- หน้าแรก
- ระบบอัปเกรดสัตว์อสูร เริ่มต้นจากลูกหมา
- บทที่ 71 - อานุภาพภูตเทวะ
บทที่ 71 - อานุภาพภูตเทวะ
บทที่ 71 - อานุภาพภูตเทวะ
บทที่ 71 - อานุภาพภูตเทวะ
การเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง จึงค่อยๆ สงบลง
อู๋เทียนรู้สึกว่าปราณแท้ในร่างเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว แถมยังบริสุทธิ์ขึ้นมาก ต่อไปฝึกแผนผังเดินปราณกลืนจันทร์ต้องได้ผลดีกว่าเดิมแน่
"แผนผังเดินปราณกลืนจันทร์ขั้นสมบูรณ์ต้องโคจรพลังรวดเดียวเจ็ดสิบสองรอบ เดิมทีข้าคงต้องใช้เวลาสองสามปีกว่าจะทำได้"
"แต่ก่อนหน้านี้พบว่าการกลืนวิญญาณช่วยเร่งความเร็วได้ บวกกับตอนนี้ปราณแท้วิวัฒนาการ กลืนกินไอพลังยมโลก อย่างมากอีกหนึ่งปีต้องสมบูรณ์แน่นอน"
"ไม่สิ พรสวรรค์ภูตเทวะกลืนวิญญาณย่อมมีผลดีกว่าเดิม แบบนี้คงไม่ถึงปีหรอก..."
เขาดีใจเป็นล้นพ้น "วิชาชั้นยอดสองบทสมบูรณ์ก็สามารถเข้าถึงเจตจำนงแห่งวิชาได้ นั่นแปลว่าด่านลี้ลับสำหรับข้าไม่ใช่เรื่องยาก"
"ขอแค่ควบแน่นปราณเป็นรูปลักษณ์ ข้าก็สามารถทำเหมือนอาสือ ทะลวงด่านลี้ลับได้ง่ายดาย"
"คนอื่นควบแน่นรูปลักษณ์เพื่อเข้าถึงเจตจำนงแห่งวิชา และเพื่อขัดเกลาปราณแท้ ขั้นตอนนี้วัดกันที่พรสวรรค์และสมาธิ ขวางข้าได้ไม่นานหรอก"
อู๋เทียนตื่นเต้น การเดินลมปราณต้องอาศัยเวลา เร่งรีบไม่ได้ แต่พรสวรรค์เขมือบภูตผีช่วยเร่งกระบวนการนี้ ตอนนี้พัฒนาเป็นภูตเทวะ ย่อมให้ผลดีมหาศาล
"วายุล่องหน กายาอมตะ ภูตเทวะ พรสวรรค์ระดับสูงสามอย่างแล้ว..."
เขาเพ่งจิต เปิดหน้าต่างระบบ
ชื่อ: อู๋เทียน
อายุ: 4
สายเลือด: สุนัขขาวแดนใต้
ระดับ: เลี้ยงดูปราณ ขั้นสอง
พรสวรรค์ระดับสูง: วายุล่องหน 1% กายาอมตะ 1% ภูตเทวะ 1%
พรสวรรค์ระดับกลาง: หยั่งรู้ดีร้าย 33% กลืนกินขุนเขา 9%
พรสวรรค์ระดับต่ำ: กรงเล็บ 36% เนตรราตรี 38%
ทักษะ: มนต์เนตรอัคคี 40% (ชั้นยอด) มนต์เสียงอสนีบาต 41% (ชั้นยอด)
หมายเหตุ: ทักษะที่สมบูรณ์ถูกซ่อนไว้
"มีพรสวรรค์ภูตเทวะ พลังต่อสู้ข้าพุ่งกระฉูด พวกที่ต่ำกว่าปีศาจชั้นสูง ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะขัดขืน"
อู๋เทียนกวาดตามองหน้าต่างระบบ
"แต่การเพิ่มระดับพรสวรรค์ระดับสูงมันยากเกินไป"
"ตอนนี้พรสวรรค์ข้ามีเยอะพอแล้ว ที่สำคัญคือต้องขุดค้นศักยภาพของพรสวรรค์ระดับสูงออกมา"
"ถ้าเข้าถึงเจตจำนงแห่งลม อานุภาพของวายุล่องหนจะเพิ่มขึ้นมหาศาล"
"ยังมีมนต์เนตรอัคคีและมนต์เสียงอสนีบาต ตามที่ท่านอาจารย์บอก วิชาระดับยอดฝึกจนสมบูรณ์ จะสามารถเข้าถึงเจตจำนงแห่งวิชาได้โดยตรง"
