- หน้าแรก
- เส้นทางรวยด้วยแชตต่างมิติ
- บทที่ 5 การแสดงที่สมจริง
บทที่ 5 การแสดงที่สมจริง
บทที่ 5 การแสดงที่สมจริง
บทที่ 5 การแสดงที่สมจริง
จังหวะที่เจียงรั่วชูเกือบจะถึงเมืองหยางไห่ เธอได้รับสายจากเจียงฉูอี้ น้องชายของเธอ ทันทีที่กดรับสาย น้ำเสียงขุ่นเคืองของน้องชายก็ดังลอดออกมา
"พี่ครับ ป้าใหญ่รังแกพี่หรือเปล่า? เดี๋ยวสุดสัปดาห์นี้กลับไปผมจะไปจัดการพวกเขาเอง!" ปกติเจียงฉูอี้พักอยู่ที่โรงเรียนและจะกลับบ้านเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ถ้ามีสอบเขาก็จะไม่กลับจนกว่าจะถึงสัปดาห์ถัดไป
เจียงรั่วชูปลอบน้องชาย "พี่ไม่เป็นไรหรอก ป้าจะมารังแกอะไรพี่ได้? พี่จัดการสั่งสอนแกไปชุดใหญ่แล้ว ไม่ต้องห่วงนะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงฉูอี้จึงค่อยโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ด้วยความเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อน เขาจึงยังคงบ่นพึมพำสาปแช่งเบาๆ ต่อ
เจียงรั่วชูถามต่อ "ใครบอกเรื่องนี้กับเธอน่ะ?"
"พี่ลูกพี่ลูกน้องคนที่สามครับ สงสัยพี่เขาคงกลัวพี่จะลำบากอยู่คนเดียวเลยมาบอกผม" เจียงฉูอี้ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ "ไม่ได้การล่ะ ผมจะกลับไปคิดบัญชีกับพวกนั้น"
ในโลกนี้มีญาติแบบป้าใหญ่ที่คอยดูถูกเหยียดหยามและทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ แต่ก็ย่อมมีญาติปกติอย่างพี่ลูกพี่ลูกน้องคนที่สามอยู่เช่นกัน
เจียงรั่วชูไม่อยากให้เจียงฉูอี้ที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยต้องมาพัวพันกับเรื่องน่าปวดหัวพวกนี้ "ไปหาเรื่องพวกเขาแล้วได้อะไรขึ้นมา? อย่างมากก็แค่ไปด่าป้าแกอีกรอบ คนหน้าหนาอย่างกับฉาบปูนเสริมเหล็กแบบนั้น แกไม่สะทกสะท้านหรอก"
"จะตีงูต้องตีที่หัว รู้ไหมว่าจุดอ่อนที่เจ็บแสบที่สุดของป้าใหญ่คืออะไร?"
เจียงฉูอี้หูผึ่ง รีบถามอย่างถ่อมตัว "คืออะไรครับ?"
