- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนถ่อย
- บทที่ 16 - ธงเชิญชะตา
บทที่ 16 - ธงเชิญชะตา
บทที่ 16 - ธงเชิญชะตา
บทที่ 16 - ธงเชิญชะตา
นักพรตเฒ่าคิดว่าเติ้งอี๋เป็นเพียงศิษย์สำนักศึกษาธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่าเติ้งอี๋เคยแอบหนีออกจากเมืองชิงซานเพราะความอยากรู้อยากเห็นเรื่องอสูรชะตา ทว่าไม่นานเขาก็ถูกขุนนางชะตาที่เฝ้าชายแดนส่งตัวกลับมา
ในตอนนั้นเองที่เติ้งอี๋ได้พบกับฟางอวิ๋น
เหตุที่ทำให้เติ้งอี๋จดจำฟางอวิ๋นได้แม่นยำ ไม่ใช่แค่เพราะบุคลิกที่ผสมผสานระหว่างความเด็ดเดี่ยวแบบทหารและความอ่อนโยนแบบวิญญูชนเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะฐานะขุนนางชะตาขั้นเจ็ดของเขาด้วย
ในเมืองชิงซานที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ โอกาสที่จะได้พบขุนนางขั้นเจ็ดนั้นยากยิ่งกว่าการสุ่มได้ชะตามงคลเสียอีก แต่ฟางอวิ๋นกลับมาประจำการอยู่ที่นี่
เติ้งอี๋จึงไม่อาจลืมใบหน้านั้นได้ลง
ทว่าฟางอวิ๋นที่เขาเห็นในวันนี้กลับพูดจาหยาบคาย บุคลิกเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ หากไม่ใช่เพราะใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะ เติ้งอี๋คงคิดว่าตนจำคนผิด
โลกนี้อาจมีคนที่หน้าตาคล้ายกัน แต่แววตาที่ดิ้นรนขัดขืนของฟางอวิ๋นทำให้เติ้งอี๋เกิดความระแวง
ฟางอวิ๋นคงถูกวิชาบางอย่างควบคุมอยู่
ความคิดนี้จุดชนวนความสงสัยของเติ้งอี๋ จนเขาวางแผนรับมือได้ในทันที
เขาจงใจเปลี่ยนคำเรียกจากอาจารย์เป็นอาจารย์เจ้าสำนัก แสดงความตื่นเต้นดีใจเพื่อให้นักพรตเฒ่าตายใจ
เติ้งอี๋แสร้งทำเป็นไม่รู้จักฟางอวิ๋น แล้วพูดจาเห็นแก่ตัวตามประสาคนถ่อย ซึ่งนั่นทำให้นักพรตเฒ่าพึงพอใจมาก
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการแสดง
เป้าหมายคือการย่ำเท้าในวิชา [ย่างก้าวพลิกฟ้า] นี้ต่างหาก
แต่ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
ระดับพลังของนักพรตเฒ่าสูงส่งเพียงใด
เขาจะยอมยืนดูเติ้งอี๋ย่ำเท้าจนจบกระบวนท่าจริงหรือ
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าไม่มีทาง
นักพรตเฒ่าอาจไม่ฆ่าเขาในทันที แต่ต้องมีวิธีควบคุมเขาแน่นอน
เติ้งอี๋ระวังตัวแจ แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะร่าของนักพรตเฒ่า "ไม่นึกเลยว่าน้ำตื้นๆ จะเลี้ยงมังกรทองอย่างเจ้าได้ วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ"
"น่าเสียดาย..."
นักพรตเฒ่าสะบัดธงเชิญชะตา ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนสี ความมืดมิดเข้าปกคลุมไปครึ่งฟ้า นอกจากบริเวณที่ปราณเซียนตกลงมา ส่วนที่เหลือล้วนเต็มไปด้วยเสียงลมทมิฬหวีดหวิว
วิญญาณทาสจำนวนนับไม่ถ้วนอ้าปากกว้าง กรีดร้องโหยหวนในม่านหมอกสีดำ ดวงตาที่ส่องแสงสีแดงวูบวาบจับจ้องมาที่เติ้งอี๋ด้วยความหิวกระหาย
ศิษย์หนุ่มแห่งสำนักศึกษาหลิวหวงเงยหน้ามองฟ้า แววตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
ชะตาไม่อาจเปลี่ยนตัวตน มารร้ายก็ไม่อาจเปลี่ยนใจคน!