"ต่อไปข้าต้องทุ่มเทให้กับวายุล่องหนและวิชาชั้นยอดสองบทนี้ พรวสวรรค์สองอย่างนี้สมบูรณ์เมื่อไหร่ เข้าถึงเจตจำนงสายฟ้าและไฟ ความแข็งแกร่งต้องก้าวกระโดดอีกครั้งแน่"
เขาจ้องหน้าต่างระบบอยู่นาน "เจตจำนงลม ไฟ สายฟ้า สามอย่าง รวมกับกายาอมตะและอานุภาพภูตเทวะ หากฝึกฝนห้าอย่างนี้ถึงระดับหนึ่ง ต่อให้เจอปีศาจชั้นสูงก็ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้"
อู๋เทียนมั่นใจเต็มเปี่ยม "เอาล่ะ มาลองของพรสวรรค์ภูตเทวะกันหน่อย"
เขากระโจนตัว ลมพายุห่อหุ้มร่าง วิ่งลัดเลาะไปในป่าอย่างรวดเร็ว
คราวนี้เขาไม่เลือกปีศาจทั่วไป แต่ล็อกเป้าไปที่ปีศาจหมี ซึ่งมีระดับสูงกว่าเขาหนึ่งขั้นใหญ่
ประมาณหนึ่งก้านธูป อู๋เทียนก็เจอตัวปีศาจหมี
เจ้าหมีดำตัวนี้พอยืนสองขา สูงถึงสองวา ผิวทองแดงกระดูกเหล็ก พละกำลังผ่าภูเขา ทุกย่างก้าวทำเอาแผ่นดินสะเทือน
เมื่อก่อนหน่วยล่าสัตว์เคยบาดเจ็บล้มตายเพราะปีศาจหมีตัวนี้อย่างหนัก สองปีไม่เจอกัน เจ้านี่ดูน่ากลัวขึ้นกว่าเดิมเยอะ
แต่เหตุการณ์ต่อมา กลับอยู่เหนือสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง
อู๋เทียนเหยียบสายลม พอลุกล้ำเข้าอาณาเขตของปีศาจหมี เจ้าสัตว์ร้ายก็ลุกยืนสองขา คำรามเกรี้ยวกราด คลื่นเสียงสั่นสะเทือนแทบจะฆ่าคนธรรมดาให้ตายได้
เผชิญหน้ากับปีศาจหมีจอมพลังหนังเหนียว อู๋เทียนใช้วิชามนต์เสียงอสนีบาต คำรามสวนกลับดุจสายฟ้าฟาด
ในขณะเดียวกัน พรสวรรค์ภูตเทวะก็ทำงาน
เขารู้สึกเหมือนวิญญาณถูกพลังบางอย่างบีบอัดรวมกัน กลายเป็นตัวตนที่พิเศษสุด สายตาหลุดลอยออกจากกายหยาบ มองลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน
"นี่คือภูตเทวะหรือ"
ความรู้สึกของอู๋เทียนยามนี้ลึกล้ำพิสดาร ทุกสิ่งในโลกหล้าดูเชื่องช้าลง มุมมองของภูตเทวะช่างมหัศจรรย์ สีสันทั้งมวลถูกดึงออกไป เหลือเพียงขาวกับดำ
โลกหล้ามืดมิด มีเพียงวิญญาณสิ่งมีชีวิตที่เปล่งแสงสีขาวจางๆ
นอกจากวิญญาณปีศาจหมี สัตว์ป่า แมลง หรือแม้แต่ต้นไม้ใบหญ้ารอบๆ ก็เปล่งแสงสีขาวระยิบระยับ
บ้างเป็นวิญญาณ บ้างเป็นแสงแห่งจิตวิญญาณ ราวกับจุดแสงสว่างท่ามกลางโลกมนุษย์อันมืดมิด
ร่างภูตเทวะของเขาดูเลือนราง ไม่มีรูปทรงแน่นอน
แต่เทียบกับวิญญาณปีศาจหมีแล้ว แข็งแกร่งกว่ากันมากนัก
เขาอ้าปาก ปรากฏปากยักษ์ไร้รูปร่างกลางฟ้าดิน กลืนกินวิญญาณปีศาจหมีลงไปในคำเดียว
เหมือนปากปีศาจเขมือบหิ่งห้อย
ช่องว่างระหว่างวิญญาณ บางครั้งก็น่ากลัวยิ่งกว่าช่องว่างทางกายภาพ
พอกลืนวิญญาณปีศาจหมีแล้ว อู๋เทียนก็เพ่งจิตกลับเข้าร่าง
ทันใดนั้น แสงสีสรรพสิ่งบิดเบี้ยว จากโลกขาวดำกลับกลายเป็นโลกหลากสีสัน
"มิน่าล่ะ ทางพุทธถึงเรียกโลกวัตถุว่า รูปโลก..."