"ก็คือการที่เธอหล่อกว่าลูกชายป้า เรียนเก่งกว่าลูกชายป้า แถมยังตัวสูงกว่าลูกชายป้าแกไงล่ะ"
"เพราะฉะนั้น ตั้งใจเรียนให้หนัก ปีหน้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้ ป้าแกจะได้โกรธจนอกแตกตาย หรือไม่ก็ต้องลุกขึ้นมาทุบฟูกเตียงตอนดึกๆ แล้วถีบลูกชายตัวเองระบายอารมณ์ พร้อมก่นด่าว่าลูกตัวเองมันไม่ได้เรื่อง"
คำบรรยายของเจียงรั่วชูช่างเห็นภาพและเปี่ยมอารมณ์ ราวกับภาพความคลั่งแค้นของป้าใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
เจียงฉูอี้หัวเราะร่า พยักหน้าหงึกหงัก "โอเคครับพี่ ผมเข้าใจแล้ว"
เจียงรั่วชูเตือนสติเจียงฉูอี้ทิ้งท้าย "อย่าให้เรื่องนี้รู้ถึงหูแม่นะ แม่ทำงานดูแลพ่อก็เหนื่อยพออยู่แล้ว"
เจียงฉูอี้ตอบอย่างภูมิใจ "ไม่ต้องห่วง พอพี่สาวคนนั้นมาบอก ผมก็กำชับไปแล้วว่าห้ามบอกแม่เด็ดขาด แต่ต่อไปพี่ก็ห้ามปิดบังผมนะ ถึงผมจะยังเรียนอยู่ แต่บางเรื่องเราก็ช่วยกันแบกรับได้"
เจียงรั่วชูยิ้มอย่างรู้ใจ "รับทราบจ้ะ"
ไม่นานหลังจากวางสาย เจียงรั่วชูก็ได้รับซองอั่งเปาพร้อมอิโมจิรูปหัวสุนัขจากเจียงฉูอี้
เจียงฉูอี้: ซื้อของอร่อยกินนะครับ สู้ๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงรั่วชูกว้างขึ้น ความห่วงใยจากน้องชายทำให้หัวใจของเธออบอุ่น
นับตั้งแต่ครอบครัวประสบเคราะห์กรรม พวกเขากัดฟันสู้ชีวิตมาได้ก็ด้วยการประคับประคองซึ่งกันและกันของคนในครอบครัว
เพื่อใช้หนี้ สมาชิกทั้งสามคนต่างทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงิน
แม่ของเธอใช้ทักษะส่วนตัวผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์รุ่นเล็ก เชี่ยวชาญการใช้แอปโซเชียลต่างๆ ยิ่งกว่าเธอเสียอีก ด้วยเหตุนี้แม่จึงไม่ต้องทำงานประจำ ทำให้มีเวลาไปดูแลพ่อที่โรงพยาบาลได้บ่อยๆ
ส่วนน้องชายที่เป็นหัวกะทิ นอกจากจะสอบชิงทุนการศึกษาได้ทุกปีแล้ว สมุดจดสรุปบทเรียนของเขายังมีค่ามาก สามารถขายและรับติวหนังสือให้เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
สำหรับตัวเจียงรั่วชูเอง เธอทำงานเป็นนักประมูลและรับหิ้วสินค้าอิสระ แต่ละเดือนก็ทำเงินค่าคอมมิชชั่นได้ไม่น้อย
ทว่าเมื่อเทียบกับหนี้สินก้อนโต รายได้เหล่านั้นก็เปรียบเสมือนน้ำซึมบ่อทราย
แต่ตอนนี้เมื่อมี 'ระบบการค้า' ความหวังที่จะปลดหนี้ก็อยู่แค่เอื้อม
สองชั่วโมงต่อมา เจียงรั่วชูเดินทางมาถึงเมืองหยางไห่ เธอเดินตามที่อยู่จนมาถึงบ้านของหยวนถังถัง
ที่นี่เป็นย่านชุมชนเก่าที่ทรุดโทรม ครอบครัวของหยวนถังถังไม่ได้ร่ำรวย หลังจากพ่อแม่หย่าร้างกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากรับภาระเลี้ยงดู เธอจึงต้องไปอาศัยข้าวกินที่บ้านคุณยายข้างบ้านทุกวัน
บังเอิญว่าคุณยายข้างบ้านเป็นหญิงชราที่อยู่ตัวคนเดียว หญิงชราและเด็กสาวจึงกลายเป็นความห่วงใยและเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของกันและกัน
แม้ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่ความผูกพันนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก
หลังจากรับรู้สถานการณ์ทางครอบครัวของหยวนถังถัง เจียงรั่วชูก็เริ่มกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคุณยาย
เจียงรั่วชูเคาะประตูอยู่นานแต่ไม่มีใครตอบรับ กลับเป็นคนจากห้องฝั่งตรงข้ามที่เปิดประตูแง้มออกมาดู
คนผู้นั้นพิจารณาเจียงรั่วชูแล้วถามว่า "มาหาคุณยายโจวเหรอ?"
