เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 131 - ศิษย์อาจารย์เปิดอก ถ่ายทอดวิชา

บทที่ 131 - ศิษย์อาจารย์เปิดอก ถ่ายทอดวิชา

บทที่ 131 - ศิษย์อาจารย์เปิดอก ถ่ายทอดวิชา


บทที่ 131 - ศิษย์อาจารย์เปิดอก ถ่ายทอดวิชา

"ต่อจากนี้ข้าจะชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้เจ้าด้วยตัวเอง พรสวรรค์ของเจ้าดีมาก แต่การฝึกฝนกลับสะเปะสะปะเกินไป ไม่เป็นระบบระเบียบ หากจะบรรลุเป็นราชาปีศาจ ยังมีอุปสรรคอีกมาก"

นักพรตเทียนตูเอ่ยปากว่า "เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ ทุกสามเดือนเจ้ามาหาข้าที่นี่หนึ่งครั้ง ทรัพยากรทั้งหมดในสำนักเจ้าสามารถเบิกใช้ได้ตามใจ"

"ไม่เป็นราชาปีศาจ ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงผู้น้อย ยังไม่มีคุณสมบัติเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของแต่ละฝ่าย"

"รอจนเจ้าฝึกสำเร็จจนมีเนตั้น (ลูกแก้วภายใน) ของราชาปีศาจ ข้าจะจัดให้เจ้าเข้าไปในสายผู้พิทักษ์ ด้านหนึ่งผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันเพื่อขัดเกลาระดับพลัง อีกด้านหนึ่งเจ้าก็ต้องสร้างกลุ่มอำนาจของตัวเอง"

"ด้วยสถานะเผ่าปีศาจของเจ้า สายผู้พิทักษ์จะเป็นผู้สนับสนุนที่ภักดีที่สุดของเจ้า"

"หากในมือไม่กุมอำนาจที่มากพอ คำพูดในสำนักก็จะไม่มีน้ำหนัก"

ดวงตาของอู๋เทียนเป็นประกาย นี่คือจะมอบอำนาจที่แท้จริงให้เขาแล้ว อำนาจรัฐล้วนมาจากปากกระบอกปืน นี่คือสัจธรรมที่ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

สายผู้พิทักษ์แม้จะไม่ใช่สายตรงของเจ้าสำนัก แต่ก็เป็นกำลังรบที่สำคัญยิ่ง หากสามารถกุมไว้ในมือได้ เขาก็จะมีฐานที่มั่นในอารามไท่ชิง ไม่ใช่จอกแหนไร้รากอีกต่อไป

"ขอบพระคุณปรมาจารย์!"

เขากล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงใจ อีกฝ่ายพูดคำไหนคำนั้น เริ่มวางแผนเพื่ออนาคตของเขาแล้ว

นักพรตเทียนตูพยักหน้า "คัมภีร์เต๋าในสำนักสามหมื่นหกพันเล่ม เจ้าไปเปิดอ่านที่หอถ่ายทอดธรรมได้ด้วยตัวเอง"

"อีกหนึ่งเดือน ค่อยมาพบข้า"

"เจ้าเข้ามาใกล้ๆ"

อู๋เทียนได้ยินดังนั้น ก็เดินเข้าไป

นักพรตเทียนตูใช้นิ้วชี้ไปที่หว่างคิ้วของเขา ก็เห็นแสงทองแห่งไอสิริมงคลสายหนึ่งถูกชี้ให้ตกลงมา แล้วร่วงหล่นลงไปในทะเลเมฆเบื้องหน้า เปลี่ยนเป็นดอกบัวทองคำในพริบตา สั่นไหวอยู่ในสายลม

แต่ดอกบัวทองคำนี้ก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว ซ่อนตัวอยู่ในทะเลเมฆ

อู๋เทียนใช้เนตรธรรมทงเทียนส่องดู เห็นรางๆ ว่าทะเลเมฆนี้ดูเหมือนจะเชื่อมตรงสู่ฟากฟ้า มีน้ำตกสายธารสวรรค์ร่วงหล่นลงมา กลายเป็นสระน้ำ

ดอกบัวนับสิบดอกหยั่งรากลงในสระน้ำ บรรยากาศยิ่งใหญ่ กลิ่นอายเต๋าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แสงเซียนปกคลุมเป็นผืน...