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอู๋เทียน พอมองไปที่ปีศาจหมี ร่างยักษ์นั้นก็ล้มตึงลงกับพื้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก มองจากไกลๆ เหมือนอู๋เทียนแค่คำรามใส่หมีดำ แล้วเจ้าปีศาจก็ล้มลงไปเอง
"อานุภาพภูตเทวะ น่ากลัวจริงๆ"
เขานึกถึงคำพูดของหมานสยงมู่ วิชาสายถ้ำเมฆาพำนัก ท้ายที่สุดจะรวมตัวเป็นครรภ์มรรคภูตเทวะสามเศียรหกกร
"นี่ข้าได้รับคุณลักษณะภูตเทวะมาล่วงหน้านิดหน่อยสินะ"
"ถึงจะไม่ใช่ครรภ์มรรค แต่การสังหารปีศาจก็ง่ายเหมือนหยิบของในถุง"
"และยิ่งวิญญาณข้าแข็งแกร่งขึ้น อานุภาพภูตเทวะก็จะยิ่งเพิ่มพูน"
"ไม่รู้ว่าครรภ์มรรคภูตเทวะสามเศียรหกกร จะมีฤทธิ์เดชขนาดไหน"
"ยังมีครรภ์มรรคมารกระดูกขาวจอมพลังของสายเจ้าสำนักภูเขากะโหลก ที่รวมตัวจากสามสิบหกการเปลี่ยนแปลง ยิ่งน่าหลงใหล"
อู๋เทียนสัมผัสถึงวิญญาณปีศาจหมีที่กำลังถูกย่อยอย่างรวดเร็วในร่าง เทียบกับพรสวรรค์เขมือบภูตผีเมื่อก่อน เร็วกว่าหลายเท่า ที่สำคัญคือภูตเทวะรับวิญญาณได้มากกว่าเดิม
"ข้ากินปีศาจได้อย่างน้อยยี่สิบตัว วิญญาณถึงจะเต็มขีดจำกัด แต่ทว่า..."
เขาเหลือบมองไอดำที่พันรอบกาย แม้แต่พรสวรรค์ภูตเทวะก็ไม่อาจขจัดไอดำที่เกิดจากการกินวิญญาณได้
"ดูท่าการกินวิญญาณจะผิดกฎสวรรค์จริงๆ"
เขายิ่งรู้สึกว่าไอดำที่พันกายนี้ เหมือนกับบาปกรรมในตำนาน
"การฆ่าฟันไม่ก่อเกิดบาปกรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็กคือกฎธรรมชาติ ไม่ว่าปีศาจกินคน หรือคนฆ่าปีศาจ ล้วนไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบาปกรรม"
"ข้าฆ่าคนฆ่าสัตว์มาตั้งเยอะ ก็ไม่เคยมีบาปกรรมติดตัว"
"แต่พอเริ่มกลืนกินวิญญาณ บาปกรรมก็มาเลย"
อู๋เทียนนึกถึงถ้ำเมฆาพำนักและสายเจ้าสำนักภูเขากะโหลก ล้วนรวมตัวเป็นครรภ์มรรคภูตเทวะ แถมยังมีธงวิญญาณร้อยอสูรเป็นของวิเศษประจำสำนัก
"คงเพราะแบบนี้ ภูเขากะโหลกถึงได้ชื่อว่าเป็นสำนักมารนอกรีต บาปกรรมพัวพัน นานวันเข้าบาปหนา ย่อมต้องเจอกาทัณฑ์สวรรค์"
เขาเริ่มเข้าใจคำว่าบาปกรรมผ่านพรสวรรค์ภูตเทวะและหยั่งรู้ดีร้าย
"แต่บาปกรรมล้างได้ ข้ายังทำได้ พวกระดับสูงคงยิ่งไม่มีปัญหา"
"บาปกรรมก็เป็นแค่กฎเกณฑ์หนึ่งของฟ้าดิน ไม่ต่างจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ แค่สังเกตและสัมผัสได้ยากกว่า"
ความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง อู๋เทียนม้วนตัวไปกับสายลม มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป
"ช่างหัวบาปกรรมก่อน ก่อนที่มันจะสะสมถึงระดับหนึ่ง ก็ยังไม่มีผลกระทบอะไรกับข้า"
"ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนคือกินวิญญาณ รีบเพิ่มความแข็งแกร่ง"
[จบแล้ว]