ห์เพทุบายแบบนี้จะไม่เหลือทางหนีทีไล่ให้ตัวเองได้อย่างไร
ในแดนลับแลข้าวฟ่างเหลือง เติ้งอี๋ยังคงรอให้ความฝันจบลง
ตัวตนของฝูอวีในความฝันใกล้จะเดินมาถึงจุดสิ้นสุดพร้อมกับอาณาจักรเซียนที่ผุพังแล้ว รอจนจบลงอย่างสมบูรณ์ เติ้งอี๋ก็จะกลับออกไปนอกแดนลับแลได้โดยไม่ต้องเสี่ยงถูกความฝันกัดกิน
ในช่วงเวลานี้ ในที่สุดเติ้งอี๋ก็ได้เห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของฝูอวี
ท้องฟ้าในความฝันสว่างวาบด้วยแสงสีขาว ทำให้ทั่วทั้งฟ้าสว่างไสวในชั่วพริบตา
ร่างของฝูอวียืนค้ำฟ้าดิน กลิ่นอายจากร่างมหึมาทำให้สิ่งมีชีวิตในโลกนานเคอต้องชะงักงัน
เขายกมือวาดออกไป หยิบจับดวงตะวันและจันทราในความฝันมาอย่างง่ายดาย เผชิญหน้ากับไอสีดำที่ปกคลุมท้องฟ้าไปครึ่งหนึ่ง
ในไอสีดำนั้นมีศีรษะหนึ่งโผล่ออกมา หน้าตาอัปลักษณ์เขี้ยวยาว ราวกับความชั่วร้ายทั้งมวลในโลกหล้ารวมอยู่ที่ใบหน้านี้
มันจ้องมองฝูอวี ดวงตาอำมหิตคู่นั้นเผยเจตจำนงมารที่จะกวาดล้างความฝันทั้งหมดให้ราบคาบ
ฝูอวีรู้ดีว่าเดรัจฉานเซียนนั้นรับมือยาก ยิ่งเป็นเดรัจฉานเซียนที่เกิดจากอดีตเซียนจวินเท้าเปล่า ยิ่งต้องพยายามสร้างสถานการณ์ที่เอื้อต่อตนเองให้มากที่สุด
ตอนนี้สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือก็คือ...
ฝูอวีสะบัดมือ ใช้ความฝันเป็นกระดานหมาก ใช้สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความทรงจำของมันเป็นตัวหมาก ตัวเขาและเดรัจฉานเซียนเท้าเปล่าถือหมากดำหมากขาว เดินหมากขับเคี่ยวกัน
ความทรงจำต่างๆ ในอดีตของทั้งคู่ล้วนกลายเป็นตัวหมากดำขาว
เซียนเดินหมาก กาลเวลาเนิ่นนานดั่งด้ามขวานผุพัง
เติ้งอี๋เห็นเพียงภาพความทรงจำนับไม่ถ้วนกลายเป็นตัวหมากเข้าห้ำหั่นกันในกระดานหมากนั้น
ผู้ที่เฝ้ามองกระดานหมากนี้เช่นเดียวกับเขายังมีสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกนานเคอ
เจ้าเท้าเปล่า เจ้าลืมแก่นแท้ของความฝันนานเคอไปแล้วหรือ
มันสามารถทำให้เจ้าฝันเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าที่สุด แม้ว่าเจ้าจะยังไม่เคยได้ครอบครองมันก็ตาม
รีบวางหมากตัว ชะตาซากศพเอกอุแห่งใต้หล้า ลงมาเร็วเข้า อย่าได้เล่นตุกติก
แข่งเดินหมากเจ้าไม่มีทางชนะข้าหรอก
ฮ่าฮ่าฮ่า
คำพูดของฝูอวีเปิดเผยความลับสวรรค์ออกมาไม่น้อย
เติ้งอี๋ถึงได้รู้ว่าทำไมตัวเองถึงฝันถึงอาณาจักรเซียนฝูเจี่ย
ดูจากตอนนี้ การปรากฏตัวของฝูอวีก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเขาที่สุดไม่ใช่หรือ
แบบนี้ทุกอย่างก็สมเหตุสมผล
โลกนานเคอนี่ร้ายกาจจริงๆ
เติ้งอี๋อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ คิ้วเริ่มขมวดมุ่น หากเขาสามารถพาโลกนานเคอออกไปได้เหมือนตอนถ้ำขนเทาก็คงดี
น่าเสียดายที่เขาไม่มีวิธี ได้แต่แค่คิดเท่านั้น
เมื่อความฝันของเติ้งอี๋ดำเนินมาถึงจุดจบ กระดานหมากค้ำฟ้าดินนั้นก็ได้ผู้ชนะ
เติ้งอี๋มองไม่เห็นภาพบนกระดานหมาก แต่เห็นเดรัจฉานเซียนคำรามด้วยความโกรธแค้น ก็เดาได้ว่าฝูอวีเป็นฝ่ายชนะ