เติ้งอี๋เร่งฝีเท้า หวังจะย่ำให้จบกระบวนท่าก่อนที่นักพรตเฒ่าจะลงมือ
แต่มันเปล่าประโยชน์
ด้วยฝีมือระดับนักพรตเฒ่า การจะควบคุมเขานั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
วิญญาณทาสตนหนึ่งพุ่งลงมาจากฟ้า มาซ้อนทับอยู่ด้านหลังเติ้งอี๋ เท้าของมันสอดเข้าไปใต้เท้าของเด็กหนุ่ม
เติ้งอี๋ชะงักกึก เขาถูกวิญญาณทาสควบคุมร่างกายจากภายนอกเสียแล้ว
แม้นักพรตเฒ่าจะต้องการให้เติ้งอี๋ผสานชะตาเป็น [ชะตาคนถ่อยลำพอง] จึงไม่ให้วิญญาณทาสแทรกซึมเข้าไปในร่าง แต่การควบคุมจากภายนอกก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเติ้งอี๋จะสลัดหลุดได้
ฟางอวิ๋นที่เดิมทีหวังพึ่งเติ้งอี๋ให้ใช้วิชาย่างก้าวพลิกฟ้าป่วนพิธี ถึงกับใจหายวาบ เด็กหนุ่มจากสำนักศึกษาพลาดท่าเสียแล้ว!
ถูกวิญญาณทาสของนิกายเซียนวิญญาณทาสควบคุม หากไม่มีฝีมือระดับเขา ย่อมไม่มีทางต้านทานได้ ลำพังแค่คนธรรมดาที่ยังไม่เบิกเนตรชะตาจะเอาอะไรไปสู้
เจ้ามารเฒ่านี่กะจะบังคับให้เด็กหนุ่มย่ำเท้าตามตำรับผสานชะตา
หากมันทำสำเร็จ ทุกคนที่นี่ต้องตายกันหมด
เติ้งอี๋ได้แต่เบิกตามองร่างกายตัวเองที่ขยับไปเองไม่ได้ดั่งใจ เท้าของเขาเปลี่ยนไปย่ำตามตำแหน่งของ [ชะตาคนถ่อยลำพอง] ในใจได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วง
เขาทำเต็มที่แล้ว แต่ช่องว่างระหว่างพลังมันมากเกินไป แค่พริบตาเดียวก็ถูกควบคุมจนอยู่หมัด
ถ้าขยับได้ ถ้าให้เขาเดินวิชาย่างก้าวพลิกฟ้าจนจบ...
เอ๊ะ
เติ้งอี๋นึกถึงของสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ เดิมทีของสิ่งนี้ก็อยู่ในแผนการคำนวณของเขา แต่เพราะวิญญาณทาสโผล่มาเร็วเกินไป ความตกใจเลยทำให้เขาลืมมันไปชั่วขณะ
จิตของเขาเชื่อมต่อกับเศษชะตา [สุรานารีทรัพย์] ที่ซ่อนอยู่ในแขน ความหวังจุดประกายขึ้นในใจอีกครั้ง
เขายังมีโอกาส!