"นี่น่าจะเป็นรากฐานของสายวิถีไท่ชิงกระมัง"

ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวอู๋เทียน แต่ไม่นานภาพที่เขาเห็นด้วยเนตรธรรมก็หายไป ตรงหน้ากลับมาเป็นทะเลเมฆผืนนั้น ราวกับภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่ไม่ได้อยู่ในโลกนี้

"ดอกบัวทองคำแห่งโชคชะตาปลูกลงไปแล้ว ไป๋หลงเอ๋อร์ เจ้าไปเถอะ!"

"คัมภีร์เต๋าสามหมื่นหกพันเล่มในสำนัก เจ้าเลือกเอาเองได้เลย"

อู๋เทียนกราบลา แล้วมองจู้เย่ซวงที่ยืนนิ่งอยู่กับที่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

รอจนอู๋เทียนจากไปแล้ว จู้เย่ซวงก็เงยหน้าขึ้นทันควัน ยืดคอถามว่า "ปรมาจารย์ เรื่องราชโองการ ข้ารู้อยู่แล้ว แต่เรื่องแผนผังดาราจักรสามร้อยหกสิบจุดชีพจร มันคืออะไรกันแน่"

"ปรมาจารย์เมื่อครู่พูดถึงแต่แผนผังดาราจักรสามร้อยหกสิบจุดชีพจร แต่ทำไมถึงไม่พูดเรื่องราชโองการเลย"

"ปรมาจารย์ไม่ใช่ว่าจะปั้นเขาเป็นเจ้าสำนักหรือ แล้วทำไมถึงเลี่ยงไม่พูดถึง"

นักพรตเทียนตูหัวเราะ "เจ้าก็รู้ว่า คนในสำนักที่ฝึกสำเร็จระดับปฐมวิญญาณทุกคน สามารถทิ้งตะเกียงดวงใจไว้ที่หอบรรพชน อาศัยหอบรรพชน ก็จะสามารถรวบรวมราชโองการประกาศิต ติดต่อศิษย์ร่วมสำนัก ถ่ายทอดวิชาเต๋า"

"การใชราชโองการถ่ายทอดวิชา ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎของหอบรรพชน ห้ามถ่ายทอดวิชาให้คนนอก ห้ามทรยศอาจารย์และสำนัก มิฉะนั้นจะต้องประสบเคราะห์กรรม"

"แน่นอนว่าหากใช้พลังของหอบรรพชน ยังมีประโยชน์มหัศจรรย์อีกมาก เช่น การตามรอยหาตัว ล่วงรู้ความเป็นความตาย ถามไถ่ใจตน"

"ของพวกนี้ย่อมต้องให้เจ้าที่เป็นอาจารย์ไปสอนเขา เกี่ยวอะไรกับตาแก่"

จู้เย่ซวงรู้สึกอึดอัดใจ นางรู้สึกเสมอว่าปรมาจารย์เหมือนมีแผนการอื่น แต่ก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

"งั้นข้าจะพูดตรงๆ เลยนะ ข้าจะอธิบายสถานการณ์ในเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ข้าฟังทีละข้อ..."

นักพรตเทียนตูยิ้ม "สมควรทำเช่นนั้น"

จู้เย่ซวงพูดไม่ออก ได้แต่ขอตัวลา

เทียนตูมองดูศิษย์อาจารย์ทั้งสองทยอยจากไป หันหลังมองทะเลเมฆเวิ้งว้าง ถอนหายใจยาว

สัตว์มงคลโดยกำเนิดอย่างไรสถานะก็แตกต่าง แถมยังเป็นเผ่าปีศาจขึ้นรับตำแหน่งเจ้าสำนัก

ต่อให้มีเขาหนุนหลัง ก็ย่อมต้องมีแรงต้านในสำนักมหาศาล

เขาจำต้องเตรียมกองกำลังให้ว่าที่เจ้าสำนักน้อยล่วงหน้า

อย่างแรกคือผู้พิทักษ์ในสำนัก นี่คือกองกำลังที่น่ากลัวมาก นอกจากการกดข่มด้วยพลังระดับสูงสุดแล้ว ก็กินส่วนแบ่งพลังของสำนักไปถึงหนึ่งในห้า

แต่ถ้ามีแค่สายผู้พิทักษ์สนับสนุน จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งและการแบ่งแยกระหว่างมนุษย์และปีศาจภายในสำนัก หากพลั้งเผลอ จะเกิดการต่อสู้ภายในที่นองเลือดอย่างรุนแรง