เขาต้องหวังให้ฝูอวีชนะอยู่แล้ว คำสัญญาของฝูอวีจะได้มีน้ำหนัก
ส่วนชะตาซากศพเอกอุแห่งใต้หล้า เติ้งอี๋ไม่มีความคิดจะครอบครอง
มีความสามารถแค่ไหนก็รับวาสนาแค่นั้น
ต่อให้ตอนนี้หาทางเอาชะตาซากศพเอกอุมาได้ แล้วจะหนีรอดจากการคำนวณของผู้ฝึกตนระดับสูงเหล่านั้นได้อย่างไร นั่นไม่ใช่แค่คนสองคนนะ
ฝูอวีไม่เหมือนกัน เขาเป็นผีเซียน พอคืนร่างมนุษย์ก็เป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรเซียน ไม่กลัวขุมกำลังพวกนั้นอยู่แล้ว
การเดินทางครั้งนี้เติ้งอี๋ได้รับผลประโยชน์มากกว่าตอนถ้ำขนเทาเสียอีก แม้จะเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้ก็ตาม
อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ขาดแคลนวิชาแล้ว แถมยังมีประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรอันยาวนาน โอกาสแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ
เมื่อออกมาจากแดนลับแล เติ้งอี๋ยังคิดไม่ออกว่าจะไปที่ไหนต่อ
จะอยู่ที่เมืองหวงจงต่อคงเป็นไปไม่ได้ แม้ชะตาซากศพเอกอุแห่งใต้หล้าจะไม่อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีเยว่อี้อยู่
สำนักเมฆาเขียวที่อยู่เบื้องหลังเมืองหวงจงตั้งใจจะดันเขาขึ้นมางัดข้อกับเยว่เสินจาง เกรงว่าจะยังใช้นานเคอหลอกใช้อัจฉริยะพเนจรต่อไป คนที่รู้เรื่องอย่างเติ้งอี๋ ถ้าไม่ได้รับค่าปิดปาก ก็คงถูกเมินเฉย
การไปสมคบคิดกับสำนักเมฆาเขียวเพื่อเศษเงินเล็กน้อยนั้นไม่คุ้มค่า
เติ้งอี๋ส่ายหน้า บางทีสำนักเมฆาเขียวอาจไม่กลัวความลับรั่วไหลเลยก็ได้
ขณะที่เติ้งอี๋หันหลังเตรียมจะจากไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยดังมาจากจวนเจ้าเมือง
มีผู้ฝึกตนมารนิกายสละกาย
ปิดเมืองล้อมจับ
เติ้งอี๋ขมวดคิ้วทันที
ผู้ฝึกตนมารนิกายสละกายโผล่มาจากไหน เมืองหวงจงคงไม่ได้ใช้ข้ออ้างนี้เพื่อกักตัวคนที่ออกมาจากแดนลับแลหรอกนะ
ตอนนี้มีอัจฉริยะทยอยออกมาจากแดนลับแลกันเยอะแล้ว
เติ้งอี๋ใช้วิชาเทพจรทิวามาปะปนกับฝูงชนบนหน้าผาตั้งนานแล้ว ขอแค่ไม่ไปทำความเข้าใจเสียงเซียน ก็ไม่มีใครจำเขาได้
อัจฉริยะที่ได้ยินว่าจะปิดเมืองต่างพากันโกรธจัด
เมืองหวงจงทำแบบนี้มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว
ผู้ฝึกตนมารนิกายสละกายอะไรกัน ข้าว่าพวกมันกลัวเรื่องเน่าเฟะจะถูกแฉมากกว่า
ข้าจะไปพบเจ้าเมืองหวงจง ดูซิว่าเรื่องนี้จะมีคำอธิบายไหม
ความโกรธของทุกคนแทบจะจับต้องได้ อวี๋หงที่ออกมาจากแดนลับแลต้องคอยปั้นหน้ายิ้มขอโทษขอโพยไปทั่ว
เขายังสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่เห็นเว่ยเจ๋อกับลวี่เชียนจากนิกายตลาดล่างในกลุ่มคนเหล่านี้
น่าเสียดายที่ทุกคนไม่เปิดโอกาสให้เขาคิด บีบให้เขาพาไปจวนเจ้าเมืองเพื่อขอคำอธิบาย
เติ้งอี๋เวลานี้ใช้ใบหน้าจริง คนอื่นไม่มีทางเชื่อมโยงเขากับเว่ยเจ๋อที่เคยก่อเรื่องฮือฮาได้
