- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นบัณฑิตทั้งที ขอสอบได้ที่หนึ่งแล้วกัน
- บทที่ 1: หมู่บ้านสกุลซู
บทที่ 1: หมู่บ้านสกุลซู
บทที่ 1: หมู่บ้านสกุลซู
บทที่ 1: หมู่บ้านสกุลซู
ณ หมู่บ้านสกุลซู
ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ที่บ้านสกุลซูสายหลัก เสียงด่าทอลูกสะใภ้ของนางหวังกุ้ยเฟินดังลั่นขึ้นอีกครา
“ไม่รู้ว่าชาติปางก่อนข้าไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ชาตินี้ถึงได้มาเจอลูกสะใภ้แบบเอ็ง สายโด่งจนตะวันส่องก้นป่านนี้แล้ว งานการทั้งในทั้งนอกบ้านยังไม่ขยับ พ่อกับแม่เอ็งทำงานงกๆ ในนามาทั้งวัน กลับมาข้าวยังไม่ได้ตกถึงท้องสักเม็ด”
เสียงอันดังสนั่นของหวังกุ้ยเฟินยังคงก้องกังวาน อวี้เหนียงที่อยู่ภายในห้องทำได้เพียงแอบปาดน้ำตา
นางลากสังขารที่วิงเวียนศีรษะ รีบเช็ดน้ำตาสองสามทีก่อนจะเดินออกจากห้อง
ด้วยท่าทางนอบน้อมเจียมเจียม นางเอ่ยขอโทษแม่สามีอย่างอ่อนน้อม
“ท่านแม่ เป็นความผิดของข้าเอง เมื่อวานข้าอาจจะแช่น้ำซักผ้านานไปหน่อย เช้านี้เลยรู้สึกเวียนหัวมาก ก็เลยลุกไม่ไหวจ้ะ”
เสียงของอวี้เหนียงนั้นเบาหวิวและอ่อนโยน เมื่อพิศดูใกล้ๆ ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดจริงๆ
แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้เพลิงโทสะของหวังกุ้ยเฟินมอดลงเลยสักนิด นางมีลูกชายเพียงสองคน
ลูกสาวสามคนแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว ลูกชายคนเล็กเรียนหนังสือมาไม่กี่ปีก็ได้ไปทำงานเป็นเสมียนบัญชีในเมือง
นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีอนาคตไกลที่สุดในหมู่บ้านสกุลซู ส่วนลูกชายคนโตนั้นซื่อบื้อมาตั้งแต่เล็ก ไม่หัวไว พูดจาไม่ฉะฉาน และไม่น่าเอ็นดูเท่าลูกคนเล็ก
นางไม่ค่อยพอใจสะใภ้ใหญ่คนนี้นัก แต่งเข้าบ้านสกุลซูมาหกปี คลอดออกมาแต่ลูกสาวตัวล้างผลาญสองคน
เวลาออกไปข้างนอก แค่เถียงกันนิดหน่อยก็น้ำตาแตก ดูบอบบางอ้อนแอ้นเหลือเกิน
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายคนโตหัวรั้นของนางปักใจรัก อีกฝ่าย นางคงไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนี้เข้าบ้านมาเด็ดขาด
ด้วยรูปร่างหน้าตาที่บอบบางเช่นนี้ งานหนักก็ทำไม่ไหว ลูกชายของนางต้องทำงานหนักสายตัวแทบขาดทุกวัน
แต่เขากลับเลี้ยงดูเมียเสียจนผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียน ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องในหมู่บ้านเลยสักนิด
ที่สำคัญที่สุดคือ แต่งเข้าบ้านสกุลซูมาตั้งนาน กลับยังไม่มีหลานชายให้สักคน
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายคนเล็กที่เพิ่งแต่งงานไปไม่ถึงสองปีก็เสกหลานชายตัวจ้ำม่ำมาให้นางได้อุ้มแล้วละก็
บ้านสกุลซูของนางคงเกือบจะไร้ทายาทสืบสกุล ยิ่งเห็นคนอื่นทำงานตรากตรำในทุ่งนา แต่แม่คุณหนูผู้นี้กลับอยู่สุขสบาย
ถึงขนาดนอนตะวันสายโด่งป่านนี้เพิ่งจะตื่น หวังกุ้ยเฟินจะทนไหวได้อย่างไร
