เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 - สังหารด้วยพิษ

บทที่ 8 - สังหารด้วยพิษ

บทที่ 8 - สังหารด้วยพิษ


บทที่ 8 - สังหารด้วยพิษ

"อากู่สือ นี่เจ้าหมายความว่ายังไง" กู่สงมู่จำได้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือคนของหมู่บ้านโลหิตแดง

พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย ชายร่างกำยำหัวล้านเลี่ยน มือถือขวานสั้น ด้านหลังสะพายหอกสั้น เดินออกมาจากแนวป่า

เบื้องหลังเขายังมีชายฉกรรจ์อีกกว่าสิบคนถือมีดล่าสัตว์และสะพายหอกสั้น พวกเขามาพร้อมกับสุนัขล่าเนื้อเช่นกัน เพียงแต่สุนัขเหล่านั้นตัวดำทมิฬ ไม่ใช่สุนัขขาวที่หยั่งรู้อันตรายได้

"กู่สงมู่ เลิกแกล้งไขสือได้แล้ว พื้นที่แถบนี้เป็นเขตล่าสัตว์ของหมู่บ้านโลหิตแดง ช่วงนี้พวกเจ้าแอบมาขโมยล่าสัตว์ของพวกเราไปไม่น้อยเลยสินะ" อากู่สือแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว "ตอนนี้ส่งเหยื่อที่ล่ามาได้ทั้งหมดมาซะ และต่อไปห้ามเหยียบเข้ามาในเขตนี้อีก ไม่อย่างนั้น..."

เขายกขวานสั้นในมือขึ้นพร้อมตวาดเสียงกร้าว "จะให้พวกเจ้าได้รู้ถึงจุดจบของการล่วงเกินหมู่บ้านโลหิตแดง"

กู่สงมู่ปรายตามองสุนัขขาวที่ถูกหอกตรึงตายอยู่บนพื้น ความแค้นจุกอกจนแทบอยากจะปล่อยตะขาบหยกเขียวออกไปฆ่าคนพวกนี้ให้ตายตกไปตามกัน

แต่หมู่บ้านใหญ่อย่างหมู่บ้านโลหิตแดง พวกเขาตอแยไม่ไหว

เขากัดฟันกรอด คำรามเสียงต่ำ "วางของลง พวกเราไป"

"หัวหน้า???" "ลูกพี่?!!"

เมื่อได้ยินคำสั่งของกู่สงมู่ คนในหน่วยล่าสัตว์ต่างแสดงสีหน้าเจ็บใจและโกรธแค้น บางคนถึงกับชักมีดออกมา ตะโกนลั่น "กลัวพวกมันทำไม สู้กับมันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย!"

"ไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึไง วางของลง แล้วไป!" กู่สงมู่ตวาดลั่น เลือดลมสูบฉีดจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน ดูเหมือนกำลังโกรธจัดถึงขีดสุด

เขามีบารมีในหมู่บ้านมาก คนอื่นแม้จะไม่พอใจแค่ไหน ในเวลานี้ก็ได้แต่กัดฟันทิ้งเหยื่อที่ล่ามาได้ลงกับพื้น

"ฮ่าๆๆๆ กู่สงมู่เจ้านี่รู้รักษาตัวรอดดีนี่หว่า ไอ้พวกเศษสวะอย่างพวกเจ้า กล้ามาแยกเขี้ยวใส่ข้า เดี๋ยวพ่อจับสับเป็นหมูบะช่อซะนี่ ไม่รู้จักเจียมกะลาหัว" อากู่สือและคนของหมู่บ้านโลหิตแดงระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างไม่เกรงใจ

กู่สงมู่ไม่พูดพร่ำทำเพลง พาคนในหน่วยล่าสัตว์รีบเดินจากไป

ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ตะขาบหยกเขียวตัวหนึ่งได้เลื้อยออกจากแขนเสื้อของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเล็ดลอดหายเข้าไปในป่ารกทึบอย่างไร้ร่องรอย

สีเขียวหยกของมันกลมกลืนไปกับใบไม้จนแยกไม่ออก

แต่อู๋เทียนกลับสังเกตเห็นการกระทำลับหลังของกู่สงมู่ ความปราดเปรียวไม่เพียงเพิ่มความเร็วและการตอบสนอง แต่ยังทำให้ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมขึ้นอย่างมาก

"ดูท่ากู่สงมู่เองก็อำมหิตไม่เบา!"