เขาหยุดอยู่ข้างเสาหินเสียงเซียนครู่หนึ่ง จากนั้นก็ไปเช่าห้องลับในตลาดเพื่อเก็บตัว
หากไม่ใช่เพราะตอนทำความเข้าใจเสียงเซียนก่อเรื่องใหญ่โต เติ้งอี๋คงไม่ถูกอวี๋หงพาไปแดนลับแลข้าวฟ่างเหลือง
แต่ถ้าไม่ได้เข้าแดนลับแลข้าวฟ่างเหลือง ก็คงไม่ได้หนี้บุญคุณจากฝูอวี
มีทั้งข้อดีข้อเสีย โชคดีที่ข้อดีมากกว่าข้อเสีย
ข้อเสียคือช่วงนี้ใช้ใบหน้าจากวิชาสองหน้าสามดาบไม่ได้
ข้อเสียแค่นี้ไม่มีผลกระทบอะไรเลย
เติ้งอี๋จัดระเบียบสิ่งที่ได้จากความฝันในห้องลับ ประสบการณ์อันยาวนานถูกรวบรวมและสรุป ยังไม่สามารถใส่เข้าไปในตลาดใหญ่ได้ทั้งหมด เขาจึงเลือกวิชาลับบางส่วนใส่เข้าไปก่อน
ทิศทางในการอนุมานวิชาของตลาดใหญ่ยังคงเป็นตำรับชะตา แต่รายละเอียดคงจะเปลี่ยนไปตามวิชาลับที่ใส่เข้าไป
ตัวเติ้งอี๋เองเริ่มขัดเกลาความคิดหนึ่งที่ได้จากช่วงเวลาในความฝันให้สมบูรณ์
ในช่วงเวลาที่ยาวนานที่เป็นฝูอวี เขาได้ร่างโครงสร้างวิชาหนึ่งเอาไว้ตลอด
วิชานี้ยังคงใช้วิชาเทพหญ้าฟางเป็นแกนหลัก แต่เน้นไปที่การฟูมฟักหัวหน้ามนุษย์จิ๋ว
เติ้งอี๋รู้ดีว่าตัวเองขาดอะไร
แม้เขาจะมีชะตาตัวผู้แปลกประหลาดมากมาย และยังมีวิชาทะยานสวรรค์ที่สามารถมอบชะตาเทพตัวผู้ให้ได้อีกเพียบ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่เก่งกาจก็มีแค่พวกหัวหน้ามนุษย์จิ๋ว
เวลาจะใช้งาน หัวหน้ามนุษย์จิ๋วคนไหนออกไปทำธุระ พอจะใช้ความสามารถของเขาอีกทีก็ต้องรอให้กลับมา
ไปๆ มาๆ เสียเวลามาก
เติ้งอี๋ได้แรงบันดาลใจจากเผ่าพันธุ์ของลี่และอวี๋ ผนวกกับวิชาบางอย่างที่ได้จากความฝันอันยาวนาน เขาจึงเกิดแนวคิดเกี่ยวกับวิชาที่เกี่ยวข้องขึ้นมา
ลี่มีขุนนางโคลนที่ใช้ความสามารถของดินเหนียวโพธิสัตว์ได้ ภายใต้บังคับบัญชาของอวี๋ก็มีขุนนางสัตว์ที่ควบคุมแสงชะตาเทียนเหลืองได้
ลักษณะเด่นเช่นนี้จะสามารถสรุปและขยายขอบเขตได้หรือไม่
คำตอบคือได้
ข้อดีของวิชาต่างๆ ถูกเติ้งอี๋หยิบยืมมาใช้ แต่แกนหลักยังคงเป็นมนุษย์จิ๋ว
ในที่สุดก็ก่อกำเนิดเป็นวิชาที่ทำให้มนุษย์จิ๋วธรรมดาสามารถใช้ความสามารถของหัวหน้ามนุษย์จิ๋วได้อย่างอิสระ
ชื่อของมันคือ วิชาบารมีปกแผ่
โบราณว่า บารมีปกแผ่ลูกหลาน
เติ้งอี๋คิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเพื่อให้ความสามารถชะตากำเนิดของหัวหน้ามนุษย์จิ๋วปกแผ่ไปถึงมนุษย์จิ๋วธรรมดา
ด้วยวิธีนี้ จำนวนคนที่เขาสามารถเรียกใช้ได้จะเพิ่มขึ้นมาก
อย่างเช่น ฉาน ที่มีชะตาตัวผู้ สาวทอผ้า
ลำพังนางคนเดียวทอผ้าไหมเมฆาได้ไม่เท่าไหร่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวลาปกติที่ฉานต้องฝึกฝนและพักผ่อน
เมื่อมีวิชาบารมีปกแผ่ ขอแค่คนในเผ่าของฉานมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็จะได้รับความสามารถของ สาวทอผ้า ซึ่งนี่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพสำหรับเติ้งอี๋
สาวทอผ้าเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ชะตาตัวผู้อื่นๆ ก็จำเป็นต้องขยายขนาดเช่นกัน
[จบแล้ว]