สำนักศึกษาสอนไว้ว่า คนธรรมดาไม่อาจใช้ชะตาที่สมบูรณ์ได้ แต่สามารถใช้เศษชะตาได้
สาเหตุอาจเป็นเพราะหลักการในชะตาสมบูรณ์นั้นปิดผนึกแน่นหนา ไม่เหมือนเศษชะตาที่หลักการรั่วไหลออกมา
คนธรรมดาจะใช้เศษชะตาได้อย่างไร
ขอเพียงใช้อารมณ์จิตใจผสานเป็นหนึ่งเดียวกับมัน ก็ใช้ได้ แต่ต้องแลกด้วยราคาที่สูงลิบ
ในเวลาหน้าสิหน้าขวานเช่นนี้ เติ้งอี๋ไม่สนอะไรอีกแล้ว
เขาเคยจำลองสถานการณ์ในใจ หากฝืนใช้เศษชะตาสุรานารีทรัพย์ ผลลัพธ์ที่ตามมาคงหนักหนาสาหัส
แต่ช่างมันเถอะ
วันนี้ถ้ามัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี
จิตของเติ้งอี๋สื่อสารกับเศษชะตาสุรานารีทรัพย์ แขนของเขาเริ่มปวดตุบๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
แสงแห่งชะตาสายหนึ่งลอดผ่านเนื้อหนังที่แขนออกมา
แสงสามสีสาดส่องไปที่วิญญาณทาสด้านหลังโดยตรง
วิญญาณทาสตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเจ้าเต่ากลั่นกำยานในวันนั้นทันที
มันต้องโดนฤทธิ์สุรานารีทรัพย์เล่นงานไปหนึ่งรอบ
แต่วิญญาณทาสของนักพรตเฒ่าจะจัดการง่ายขนาดนั้นหรือ
ลำพังแค่ระดับพลังของมันก็เมินเฉยต่อผลกระทบนี้ได้แล้ว
สุรานารีทรัพย์ส่งผลต่อวิญญาณทาสได้เพียงชั่วลมหายใจเดียวก็ชะงักงัน แม้มันจะไม่ได้หายไป แต่ความต่างชั้นของพลังทำให้มันไม่อาจควบคุมพฤติกรรมของวิญญาณทาสได้อีกต่อไป
เท้าที่เติ้งอี๋เพิ่งก้าวออกไปครึ่งก้าว ถูกวิญญาณทาสดึงกลับมาเข้าท่าเดิม
นี่มันทางตันชัดๆ
นักพรตเฒ่าเห็นแสงชะตานั้น แววตาฉายแววเย้ยหยัน
เจ้าเด็กนี่ลูกไม้เยอะจริงๆ
ถ้าฝีมือเขาอ่อนกว่านี้สักหน่อย คงโดนมันพลิกเกมไปแล้ว
โชคดีที่เขาวางแผนมาหลายปี เลือกจะลงมือตอนที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหล่อเลี้ยงชะตาแล้วเท่านั้น
ถ้าฝีมือไม่ถึงขั้น ดีไม่ดีอาจกลายเป็นบันไดให้พวกดวงแข็งเหยียบย่ำขึ้นไปก็ได้
นักพรตเฒ่าชื่นชมผลงานของตัวเอง สายตาเลื่อนไปมองลูกศิษย์อีกสามคน
เจิงต้าหนิวเชื่อฟังที่สุด ต่อนักพรตเฒ่าเผยธาตุแท้ว่าเป็นมาร เขาก็ยังก้มหน้าก้มตาย่ำเท้าผสานชะตาโดยไม่ปริปากบ่น
ปราณเซียนล้อมรอบกาย ค่อยๆ หลอมรวมชะตาในมือเข้าสู่ร่างกายของเขา
ชั่วพริบตานั้น หลักการชะตาจำนวนมหาศาลก็ปั่นป่วน นักพรตเฒ่าคว้าอากาศ คว้าเอาหลักการเหล่านั้นมาไว้ในกำมือ
เขาไม่ได้โกหกเติ้งอี๋ หลักการชะตาที่เกิดจากการผสานชะตาของทั้งสี่คน สามารถนำมาใช้เปลี่ยนชะตาของเขาได้จริงๆ
แต่นักพรตเฒ่าต้องการชะตาใหม่ทั้งสี่ดวงหลังการผสานมากกว่า
ชะตาทั้งสี่นี้มีชื่อเรียกรวมกันว่า
[ชะตาพลิกฟื้น]
หากชะตาเดิมไม่แข็งแกร่ง ก็ต้องยืมแรงภายนอกมาพลิกฟื้น นี่คือแก่นแท้ของวิชาผสานชะตา
นักพรตเฒ่าจะยืมชะตาพลิกฟื้นทั้งสี่นี้มาทำให้ตัวเองพลิกฟื้นบ้าง
ชะตาของเขานั้น...