หมู่บ้านสุนัขขาวสู้หมู่บ้านโลหิตแดงไม่ได้จริงๆ เขาถึงไม่อยากปะทะซึ่งหน้า

แต่กลับลอบใช้ตะขาบหยกเขียวเล่นงานลับหลัง ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าคนของหมู่บ้านโลหิตแดงจะรอดไปได้สักกี่คน

ในป่าเขาอันป่าเถื่อนแห่งนี้ กฎปลาใหญ่กินปลาเล็กช่างแสดงออกมาได้อย่างโจ่งแจ้ง ความป่าเถื่อนของหมู่บ้านโลหิตแดง และความอำมหิตของกู่สงมู่

อู๋เทียนไม่เข้าไปยุ่งย่ามกับการล่าของตะขาบหยกเขียว ขืนให้คนหมู่บ้านโลหิตแดงรู้ร่องรอยของสุนัขขาวเข้า จะกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ

...

"ฮ่าๆๆ ไอ้พวกขี้ขลาด ถ้าไม่เห็นแก่หน้าภูเขากะโหลก ข้าถล่มหมู่บ้านสุนัขขาวราบไปนานแล้ว" อากู่สือหัวเราะร่าอย่างวางก้าม สั่งให้พรรคพวกเก็บกวาดเหยื่อที่หมู่บ้านสุนัขขาวทิ้งไว้ทั้งหมด

ลูกน้องคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย "ท่านอากู่สือ หมู่บ้านสุนัขขาวมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเซียนบนภูเขากะโหลกหรือขอรับ"

อากู่สือหยุดหัวเราะ ปรับน้ำเสียงให้เคร่งขรึม "หมู่บ้านสุนัขขาวเองก็มีคนหนึ่งที่ได้ขึ้นไปบนภูเขากะโหลก แม้จะไม่มีตำแหน่งสูงส่งเท่าท่านอากู่หมูหลามแดงแห่งหมู่บ้านเรา แต่ก็ถือว่าได้เข้าไปในถ้ำเซียนแล้ว"

"ทุกฤดูใบไม้ผลิ คนผู้นั้นจะกลับมาเยี่ยมหมู่บ้านสุนัขขาว ดังนั้นเรากดหัวพวกมันได้ แต่อย่าทำเกินเหตุ ไม่อย่างนั้นถ้าไปแหย่ให้เซียนโกรธเข้า พวกเราจะซวยกันหมด"

คนของหมู่บ้านโลหิตแดงได้ฟังดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความยำเกรง

"เอาเถอะ พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป หมู่บ้านโลหิตแดงเรามีท่านผู้ยิ่งใหญ่ถึงสามคนที่ได้ขึ้นไปบนภูเขากะโหลก ท่านอากู่หมูหลามแดงยังได้กราบเจ้าถ้ำกะโหลกเป็นอาจารย์อีกด้วย"

"ฮ่าๆๆ ต่อให้กู่สงมู่กินดีหมีหัวใจเสือมา พวกหมู่บ้านสุนัขขาวก็ไม่กล้าหือกับเราหรอก"

ขณะที่พวกเขากำลังคุยโวอยู่นั้น ตะขาบหยกเขียวขนาดเท่าฝ่ามือที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้ ก็พุ่งเข้าใส่ชายคนหนึ่งที่กำลังก้มลงยกซากสัตว์ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

ฉึก!

ตะขาบหยกเขียวฝังเขี้ยวลงไป ปล่อยพิษเข้าสู่ร่างกาย

กรงเล็บของมันเปื้อนเลือด ดูดุร้ายยิ่งกว่าเดิม

เจ้าตะขาบมุดลงดินหายไป เพื่อมองหาเหยื่อรายต่อไป ส่วนคนที่ถูกกัดนั้นตัวแข็งทื่อ ยืนนิ่งไม่ไหวติง

จนกระทั่งตะขาบหยกเขียวกัดตายไปสามคน คนอื่นถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีสิ่งผิดปกติ

"เฮ้ย แย่แล้ว..." จู่ๆ ก็มีคนร้องขึ้น "ดูเหมือนพวกเขาจะโดนพิษ?"