"ใช่ค่ะ หนูเป็นเพื่อนของถังถัง แวะมาดูคุณยายแทนน่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินชื่อหยวนถังถัง เพื่อนบ้านก็ถอนหายใจ "เวลานี้แกออกไปตั้งแผงขายของแล้ว ยังไม่ถึงเวลากลับหรอก หนูไปหาแกแถวหน้ามหาวิทยาลัยหยางไห่เถอะ"
ขณะนี้เป็นเดือนมิถุนายน ช่วงเวลาที่ร้อนอบอ้าวที่สุดของภาคใต้ การเดินบนถนนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นซาลาเปาในซึ้งนึ่ง ดังนั้นทุกฤดูกาล สินค้าที่ขายดีที่สุดหน้าโรงเรียนย่อมเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ
ในบรรดาแผงขายเครื่องดื่ม ร้านของคุณยายโจวได้รับความนิยมสูงสุด เพราะรถสามล้อคันเล็กของแกเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน รสชาติอร่อย และราคาเป็นกันเอง
การมาตั้งแผงขายที่นี่กว่าเดือนทำให้พ่อค้าแม่ค้าเจ้าอื่นเกิดความริษยา
เมื่อเห็นว่าใกล้จะปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว พอนักเรียนกลับบ้านธุรกิจคงซบเซา พ่อค้าแม่ค้าขี้อิจฉาไม่กี่เจ้าจึงเริ่มลงมือ พวกเขาต้องไล่หญิงชราออกไปเพื่อกอบโกยกำไรในช่วงสุดท้ายนี้ให้ได้
พวกเขาสังเกตเห็นว่ายายแก่คนนี้ตั้งร้านและเก็บร้านคนเดียวทุกวัน ไม่เคยมีใครมาช่วย เห็นได้ชัดว่าที่บ้านคงไม่มีลูกหลานวัยหนุ่มสาวมาคอยปกป้อง ทำให้พวกพ่อค้าแม่ค้าฮึกเหิมกล้าที่จะหาเรื่อง
หลังจากวางแผนกันเสร็จสรรพ พวกเขาเห็นว่าโรงเรียนยังไม่เลิก นักเรียนยังน้อย และเป็นช่วงเที่ยงที่คนสัญจรบางตา จึงเป็นเวลาเหมาะเจาะที่จะไล่ที่
พวกเขาส่งผู้ชายที่ตัวสูงใหญ่และดูบึกบึนที่สุดเป็นแกนนำ ชายคนนั้นเดินไปที่แผงของคุณยายโจว เคาะรถเข็นเสียงดังอย่างหยาบคายและข่มขู่เสียงแข็ง "นี่ ยายแก่ อย่ามาขายตรงนี้ มันเกะกะขวางทางพวกข้า"
คุณยายโจวมองเขาด้วยความงุนงง "แผงของพ่อหนุ่มอยู่ตรงโน้น แผงยายอยู่ตรงนี้ ห่างกันตั้งสามสี่เมตร ยายไปขวางตอนไหน?"
ชายร่างใหญ่งัดคางขึ้นอย่างหาเรื่อง "ถ้าข้าบอกว่าขวาง ก็คือขวาง"
คุณยายโจวอายุอานามกว่าหกสิบปี ผมขาวไปครึ่งศีรษะ จะไปต่อล้อต่อเถียงกับชายฉกรรจ์วัยสามสิบกว่าได้อย่างไร แกจึงได้แต่ยอมถอย "งั้นยายจะขยับไปด้านข้างอีกหน่อย"
"ไม่ได้" ขยับไปแค่ไม่กี่เมตรก็ไม่มีประโยชน์ นักเรียนออกมาก็ยังเห็นแกอยู่ดี
ชายคนนั้นโบกมือไล่เหมือนไล่หมูไล่หมา "ไป ไปให้พ้นๆ อย่ามาตั้งแผงแถวนี้"
พอชายคนนั้นเปิดฉาก พ่อค้าแม่ค้าหน้าม้าที่คอยหาเรื่องก็ช่วยกันผสมโรง "นั่นสิ! แก่ป่านนี้แล้ว กลับบ้านไปเลี้ยงหลานมีความสุขกว่ามั้ย?"
"ใช่ กลับไปนอนพักสบายๆ เถอะ จะออกมาขายของแย่งอาชีพคนหนุ่มสาวทำไม ไม่อายบ้างเหรอ?"