ดังนั้นเขายังต้องเพาะเลี้ยงกองกำลังให้ว่าที่เจ้าสำนักน้อยเพิ่มอีก

จู้เย่ซวงผู้เป็นอาจารย์ของไป๋หลงเอ๋อร์ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

จู้เย่ซวงมาจากสายเซียนกระบี่ในสำนัก ถูกขนานนามร่วมกับสายผู้พิทักษ์ว่าเป็นสายธรรมที่มีจิตสังหารรุนแรงที่สุดในสายวิถีไท่ชิง

อาจารย์ของนางเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนก้าวเข้าสู่ประตูสวรรค์แดนเหนือ เพื่อปกป้องจู้เย่ซวง สำนักจึงส่งนางไปประจำการที่แดนใต้ ให้เก็บตัวชั่วคราว พร้อมกับเป็นการฝึกฝนขัดเกลานางไปด้วย

บัดนี้อาจารย์ของนางสร้างชื่อเสียงโด่งดังบนแท่นแต่งตั้งเทพ อีกไม่นานคงได้ขึ้นสวรรค์รับตำแหน่งเทพ

รากฐานของสายเซียนกระบี่จะยิ่งหนาแน่นขึ้น

เขามีเจตนาจะทำให้ความผูกพันระหว่างศิษย์อาจารย์คู่นี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น วันหน้าในสมรภูมิพายัพ ร่วมเป็นร่วมตาย คุ้มครองกันและกัน นี่ก็คือหนึ่งในแผนการ

เขาวางกลไกไว้ในตัวสัตว์มงคลโดยกำเนิดนี้ไม่น้อย ต่อให้ไป๋หลงเอ๋อร์ตอนนี้จะไม่รู้ แต่วันหน้าย่อมต้องรู้แจ้ง

สู้ให้ศิษย์อาจารย์คู่นี้ระบายความโกรธมาที่เขา ทำให้ศิษย์อาจารย์ไม่มีปมค้างคาใจต่อกัน

นี่ก็นับเป็นเรื่องดี...

"ห้าสายธรรมใหญ่ในสำนัก เทียนตู ยวี่ชิง เสวียนหนวี่ เซียนกระบี่ ผู้พิทักษ์ นอกจากสายผู้พิทักษ์ที่จะเป็นฐานเสียงหลัก สายเซียนกระบี่พอจะดึงมาเป็นพวกได้ สายยวี่ชิงและสายเสวียนหนวี่เกรงว่าจะคัดค้านอย่างรุนแรง"

"ธรรมบุตรของสายเทียนตูเจ้าสำนักข้า ก็คงไม่ยอมรับเช่นกัน"

"ข้าแม้จะใช้อำนาจกดข่มลงไปได้ แต่ไม่อาจชนะใจคน"

นักพรตเทียนตูรู้สึกว่าทั้งภายในและภายนอกสำนักล้วนเต็มไปด้วยปัญหา เขาเองก็ไม่รู้ว่าทางเลือกของตัวเองถูกหรือผิด ต่อให้เป็นมหาปราชญ์จินเซียน ก็ยากจะมองทะลุอดีตและอนาคต

"แต่ว่า เจ้าตัวเล็กนั่นต้องก้าวเข้าสู่กาลเวลาแล้วแน่ๆ"

"ตอนแรกเขาไม่รูใช้วิธีวิเศษอันใด ถึงได้อาศัยสายตาของซื่อลี่มู่มารับการสืบทอดวิชาแท้จริงของไท่ชิง"

เขาส่ายหน้า หากตอนนั้นไม่ใช่เขาอนุญาต เจ้าตัวเล็กนั่นไม่มีทางได้รับ "วิชาเทพเจ้ากุศลอัคคีทักษิณ" ไปได้

"กาลเวลาหรือ..."

ด้วยตบะบารมีของเขา แม้จะสามารถสัมผัสกาลเวลาได้ แต่ก็เหมือนอยู่ในหมอกควันและความโกลาหล นานทีปีหนจะได้อะไรมาบ้างก็ถือเป็นวาสนา

ทั้งเป็นสัตว์มงคล และยังสามารถสัมผัสกาลเวลาได้ อนาคตที่กว้างไกลของเขา เกรงว่าจะเหนือกว่าขงลิ่งเซวียนเสียอีก

"ขงลิ่งเซวียนวันหน้าคงได้เสียใจจนไส้เขียวแน่!"

นักพรตเทียนตูกดความกังวลในใจลงไป ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มองเห็นอนาคตที่ดีของเจ้าตัวเล็ก

"ยังต้องขัดเกลาให้ดีอีกเยอะ!"