“เอ็งนี่มันกระหม่อมบางเสียจริง ชาวบ้านชาวช่องเขาซักผ้าริมแม่น้ำแดดเปรี้ยงๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไร มีแต่เอ็งนี่แหละ พอไปทีไรเป็นต้องปวดหัวตัวร้อนทุกที”
พูดจบ หวังกุ้ยเฟินก็ไม่ลืมที่จะแค่นเสียงเยาะเยาะ อวี้เหนียงรู้สึกอึดอัดใจ แต่หลายปีมานี้แม่สามีไม่เคยชอบหน้านางอยู่แล้ว
ไม่ว่านางจะพยายามแค่ไหน แม้จะต้องลงแรงทำนา นางก็ยังรับงานปักผ้าจากในเมืองมาทำที่บ้านทุกเดือน
นางหาเงินเข้าบ้านได้ไม่น้อย ถึงกระนั้นแม่สามีก็ยังไม่โปรดปราน
ต้องโทษที่สุขภาพของนางไม่ดีมาตลอดหลายปี ต้องต้มยากินอยู่บ่อยครั้ง เงินที่หามาได้เลยเก็บไม่อยู่
ยังไม่นับลูกสาวสองคน ต้าหยาที่ปีนี้หกขวบ และเอ้อร์ยาที่เพิ่งจะสามขวบ ทั้งสองคนต้องช่วยทำงานบ้านงานเรือนไม่หยุดหย่อนตั้งแต่อายุน้อย
อวี้เหนียงไม่คิดจะเถียงอีก เพราะมันเป็นความจริงที่นางยังไม่มีลูกชายให้สกุลซู
เกิดเป็นหญิง หากไร้ลูกชายสืบสกุล ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยืนหยัดในบ้านไม่ได้
โชคดีที่ต้าจวงดีกับนางมาก ไม่อย่างนั้นนางคงไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรในบ้านหลังนี้
หวังกุ้ยเฟินกำลังจะด่าต่ออีกสักสองสามคำ ก็เห็นลูกชายตัวดีวิ่งเหยาะๆ มาแต่ไกล
เขาแบกจอบไว้บนบ่า เหงื่อท่วมตัว สภาพมอมแมมเช่นนี้ทำให้หวังกุ้ยเฟินยิ่งโมโห
ลูกชายคนโตคนนี้ช่างไม่ได้ดั่งใจ วันๆ ห่วงแต่เมีย
เป็นลูกชายเหมือนกันแท้ๆ จะไม่ให้นางลำเอียงได้อย่างไร คนน้องฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็ก พูดจาฉะฉาน
ทั้งคู่ได้ไปเรียนหนังสือเหมือนกัน แต่ลูกคนเล็กกลับมีความสามารถ ทำให้ครูเอ็นดูและสอนวิชาให้มากกว่า
แถมยังเป็นคนแรกในหมู่บ้านสกุลซูที่ไม่ต้องทำนา แต่ได้ไปเป็นเสมียนบัญชีกลายเป็นคนเมือง
ดังนั้น ความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของหวังกุ้ยเฟินคือลูกชายคนเล็ก แม้ว่าปกติแล้วครอบครัวลูกชายคนโตจะเป็นคนดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าก็ตาม
แต่ใจคนย่อมเอียงเอน ยิ่งเห็นลูกชายคนโตวิ่งหน้าตื่นมาแบบนี้ นางยิ่งเดือดดาล
“ท่านแม่ เลิกว่าอวี้เหนียงเถอะจ้ะ วันนี้อวี้เหนียงไม่ค่อยสบาย ข้าเลยให้หล่อนนอนพักต่ออีกหน่อย งานบ้านอะไรที่ต้องทำ เดี๋ยวข้าทำเอง”
ได้ยินลูกชายพูดแบบนั้น หวังกุ้ยเฟินยิ่งของขึ้น
ผู้ชายอกสามศอก วันๆ เอาแต่หมุนรอบตัวเมีย จะไปทำอะไรกินได้?
หวังกุ้ยเฟินรู้สึกเจ็บปวดใจ ราวกับว่านางเป็นแม่ผัวใจร้ายที่คอยขัดขวางคู่รักหนุ่มสาว
“ปกป้องมันเข้าไป! แค่นังตัวดีที่ลูกชายสักคนยังเบ่งออกมาไม่ได้ มีแต่เอ็งนี่แหละที่เห็นเป็นของล้ำค่า”
พูดจบ หวังกุ้ยเฟินก็ไม่อยากจะมองหน้าไอ้ตัวน่ารำคาญสองคนนี้อีก นางสะบัดหน้าเดินหนีกลับเข้าห้องตัวเองไป
ซูต้าจ้วงมองแม่เดินจากไป แล้วหันมามองภรรยาด้วยสายตาปวดร้าว
“อวี้เหนียง เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม? ยังเวียนหัวอยู่หรือเปล่า? ท่านแม่ก็เป็นแบบนี้แหละ เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลย เดี๋ยวพี่พยุงเจ้ากลับไปพักในห้องต่อดีไหม?”