ขณะที่นักพรตเฒ่ากำลังวาดฝัน จู่ๆ เขาก็ขมวดคิ้ว มองออกไปนอกหุบเขา
กลิ่นอายของผู้ฝึกตนวิถีชะตาที่แข็งแกร่งสองสายกำลังมุ่งหน้ามา
"มาเร็วขนาดนี้เชียวหรือ" สีหน้าของนักพรตเฒ่าเย็นชาลง
ตอนเขาจับตัวฟางอวิ๋น ฟางอวิ๋นใช้วิชาลับของสำนักทำลายม่านพลังของธงเชิญชะตา ทำให้มีคนหนีรอดไปได้อีกคน
ฟางอวิ๋นรั้งท้ายถ่วงเวลาจนถูกนักพรตเฒ่าจับตัวได้
นักพรตเฒ่าดวงตาเป็นประกาย มองทะลุถึงระดับพลังของผู้มาเยือนจากกลิ่นอายที่พุ่งเข้ามา
ระดับขอบเขตปลดเปลื้องชะตาสองคน ด้อยกว่าเขาที่เป็นขอบเขตหล่อเลี้ยงชะตาอยู่หนึ่งขั้น ไม่น่ากังวล
แต่เมื่อนักพรตเฒ่าเห็นเครื่องแต่งกายของคนทั้งสอง เขาก็ต้องขมวดคิ้ว
"เจ้าหน้าที่ภาษีราชวงศ์เซียน"
ในโลกมนุษย์มีคำกล่าวว่า เจอเจ้าหน้าที่ภาษีราชวงศ์เซียน ให้ประเมินความเก่งกาจเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ
พูดง่ายๆ คือเจ้าหน้าที่ภาษีมีความสามารถในการต่อสู้ข้ามระดับ
ความเก่งกาจนี้ส่วนใหญ่มาจากวิชาชะตา เคล็ดลับชะตา จำนวนชะตา และสมบัติชะตาที่ได้รับการสนับสนุนมาอย่างดี
คำกล่าวนี้แลกมาด้วยชีวิตของผู้ฝึกตนที่คิดจะโกงภาษีมากมายนักต่อนัก
นักพรตเฒ่าไม่พูดพร่ำทำเพลง ถือธงพุ่งเข้าไปฆ่าทันที
เสียหลักการชะตาไปบ้างก็ช่างมัน ขอแค่สุดท้ายได้ชะตาทั้งสี่มาก็พอ
ฆ่าเจ้าหน้าที่ภาษีสองคนนี้ทิ้งซะก่อน
เจ้าหน้าที่ภาษีระดับปลดเปลื้องชะตาทั้งสองเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เจ้าหน้าที่ชายเห็นกลิ่นอายบนธงเชิญชะตาก็ร้องเตือน "เจ้านี่ถือ [ธงเชิญชะตา] สมบัติขึ้นชื่อของนิกายเซียนวิญญาณทาส มันมีความสามารถในการปิดล้อมและกดดันสูงมาก อวิ๋นฮว่าระวังตัวด้วย"
เจ้าหน้าที่หญิงอวิ๋นฮว่าที่มีใบหน้าค่อนไปทางบุรุษเผยรอยยิ้ม "ดีเลย ข้าจะดูซิว่าธงเชิญชะตาของมัน กับ [แส้ตีชะตา] ที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้ อันไหนจะแน่กว่ากัน"
ปากเก่งแต่การกระทำกลับระมัดระวัง นางลอบใช้วิชาชะตา หวังจะลอบโจมตีนักพรตเฒ่า
นักพรตเฒ่าผ่านการต่อสู้มาโชกโชน มองปราดเดียวก็รู้อุบายของอวิ๋นฮว่า เขาใช้วิชาชะตาสวนกลับทันที
วิชาชะตาของทั้งสามปะทะกันเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง พัดพาใบไม้ต้นไม้รอบด้านปลิวว่อน ราวกับมีพายุใหญ่พัดผ่าน
ในบรรดาศิษย์ทั้งสี่ที่กำลังทำพิธี เย่โก่วเอ๋อร์หยุดโอกาสในการผสานชะตา แอบหันไปมองนักพรตเฒ่าที่กำลังสู้รบติดพัน แล้วค่อยๆ ขยับตัวไปทางเติ้งอี๋
เท้าขยับ ปากก็พูดว่า
"ศิษย์น้องอย่าตื่นตูม ข้ายังเป็นหนุ่มบริสุทธิ์ เดี๋ยวข้าจะใช้ฉี่รดให้เจ้าผีนั่นตายซะ"
"ต้าหนิว อวี้เอ๋อร์ อย่ามัวแต่ยืนบื้อ พวกเจ้ายังอยากจะกราบไหว้เจ้าแก่นั่นเป็นอาจารย์อีกหรือ"
"มันเป็นมารนะโว้ย"
[จบแล้ว]