...

ไม่พูดถึงแผนการของนักพรตเทียนตู อู๋เทียนและจู้เย่ซวงพอกลับมาถึงถ้ำจินเสีย บรรยากาศระหว่างศิษย์อาจารย์ก็ดูแปลกๆ

อู๋เทียนก็ไม่ได้โง่ ตอนแรกเขาเคยถามจู้เย่ซวงในกาลเวลาอดีตของซื่อลี่มู่ จู้เย่ซวงพูดตรงๆ ในตอนนั้นว่ารูเรื่องพันธนาการบนตัวเขา

แต่เมื่อครู่ต่อหน้าปรมาจารย์ กลับทำเหมือนไม่รูเรื่องแผนผังดาราจักรสามร้อยหกสิบจุดชีพจรเลย

เขาไม่คิดว่าจู้เย่ซวงจะมาเล่นละครตบตาต่อหน้าเขา

"งั้น...นี่ก็น่าสนใจแล้ว..."

ซื่อลี่มู่ที่รออยู่ในถ้ำมาตลอด พอเห็นอาจารย์และศิษย์น้องกลับมา ก็ดีใจ รีบดึงตัวอู๋เทียนมาถามนู่นถามนี่

แม้นางจะได้เข้าหอบรรพชนคารวะบรรพชนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เจอเจ้าสำนักตัวจริง

จู้เย่ซวงกลับพูดเสียงเย็นชาในตอนนี้ว่า "ไป๋หลงเอ๋อร์ตามข้ามา"

ซื่อลี่มู่ก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี กระพริบตาปริบๆ มองอู๋เทียน

"ศิษย์พี่ ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ" อู๋เทียนยิ้มบอก แล้วเดินตามจู้เย่ซวงกลับไปที่ห้องเงียบด้านหลัง

ที่พักและที่ฝึกตนส่วนตัวของจู้เย่ซวงมีความละเมียดละไมแบบผู้หญิงอยู่บ้าง เตียงหยก โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า ชั้นหนังสือ โต๊ะเครื่องหอม มีครบครัน ไม่ได้ดูสมถะเหมือนตอนอยู่ถ้ำซ่อนกระบี่ที่ภูเขากะโหลก

จู้เย่ซวงนั่งลงบนเบาะรองนั่งข้างโต๊ะ น้ำเสียงและท่าทางดูอ่อนลงมาก "เจ้านั่งลงสิ เราศิษย์อาจารย์มาคุยกันหน่อย"

"ขอรับ อาจารย์" อู๋เทียนรับคำ นั่งลงตรงข้ามนาง

จู้เย่ซวงถอนหายใจ "ความเปลี่ยนแปลงบนตัวเจ้าเหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ ข้าทั้งคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นสัตว์มงคลโดยกำเนิด และก็คิดไม่ถึงว่าปรมาจารย์จะปั้นเจ้าให้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไป"

"แต่ในสายตาข้า นี่อาจไม่ใช่เรื่องดี"

"เผ่าปีศาจในสำนักมีเท่าไหร่? ระดับปฐมวิญญาณครรภ์มรรคเซียนพเนจรตัวจริง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นมนุษย์สายตรง"

"เจ้าใช้ร่างสุนัขขาว ไปกดข่มอยู่บนหัวทุกคน จะทำให้คนยอมรับจากใจได้อย่างไร? จะทำให้คนยินยอมพร้อมใจได้อย่างไร?"

"ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสายยวี่ชิงและสายเสวียนหนวี่ ที่ดูถูกเผ่าปีศาจมาตลอด มองว่าเป็นเดรัจฉานมีเกล็ดมีเขา ฆ่าแกงตามใจชอบ เอะอะก็จับมาเป็นพาหนะ หรือไม่ก็ฆ่าเอามาทำของวิเศษ"

"สองสายนี้กับสายผู้พิทักษ์เดิมทีก็ขัดแย้งกันรุนแรงอยู่แล้ว แค่ถูกปรมาจารย์กดเอาไว้"

"ถ้าเจ้าก้าวออกมาตอนนี้ ขึ้นรับตำแหน่งเจ้าสำนัก เจ้าลองคิดดูว่าผลจะเป็นอย่างไร"