"รีบไปดูเร็ว"

เมื่อได้ยินเสียงโวยวาย อากู่สือก็รู้ตัวว่าท่าไม่ดี ตะโกนสั่งตามสัญชาตญาณ "เดี๋ยวก่อน อย่าเข้าไปใกล้"

แต่สายไปเสียแล้ว คนที่เอามือไปแตะต้องศพที่โดนพิษ เพียงแค่หายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง ก็ล้มฟาดลงกับพื้น หน้าเขียวคล้ำ ดูท่าคงไม่รอด

อากู่สือหน้าถอดสี ตวาดลั่น "ห้ามใครแตะต้องศพ ถอยออกมาให้หมด!"

คนที่เหลือรอดต่างหวาดผวาในพิษร้าย วิ่งหนีตายกันอลหม่าน

แต่ตะขาบหยกเขียวยังไม่คิดจะรามือ มันซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ กางกรงเล็บเปื้อนเลือดอย่างดุร้ายและน่าสยดสยอง

มันไล่ตามหลังคนของหมู่บ้านโลหิตแดง พอสบโอกาสก็ฝังเขี้ยวพิษใส่คนที่กำลังวิ่งหนี

เวลาผ่านไป ศพแล้วศพเล่าล้มลง

หน้าของอากู่สือซีดเผือด "นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น เป็นสัตว์พิษที่กลายเป็นปีศาจ หรือว่าเป็นหนอนกู่กันแน่"

สมมติฐานมากมายผุดขึ้นในหัว แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง

ทว่าการวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่งของพวกเขา ก็ไปกระตุ้นความสนใจของนักล่าอื่นในป่า ฝูงหมาป่าผู้หิวโหย เสือดาวลายเมฆ ต่างจับจ้องมาที่กลุ่มคนที่กำลังแตกตื่น

อีกาที่ทนหิวไม่ไหว บินลงมาจิกกินศพ แต่ไม่นานพวกมันก็ร่วงลงมาตายเกลื่อน

ภาพสยองขวัญนี้ทำให้นักล่าในป่ายังต้องหวาดกลัว

เมื่อศพสุดท้ายล้มลงในป่า ดวงตาที่เบิกโพลงของอากู่สือสะท้อนภาพตะขาบสีเขียวหยกตัวหนึ่ง

สติเฮือกสุดท้ายของเขานึกถึงวิชากู่อันน่ากลัววิชาหนึ่งของถ้ำกะโหลก กู่ตะขาบเหินเวหาหกปีก

"ว่ากันว่าคนของหมู่บ้านสุนัขขาวผู้นั้นฝึกวิชาตะขาบเหินเวหาหกปีก..."

"คนของหมู่บ้านสุนัขขาวเล่นงานข้า..."

เขาเบิกตาค้าง สติสัมปชัญญะจมดิ่งสู่ความมืดมิด

...

คนในหมู่บ้านสุนัขขาวไม่ได้รับรู้ถึงการสังหารหมู่ในป่า เนื่องจากเหยื่อที่ล่ามาได้ทั้งหมดถูกยกให้หมู่บ้านโลหิตแดงไป กู่สงมู่จำต้องพาคนในเผ่าไปหาที่ล่าสัตว์ที่อื่น ลากยาวไปจนฟ้าใกล้ค่ำ ก็ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

พอตกเย็น อู๋เทียนสังเกตเห็นว่าตะขาบหยกเขียวได้แอบเลื้อยกลับมาแล้ว บนหลังของมันมีคราบเลือดติดอยู่ ดูน่ากลัวพิลึก

กู่สงมู่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่แม้แต่จะกลับไปที่ป่าจุดที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเหยื่อที่ล่าได้วันนี้จะน้อยนิดก็ตาม

อู๋เทียนเฝ้ามองดูทั้งหมดอย่างเงียบเชียบ เขาได้เรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดในป่าใหญ่จากชายผู้นี้เพิ่มขึ้นอีกมาก ความอดทน ความอำมหิต และความใจเย็น นี่แหละคือนักล่าที่แท้จริง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 8 - สังหารด้วยพิษ

คัดลอกลิงก์แล้ว