- หน้าแรก
- เส้นทางรวยด้วยแชตต่างมิติ
- บทที่ 24 ให้พวกตาแก่ได้เปิดหูเปิดตา
บทที่ 24 ให้พวกตาแก่ได้เปิดหูเปิดตา
บทที่ 24 ให้พวกตาแก่ได้เปิดหูเปิดตา
บทที่ 24 ให้พวกตาแก่ได้เปิดหูเปิดตา
หลังจากเจียงรั่วชูจัดการธุระทั้งสองเรื่องเสร็จสิ้น เธอก็ต่อสายหา ‘เซี่ยเม่ยหนิง’ เพื่อนสนิทของเธอทันที
ปลายสายกดรับอย่างรวดเร็ว
เจียงรั่วชูทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส "แม่หนูเลมอนที่รัก! คิดถึงฉันไหมเอ่ย?"
"รั่วชู ยัยคนใจร้าย ในที่สุดก็ยอมติดต่อมาสักทีนะ"
"ช่วงนี้ฉันยุ่งมากจริงๆ นี่นา อีกอย่าง เธอไปเที่ยวเมืองนอกอยู่ไม่ใช่เหรอ?"
"ไปเที่ยวเมืองนอกแล้วมันห้ามไม่ให้เธอติดต่อฉันหรือไง ต่อให้ฉันไปเที่ยวถึงดวงจันทร์ เธอก็ต้องติดต่อมาบ่อยๆ สิยะ ไม่งั้นความรู้สึกมันจะจืดจางเอานะ"
เจียงรั่วชูหัวเราะร่า "จ้าๆ ต่อให้แม่หนูเลมอนของเราบินทะลุออกไปนอกทางช้างเผือก ระยะทางก็ไม่อาจทำให้ความรู้สึกของพวกเราจืดจางได้หรอก!"
เซี่ยเม่ยหนิงฟังออกว่าเจียงรั่วชูกำลังหยอกเย้า จึงทำเสียงฮึดฮัดในลำคอตอบกลับไป
ก่อนที่ตระกูลเจียงจะตกอับ เจียงรั่วชูเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมเอกชน และที่นั่นเองที่ทำให้เธอได้รู้จักกับเซี่ยเม่ยหนิง
ฐานะทางบ้านของตระกูลเซี่ยนั้นร่ำรวยกว่าตระกูลเจียงเสียอีก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของทั้งสอง
ต่อมาเมื่อตระกูลเจียงประสบปัญหาทางการเงิน เจียงรั่วชูไม่สามารถเรียนต่อที่โรงเรียนเอกชนได้ จึงต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายของรัฐบาล โชคดีที่ผลการเรียนของเจียงรั่วชูนั้นยอดเยี่ยมมาก โรงเรียนมัธยมปลายหลายแห่งจึงไม่เพียงแค่อ้าแขนรับ แต่ยังแย่งตัวเธอกันจ้าละหวั่น
เมื่อก้าวออกจากสังคมเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างเจียงรั่วชูกับเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมชั้นเก่าๆ ก็ค่อยๆ จืดจางลง
ในจำนวนนั้น มีกระทั่งคนที่พูดจาถากถางดูแคลนเจียงรั่วชูด้วยซ้ำ
วันเวลาผันเปลี่ยน ใจคนย่อมแปรเปลี่ยน
นี่คือความเป็นจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทว่า เซี่ยเม่ยหนิงเป็นข้อยกเว้น เธอไม่เพียงไม่ดูถูกเจียงรั่วชู แต่ยังใจป้ำเสนอเงินค่าขนมให้ และต้องการให้เจียงรั่วชูยืมเงินไปใช้หนี้อีกด้วย
แน่นอนว่าเจียงรั่วชูปฏิเสธ
เธอมีสติและมองการณ์ไกล การช่วยเหลือเพียงชั่วครั้งชั่วคราวไม่อาจช่วยได้ตลอดไป
หนี้สินของตระกูลเจียง ก็ต้องเป็นคนตระกูลเจียงที่แบกรับเอง
อีกอย่าง เธอไม่อยากให้มิตรภาพต้องมัวหมองด้วยเรื่องเงินทอง หากมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป มิตรภาพก็อาจแปรเปลี่ยนได้ง่าย
เซี่ยเม่ยหนิงจึงทำได้เพียงพาเจียงรั่วชูไปเลี้ยงมื้อใหญ่อยู่เนืองๆ เพื่อให้หายอยากอาหารดีๆ เท่านั้น
อันที่จริง ก็นับว่าโชคดีที่เจียงรั่วชูมีสติรู้คิด รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรและเมื่อไหร่ควรปฏิเสธ มิเช่นนั้นตระกูลเซี่ยคงบีบให้เซี่ยเม่ยหนิงตัดขาดกับเธอไปนานแล้ว
หลังจากคุยสัพเพเหระกันพอหอมปากหอมคอ เจียงรั่วชูก็วางเข้าเรื่อง "ฉันมีเรื่องจะวานเธอหน่อยน่ะ"
"อะไรเหรอ? ว่ามาสิ ว่ามาสิ?" ดวงตาของเซี่ยเม่ยหนิงเป็นประกาย หลังจากตระกูลเจียงเกิดเรื่อง เจียงรั่วชูไม่เคยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเธอเลย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอเสียดายมาตลอด
มิตรภาพแบบนี้มันไม่สมบูรณ์เอาซะเลย!