ได้ยินเสียงอ่อนโยนของต้าจวง หัวใจของอวี้เหนียงก็เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
สิ่งเดียวที่นางไม่เคยเสียใจในชีวิตนี้คือการได้อยู่คู่กับต้าจวง ไม่ว่าคนอื่นจะปฏิบัติกับนางอย่างไร ขอแค่ต้าจวงดีกับนาง นางก็พอใจแล้ว
“พี่ต้าจวง ไม่เป็นไรจ้ะ ข้าค่อยยังชั่วแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปเข้าครัวทำกับข้าว อากาศร้อนขนาดนี้ พี่รีบไปล้างหน้าล้างตาเถอะ”
ซูต้าจ้วงยังคงกังวล เพราะหน้าของภรรยายังซีดเผือดอยู่เลย
ทันใดนั้น ขณะที่อวี้เหนียงก้าวเท้าไปได้เพียงสองก้าว ความมืดก็เข้าครอบงำพร้อมกับอาการหน้ามืดวูบ แล้วนางก็หมดสติไป
ซูต้าจ้วงตกใจแทบสิ้นสติ รีบพุ่งเข้าไปรับร่างภรรยาไว้
“อวี้เหนียง เป็นอะไรไป? อย่าทำให้พี่ตกใจสิ!”
มองดูภรรยาที่หน้าซีดเซียวไร้สีเลือดในอ้อมแขน ซูต้าจ้วงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ตะโกนเรียกชื่อนางอย่างบ้าคลั่ง
หวังกุ้ยเฟินเริ่มรำคาญเสียงตะโกนโวยวายของลูกชายคนโต
“ซูต้าจ้วง เอ็งจะแหกปากไปทำไม! บ้านช่องจะพังก็เพราะเสียงเอ็งนี่แหละ”
ซูต้าจ้วงเห็นแม่เดินออกมาก็เหมือนเห็นฟางเส้นสุดท้าย
“ท่านแม่ มาเร็วเข้า! อวี้เหนียงเป็นลม! ทำยังไงดี? ข้าจะทำยังไงดี!”
คราวนี้หวังกุ้ยเฟินเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน เห็นว่านังลูกสะใภ้ตัวดีเป็นลมไปจริงๆ
นางถลึงตาใส่ลูกชายที่กำลังลนลาน รู้ดีว่าพึ่งพาอะไรไม่ได้ในเวลานี้
“เอ็งนี่ไม่มีสมองหรือไง? เมียเป็นลมทำไมไม่รีบอุ้มเข้าไปนอนในบ้าน! เรียกแม่แล้วมันจะช่วยอะไรได้? ทำไมไม่รีบไปตามหมอหวังมา!”
พอได้รับคำสั่งจากแม่ ซูต้าจ้วงก็ได้สติทันที เขารีบช้อนตัวอุ้มภรรยาขึ้นอย่างระมัดระวัง
เขาวางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ แล้ววิ่งพรวดพราดออกไป ไม่ลืมหันมากำชับแม่ให้ช่วยดูแลภรรยาระหว่างที่เขาวิ่งไปตามหมอ
หวังกุ้ยเฟินมองตามลูกชายที่วิ่งหน้าตื่นไปอย่างเหนื่อยใจ แล้วหันกลับมามองคนที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกจุกอก
ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าซีดๆ นั่น นางคงสงสัยว่าอีกฝ่ายแกล้งเป็นลมเพื่อประชดว่านางเป็นแม่ผัวใจร้ายแน่ๆ
ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนอื่น ใครที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงคิดว่าหวังกุ้ยเฟินโขกสับลูกสะใภ้ทั้งวันทั้งคืน
หวังกุ้ยเฟินที่อัดอั้นตันใจ หันไปเห็นหลานสาวตัวดีสองคนเพิ่งกลับมาจากเก็บผักหมูที่ภูเขาหลังหมู่บ้าน นางจึงถลึงตาใส่ด้วยความโมโหยิ่งกว่าเดิม
ต้าหยากับเอ้อร์ยาที่เพิ่งก้าวเข้าประตูมา พอเห็นย่าทำท่าถมึงทึงใส่ก็ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเดินต่อ
“ยืนบื้อทำอะไรอยู่ตรงนั้น! ย่าของพวกเอ็งจะจับกินหรือไง?”
ได้ยินดังนั้น ต้าหยากับเอ้อร์ยาก็รีบวิ่งจู๊ดไปที่หลังบ้าน
พวกนางเทผักหมูออกจากตะกร้า อยากจะรีบไปหาแม่
แต่ทว่า ต้าหยากับเอ้อร์ยาพบว่าไม่ว่าจะเรียกอย่างไร แม่ก็ไม่ยอมตื่น
“ท่านแม่ เป็นอะไรไปจ๊ะ? ทำไมไม่ตื่น? ถ้าแม่ไม่รีบตื่น เดี๋ยวท่านย่าจะดุเอานะ”
เอ้อร์ยาพึมพำไม่หยุด อยากให้แม่ตื่นขึ้นมาคุยกับนาง