คุณยายโจวตระหนักได้ในที่สุดว่านี่ไม่ใช่เรื่องระยะห่างเมตรสองเมตร แต่คนพวกนี้อิจฉาที่แกขายดี และเห็นแกเป็นคนแก่ไม่มีทางสู้ จึงรวมหัวกันรังแกไล่ที่
คุณยายโจวโกรธจนตัวสั่น "ใครบอกว่าคนแก่ต้องกลับไปนอนเฉยๆ ที่บ้าน? ถ้าพวกเอ็งตั้งแผงได้ ข้าก็ตั้งได้เหมือนกัน! พว... พวกเอ็งอย่ามารังแกกันให้มากเกินไปนะ!"
"ใครรังแก? พูดจาไม่รู้เรื่อง พวกเราพูดดีๆ แนะนำด้วยความหวังดีแท้ๆ ยังจะมากล่าวหากันอีก" ชายแกนนำก้าวเข้ามาคว้าหน้ารถสามล้อของคุณยายโจวไว้
"ไม้ใกล้ฝั่งอยู่แล้ว จะมาทำตัววุ่นวายทำไม"
ตอนที่เจียงรั่วชูมาถึงหน้าโรงเรียน เธอเห็นเหตุการณ์นี้พอดี เมื่อได้ยินบทสนทนา ความดันโลหิตที่ปกติราบเรียบของเธอก็ "พุ่งปรี๊ด" ขึ้นมาทันที
เจียงรั่วชูกำลังจะโทรแจ้งตำรวจ แต่เห็นชายคนนั้นกระชากรถสามล้อของหญิงชราอีกครั้ง แรงของคนแก่กับชายฉกรรจ์นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
เจียงรั่วชูกดบันทึกวิดีโอบนหน้าจอมือถือเผื่อไว้เป็นหลักฐานกันโดนใส่ร้าย ก่อนจะพุ่งเข้าไปประเคนเท้าใส่พร้อมตะโกนด่า "คนเราเกิดมาก็ต้องตายทุกคน ทำไมแกไม่รีบกลับบ้านไปนอนรอความตายซะล่ะ!"
โดนเจียงรั่วชูถีบเข้าให้ ชายคนนั้นก็ถลาไปข้างหน้าหลายก้าว เสียหลักหน้าทิ่มลงไปกองกับพื้น
เจียงรั่วชูฝึกซานต่าและศิลปะป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่ตระกูลเจียงยังรุ่งเรือง คนรอบข้างต่างเป็นมิตร เธอจึงไม่ได้ใช้วิชาเหล่านี้ แต่หลังจากตระกูลตกต่ำ ผู้คนมากมายจ้องจะเอาเปรียบ ประโยชน์ของวิชาที่เรียนมาจึงได้เฉิดฉาย
เพราะฝึกมาตั้งแต่เล็ก การเตะผู้ชายตัวโตแต่กลวงในจึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเธอ
ทันทีที่เจียงรั่วชูลงมือ เธอก็ข่มขวัญหัวหน้ากลุ่มได้อยู่หมัด บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เมื่อกี้ส่งเสียงเชียร์กันอย่างออกรสต่างพากันเงียบกริบ เกรงกลัวรังสีอำมหิตของเธอ
"แล้วก็พวกคุณ รวมหัวกันรังแกคนแก่เนี่ยนะ? ไม่อายบ้างหรือไงฮะ?"