"แม้ปรมาจารย์จะสัญญาตำแหน่งเจ้าสำนักให้เจ้า แต่ข้าคิดว่า เจ้าควรให้ความสำคัญกับการบำเพ็ญเพียรของตัวเองเป็นหลัก ในเวลาคับขัน หากทำไม่ได้ ก็ถอยออกมากลางคัน อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้"

อู๋เทียนฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มขื่น อาจารย์ของเขายังไร้เดียงสาเกินไป พูดกันตามตรงนี่คือการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท เป็นการแย่งชิงอำนาจในอนาคต ทรัพยากรและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง มากกว่าบัลลังก์ฮ่องเต้ทางโลกเป็นร้อยเท่าพันเท่า

การแย่งชิงแบบนี้แค่คิดก็รู้แล้วว่าจะโหดร้ายรุนแรงขนาดไหน หากก้าวเข้าไปแล้ว คิดอยากจะถอยก็ถอยได้หรือ?

ลองนึกถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนองเลือดในประวัติศาสตร์ หากไม่ฆ่าผู้ชิงตำแหน่งให้สิ้นซาก ผู้ชนะจะนอนหลับลงหรือ?

โดยเฉพาะในโลกแห่งเซียนพุทธที่พลังรวมศูนย์อยู่ที่ตัวเอง การต่อสู้แบบนี้มีแต่จะยิ่งโหดร้ายและนองเลือด

สู้ไปได้ครึ่งทาง คิดอยากจะถอยก็ถอยได้หรือ?

คนที่สนับสนุนเจ้าจะถูกเช็คบิลไหม?

ชีวิตเจ้าจะมีหลักประกันไหม?

ญาติสนิทมิตรสหายจะพลอยซวยไปด้วยไหม?

พอกระโดดขึ้นเรือแล้ว ตัวเองก็ควบคุมอะไรไม่ได้แล้ว

อู๋เทียนในด้านนี้มองโลกตามความเป็นจริงมากกว่าจู้เย่ซวงเยอะ สิ่งที่เขาพึ่งพาได้มากที่สุดคือหน้าต่างระบบของตัวเอง เขามั่นใจว่าต่อให้มีคนคัดค้านมากแค่ไหน วันหน้าเขาก็สามารถใช้พลังสยบทุกอย่างได้

แต่เขาก็เข้าใจว่าจู้เย่ซวงหวังดีกับเขา จึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า "ศิษย์เข้าใจความหวังดีของอาจารย์ ข้าจะพิจารณาอย่างรอบคอบแน่นอน"

จู้เย่ซวงมองเขาอยู่นาน ถึงถอนหายใจแล้วพูดว่า "หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าอนาคตจะเป็นโชคหรือเคราะห์"

นางไม่พูดเรื่องนี้อีก กลับเล่าเรื่องราชโองการเจ้าสำนักให้ฟังจนหมดเปลือก

"สรุปสั้นๆ ระดับครรภ์มรรคปฐมวิญญาณสามารถถ่ายทอดราชโองการ เซียนพเนจรสามารถถ่ายทอดประกาศิต"

"ราชโองการทำได้แค่ส่งข่าว แต่ประกาศิตสามารถสืบทอดวิชาเต๋า"

"แต่การถ่ายทอดวิชาผ่านประกาศิต ย่อมต้องถูกกฎของหอบรรพชนควบคุม ในระดับหนึ่งก็ถือว่าถูกสำนักควบคุมความเคลื่อนไหวไปจนถึงชีวิตและความตาย"

"แต่ศิษย์พี่เจ้าก็เป็นเช่นกัน ขอแค่เจ้าไม่มีใจคิดคดต่อสำนัก ก็ไม่มีปัญหาอะไร"

อู๋เทียนอึ้งไป เรื่องประกาศิต เขาไม่รู้เรื่องจริงๆ

ยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองถูกวางกลไกไว้ในตัว และไม่รู้ว่าตอนนี้ถูกล้างออกไปหรือยัง

แต่ในใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความหมองหม่นขึ้นมาวูบหนึ่ง...

"อาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์เดิมทีก็ปลูกดอกบัวทองคำแห่งโชคชะตาไว้แล้ว รุ่งโรจน์และล่มสลายไปพร้อมกับสำนัก ย่อมไม่ทำเรื่องทรยศสำนักอยู่แล้ว"

เขาไม่แสดงออกทางสีหน้า พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า "ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอาจารย์ ท่านไม่ต้องกังวล"

จู้เย่ซวงเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง

"เจ้าเข้าใจได้ก็ดี ตอนนี้สถานะเจ้าไม่เหมือนเดิม ปรมาจารย์ตั้งใจจะดันเจ้าขึ้นเป็นเจ้าสำนัก ข้าไม่อยากให้เจ้ามีปมในใจกับสำนัก"

"อาจารย์วางใจเถอะ ศิษย์เข้าใจ" อู๋เทียนรับคำด้วยรอยยิ้ม

สองคนพูดเรื่องสำคัญจบ บรรยากาศก็ผ่อนคลายลงทันที

อู๋เทียนถามถึงคนรู้จักเก่าในแดนใต้ หมานสยงมู่ อู๋เสียเอ๋อร์ เฉินชุนเจียว และคนอื่นๆ

จู้เย่ซวงเล่าเท่าที่รู้ให้ฟัง แล้วพูดว่า "เจ้าไม่ต้องห่วง รอจนเจ้าบำเพ็ญเพียรสำเร็จ ก็ค่อยไปแดนใต้สักรอบ ไปตัดขาดวาสนาทางโลก"

อู๋เทียนรับปาก รอจนคุยเสร็จ เขาก็ขอตัวลา

จู้เย่ซวงมองดูแผ่นหลังที่จากไปของเขา สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ "ไม่รู้ว่าพาเจ้ากลับสำนัก จะเป็นโชคหรือเคราะห์กันแน่"

นางนั่งขัดสมาธิหลับตา ตัดความคิดฟุ้งซ่าน ไม่คิดมากอีก

ตอนนี้นางมีความหวังจะเป็นเซียนพเนจรแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือเลือกภูเขาแม่น้ำที่มีชื่อเสียง ตั้งเป็นลานธรรม เพื่อสั่นพ้องกับฟ้าดิน บำเพ็ญเป็นธรรมลักษณ์

ภูเขาแม่น้ำที่มีชื่อเสียงในแดนกลางเกือบทั้งหมดมีเจ้าของ ภูเขาเซียนส่วนน้อยที่กำลังจะว่างลง ก็จะถูกแย่งชิงอย่างดุเดือด

ดังนั้นนางจึงมองไปที่พายัพ

ครั้งนี้การปราบปรามวิถีเทพมารพายัพ นางจะต้องไปร่วมด้วยแน่นอน เพื่อฆ่าฟันแย่งชิงภูเขาเซียนมาให้ตัวเอง

นี่จำต้องเตรียมการล่วงหน้าให้พร้อม

ที่คาดเดาได้คือ ศึกใหญ่นี้จะต้องดึงเทพเซียนเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้นางจะเป็นเซียนกระบี่ปฐมวิญญาณ ก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะถอยออกมาได้ครบสามสิบสอง

"ตามที่ปรมาจารย์บอก วันเปิดศึกคงอีกไม่ไกล"

"เวลาไม่คอยท่าจริงๆ!"

...

หลังจากอู๋เทียนออกจากที่ของจู้เย่ซวง ก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คุยกับซื่อลี่มู่ได้ไม่กี่คำ ก็ตรงไปที่หอถ่ายทอดธรรมทันที

ในเวลาเช่นนี้ความคิดฟุ้งซ่านใดๆ ล้วนไม่จำเป็น การเพิ่มพลังให้ตัวเองคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด

"คัมภีร์เทพมารสามเศียรสยบนรก และ คัมภีร์สุริยันจันทราเห่าหอนสะท้านฟ้า สองคัมภีร์วิชาระดับครรภ์มรรคฉบับสมบูรณ์นี้ ข้าต้องเอามาให้ได้"

"มี คัมภีร์สุริยันจันทราเห่าหอนสะท้านฟ้า บางทีไป๋เฉี่ยนอาจจะไม่ต้องไปเสี่ยงภัยที่แดนเหนือ..."

"จะให้ลูกข้าเกิดมาแล้วไม่มีแม่ไม่ได้"

จิตใจเขาสงบและมั่นคง นับตั้งแต่ปลูกดอกบัวทองคำแห่งโชคชะตา เขากับยอดเขาเสียดฟ้าก็มีความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนต่อกัน

ทุกที่ในสำนัก นอกจากถ้ำพำนักส่วนตัว แทบไม่มีความลับสำหรับเขา

ดังนั้นเขาจึงมุ่งหน้าตรงไป ไม่นานก็ถึงหอถ่ายทอดธรรม

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 131 - ศิษย์อาจารย์เปิดอก ถ่ายทอดวิชา

คัดลอกลิงก์แล้ว