"ฉันอยากขอยืมเสื้อผ้าจากเธอสักสองสามชุด แล้วก็กระเป๋าแอร์เมส ชาเนล รวมถึงแหวนเพชรเม็ดเป้งๆ ที่ดูวิบวับกระแทกตาหน่อย!" ตอนนี้เจียงรั่วชูมีเงินอยู่ประมาณแปดล้านหยวน เงินก้อนนี้ต้องเก็บไว้ใช้หนี้ก่อน รอให้หนี้หมดแล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่น ดังนั้นสำหรับของฟุ่มเฟือยพวกนี้ เธอจึงทำได้เพียงขอยืมจากเพื่อนรัก
"อ้อ แล้วก็ไม่เอาพวกโอต์กูตูร์นะ" เจียงรั่วชูย้ำ เพราะหัวใจสำคัญของโอต์กูตูร์อยู่ที่การออกแบบ เนื้อผ้า และการตัดเย็บ ซึ่งมันดูเรียบหรูเกินไป เจียงรั่วชูรู้สึกว่าพวกตาแก่หัวโบราณจากตระกูลชุยคงจะดูไม่เป็นแน่
"เสื้อผ้ากับกระเป๋าพวกนี้ต้องมีโลโก้แบรนด์ชัดๆ ยิ่งใหญ่ยิ่งสะดุดตายิ่งดี ฉันยืมใส่ไม่กี่วันเดี๋ยวเอาไปคืน" เจียงรั่วชูกลัวจริงๆ ว่าพ่อแม่ตระกูลชุยจะตาถั่วมองไม่เห็นราคามัน
"..." เซี่ยเม่ยหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจและปวดใจเล็กน้อย "ที่รัก รสนิยมของเธอตกต่ำลงขนาดนี้เชียว? ทำไมถึงเริ่มถามหาโลโก้ใหญ่เท่าบ้านแบบนั้นล่ะ?"
รูปร่างของเจียงรั่วชูและเซี่ยเม่ยหนิงนั้นใกล้เคียงกัน หากจะมีความแตกต่าง ก็คงเป็นตรงที่เสื้อผ้าที่เจียงรั่วชูใส่ได้ เซี่ยเม่ยหนิงอาจจะยัดไม่เข้า
ก่อนหน้านี้มีแบรนด์ดังแบรนด์หนึ่งออกชุดราตรีคอลเลกชันใหม่ เซี่ยเม่ยหนิงซื้อมาชุดหนึ่ง แต่ชุดที่ซื้อมาเธอกลับใส่ไม่ได้ ในขณะที่เจียงรั่วชูใส่ได้พอดีเป๊ะ จะไปร้องเรียนใครได้ล่ะทีนี้!
เซี่ยเม่ยหนิงถึงขั้นเคยร้องไห้คร่ำครวญกับเจียงรั่วชู ถามว่าทำไมเจียงรั่วชูกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ส่วนเธอแค่กินเนื้อเพิ่มไม่กี่คำไขมันก็ไปกองที่เอวแล้ว
เจียงรั่วชูได้แต่ปลอบใจว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เป็นเพราะเสื้อผ้าทำมาไซส์เล็กเกินไปต่างหาก
คำพูดนี้ช่วยกู้คืนความมั่นใจให้เซี่ยเม่ยหนิงได้โข
เดิมทีเซี่ยเม่ยหนิงอยากจะยกชุดพวกนั้นให้เจียงรั่วชู แต่เจียงรั่วชูไม่รับ ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เจียงรั่วชูบอกว่าตอนนี้เธอเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดา ไม่มีโอกาสได้ใส่เสื้อผ้าหรูหราพวกนั้นหรอก
แถมเสื้อผ้าพวกนี้ดูแลรักษายาก สู้เสื้อผ้าราคาประหยัดที่ซักง่ายๆ ไม่ได้
เมื่อได้ยินคำถามที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อของเซี่ยเม่ยหนิง เจียงรั่วชูจึงหลุดขำออกมา "ก็เพราะฉันต้องการทำตัวเป็น 'เป้านิ่ง' น่ะสิ"
โลโก้แบรนด์เนมพวกนั้นมีไว้ให้พ่อแม่ตระกูลชุยดูโดยเฉพาะ
จากนั้นเจียงรั่วชูก็เล่าเรื่องที่เธอเจอและแผนการของเธอให้เซี่ยเม่ยหนิงฟัง
หลังจากฟังจบ โลกทัศน์ของเซี่ยเม่ยหนิงก็พังทลายลง เธออดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
"เชี่ย! ในโลกนี้มีพ่อแม่ขยะกับพี่ชายเฮงซวยแบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย?!"
เซี่ยเม่ยหนิงพูดด้วยความเดือดดาล "ยืม! เอาไปเลย! เอาไปให้หมด! ชุดออกศึกของฉันขนไปให้เกลี้ยง! อยากได้ของแบรนด์เนมอะไรอีกหยิบไปให้หมด! ต้องทำให้พวกตาแก่พวกนั้นได้เปิดหูเปิดตาซะบ้าง มันน่าโมโหจริงๆ!"
เจียงรั่วชูยิ้มหวาน "ขอบใจนะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าที่รักของฉันสวยแล้วยังใจดีที่สุด!"
หลังจากเตรียมการขั้นต้นเสร็จเรียบร้อย เจียงรั่วชูก็แค่รอให้ทุกคนมากันครบในวันพรุ่งนี้ แล้วเธอก็จะบุกไปบ้านตระกูลชุยเพื่อเล่นละครฉากใหญ่
ระบบที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่รู้สึกไม่เข้าใจการกระทำของเจียงรั่วชูจริงๆ จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย [สรุปแล้วโฮสต์ต้องการจะทำอะไรกันแน่ครับ?]
เจียงรั่วชูยิ้มร่า "อวดรวยไง"
ระบบ [???]
ระบบครุ่นคิด คำนี้มันไม่ใช่คำชมไม่ใช่เหรอ? ทำไมเจียงรั่วชูถึงใช้กับตัวเองหน้าตาเฉยแบบนั้นล่ะ?