พวกพ่อค้าแม่ค้าหดหัวทันทีที่โดนด่า
เธอรู้ดีว่าคนประเภทนี้เก่งแต่กับคนอ่อนแอแต่กลัวคนจริง พวกมันกล้าเบ่งก็แต่กับคนแก่เท่านั้น ขอแค่เธอแข็งกร้าวเข้าใส่ อีกฝ่ายก็จะหัวหดไปเอง
"บัดซบเอ๊ย!" ชายแกนนำสบถลั่น รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยความโมโห พอมองกลับมาเห็นว่าคนที่ถีบตัวเองเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ ความยโสโอหังก็กลับมาทันที
"แกมายุ่งอะไรด้วย?! อย่าคิดว่าเป็นผู้หญิงแล้วข้าจะไม่กล้าทำร้ายนะโว้ย"
เห็นท่าไม่ดี คุณยายโจวกลัวเจียงรั่วชูจะเจ็บตัวหรือเสียเปรียบ จึงรีบถลันเข้ามาขวางหน้า "อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ! ทำร้ายร่างกายมันผิดกฎหมาย ตรงนี้มีกล้องวงจรปิดนะ"
คุณยายโจวตัวเตี้ยกว่าเจียงรั่วชูครึ่งศีรษะ ร่างกายผอมแห้ง แต่กลับกล้ายืนขวางปกป้องเจียงรั่วชูไว้
เจียงรั่วชูก้มมองเส้นผมสีดอกเลาแล้วรู้สึกจุกในอก ยิ่งทำให้เธอตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบ
ชายคนนั้นเถียงข้างๆ คูๆ "นังเด็กบ้านี่เปิดก่อนชัดๆ ข้าป้องกันตัวก็ถูกแล้วนี่หว่า!"
เจียงรั่วชูขี้เกียจจะเสวนากับคนหน้าด้านพรรค์นี้ เธอขู่เสียงเรียบ "ฉันแจ้งตำรวจแล้ว"
"แจ้งตำรวจ? เหอะ คิดว่าข้ากลัวเหรอ?" ชายคนนั้นตะโกนเสียงดัง ทำหน้าตายไม่รู้ร้อนรู้หนาว "ข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ตำรวจจะทำอะไรข้าได้?"
แม้ชายคนนั้นจะตะคอกเสียงดัง แต่เจียงรั่วชูไม่ได้กลัวเลยสักนิด หมอนี่ขาแข้งไม่มั่นคง ก็แค่พวกร่างใหญ่แต่ใจปลาซิว
แต่เมื่อคำนึงว่ามีคนแก่อยู่ข้างๆ ถ้าเกิดตะลุมบอนกันจริงๆ แล้วคุณยายพยายามจะเข้ามาช่วยจนโดนลูกหลงเจ็บตัวจะทำยังไง?
สมองของเจียงรั่วชูแล่นเร็วปรู๊ด แล้วเธอก็คิดแผนออกทันที
วิธีจัดการกับคนถ่อย ก็ต้องใช้วิธีที่ถ่อยยิ่งกว่า
เจียงรั่วชูกระซิบข้างหูหญิงชรา "คุณยายคะ รีบล้มลงไปเร็วเข้า"
คุณยายโจวยังงุนงง เจียงรั่วชูจึงกระตุกแขนเสื้อแกดึงลงเบาๆ
คุณยายโจวเข้าใจทันที จังหวะที่ชายคนนั้นเดินเข้ามาหา แกก็ทิ้งตัวลงไปนอนกองกับพื้นพร้อมร้องโอดโอย
เจียงรั่วชูตะโกนลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "กล้าทำร้ายคนแก่เหรอ!?"
จุดประสงค์ที่แท้จริงของการตะโกนไม่ใช่เพื่อกล่าวหาชายคนนั้น แต่เพื่อให้เสียงดังไปถึงฝั่งถนนเรียกร้องความสนใจจากผู้คนที่สัญจรไปมา
เมื่อเห็นดังนั้น คุณยายโจวก็ใช้ไหวพริบเตะเก้าอี้ตัวเล็กจนล้ม แล้วยังปัดถังใส่น้ำแข็งคว่ำกระจาย น้ำและน้ำแข็งหกเรี่ยราดไหลนองไปทางถนน
เจียงรั่วชูอึ้งไปเลย ไม่คิดว่าการแสดงของคุณยายโจวจะสมจริงระดับออสการ์ขนาดนี้ เธอแทบอยากจะกราบคารวะ
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำของคุณยายทำให้สถานการณ์ดูวุ่นวายและดราม่าสมใจ
การประสานงานอันไร้รอยต่อระหว่างหญิงชราและเด็กสาว เล่นเอาชายร่างใหญ่ที่มั่นใจว่าตัวเองถูกและกำลังจะใช้กำลังข่มขู่ ถึงกับยืนบื้อทำอะไรไม่ถูกไปในทันที