- หน้าแรก
- เซิร์ฟเวอร์จอมเซียน เปิดเบต้าเทสต์กู้โลก
- บทที่ 261 - สัจธรรมแห่งผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 261 - สัจธรรมแห่งผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 261 - สัจธรรมแห่งผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 261 - สัจธรรมแห่งผู้แข็งแกร่ง
"เชี่ย เชี่ย เชี่ย! อะไรวะเนี่ย!?"
ทันใดนั้นฟ้าดินก็พลิกกลับด้าน ทำเอาเหล่าผู้เล่นที่เพิ่งจะสรุปยอดคะแนนในสนามรบและแลกแต้มผลงานกันเสร็จถึงกับมึนงงไปตามๆ กัน
"นี่มันเนื้อเรื่องใหม่เหรอ!?"
ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องราวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างตื่นเต้น
"โคตรเท่! เอฟเฟกต์นี้ทำออกมาได้เจ๋งเป้งไปเลย!"
"ดูสิ เรือเหาะพวกเรากลับหัวแล้ว!"
"เร็วเข้า! แคปหน้าจอ แคปหน้าจอ!"
แต่ก็มีผู้เล่นตาดีบางคนส่งเสียงทักท้วงขึ้นมาผิดจังหวะ "พวกนายไม่เห็นเหรอว่าเลือดกำลังลดอยู่น่ะ?"
"เฮ้ย! จริงด้วย!"
"ไม่มีแจ้งเตือนดีบัฟอะไรเลย! ใช้อะไรมาหักเลือดฉันเนี่ย!"
หวังเอ้อร์โก่วรีบออกมาคุมสถานการณ์ เขาพูดในช่องแชทพันธมิตรทหารที่ยังไม่ทันได้ยุบรวมว่า "อาจจะเป็นคัตซีนเนื้อเรื่องบังคับตายหรือเปล่า ทุกคนลองรอดูก่อนไหม?"
"มีเหตุผล!"
"แต่บัฟที่ฉันอุตส่าห์เก็บมามันออกมาแล้วนะ ถ้าไม่ออฟไลน์ตอนนี้พรุ่งนี้คงไม่ได้เห็นตะวันแน่!"
"ขยับแล้ว ขยับแล้ว! ท่านเจ้าสำนักขยับแล้ว!"
ฟางเซี่ยนอวี๋ถอนจิตสัมผัสส่วนหนึ่งออกจากร่างจำแลงจางเซิน เธอกระโดดขึ้นไปมองดูภูเขาและสายน้ำที่ถูกพลิกกลับหัวขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
จานยันต์แปดทิศเหลียนซานเป็นของวิเศษระดับเทพบรรพกาล ค่ายกลที่มันสร้างขึ้นไม่ใช่ภาพมายาลวงตา แต่เป็นการพลิกภูเขากลับก้อนหินจริงๆ หากต้องการทำลายค่ายกล ก็มีแต่วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด นั่นคือการย้ายภูเขาและหมุนก้อนหินกลับที่เดิม เพื่อทำลายเงื่อนไขสภาพแวดล้อมในการทำงานของค่ายกล
แต่การย้ายภูเขาถมทะเลนั้นต้องใช้แต้มพลังงานระบบจำนวนมหาศาล ก่อนหน้านี้เพื่อใช้ค่ายกลลวงตาขังพวกระดับหัวกะทิของสำนักไท่อีจื่อเวยไว้ ก็ใช้ไปหลายพันแต้มแล้ว ถ้านับรวมสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่ผ่าเซียนซืออินตายไปอีก เบ็ดเสร็จแล้วตอนนี้ฟางเซี่ยนอวี๋เหลือแต้มพลังงานระบบอยู่ในมือแค่พันกว่าแต้มเท่านั้น เรียกได้ว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง!
แน่นอนว่าหากพูดถึงเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ฟางเซี่ยนอวี๋ทำสำเร็จไปนานแล้ว สำนักไท่อีจื่อเวยถูกกวาดล้าง เซียนซืออินตาย เซียนซือหยางก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน แถมยังขยายอาณาเขตได้ที่ดินผืนใหม่มาอีก หากจะงกแต้มพลังงานระบบ เธอก็สามารถออกภารกิจสั่งให้ผู้เล่นถอนกำลังกลับไปยังเขตเดิมของสำนักไท่อิน แล้วปล่อยทิ้งค่ายกลสลับฟ้าดินที่เซียนซือหยางใช้จานยันต์แปดทิศเหลียนซานสร้างขึ้นไว้แบบนั้นก็ได้
แต่คนอื่นๆ ที่อยู่บนเขารงอวี๋คงแย่แน่!
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนเลย เอาแค่คนธรรมดา หากค่ายกลนี้ทำงานสมบูรณ์ เขารงอวี๋ทั้งลูกจะกลายเป็นดินแดนพายุที่มีพลังปราณตีรวน ผู้ฝึกตนที่ตบะไม่ถึงขั้นอาจจะชีพจรแตกตายเพราะรับพลังปราณที่รุนแรงไม่ไหว ส่วนพลังปราณที่ปะปนกันมั่วซั่วจะสร้างแรงกดดันมหาศาล บดขยี้อวัยวะภายในของคนธรรมดาจนแหลกเหลว!
เซียนซือหยางนี่บ้าไปแล้วจริงๆ!
เขากะจะเปลี่ยนเขารงอวี๋ทั้งลูกให้กลายเป็นแดนตาย!
"ช่างรังแกคนที่อ่อนแอกว่าจริงๆ! ไม่กล้าไปหาเรื่องเซียนทองคำเพียวเหมี่ยว แต่กลับเห็นว่าฉันรังแกง่ายงั้นสิ!"
ฟางเซี่ยนอวี๋พึมพำกับตัวเองด้วยความเจ็บใจ เธอเตรียมจะทุ่มแต้มพลังงานระบบที่เหลือทั้งหมดเพื่อทำลายค่ายกล
แต้มหมดก็หาใหม่ได้ แต่คนตายฟื้นคืนชีพไม่ได้!
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะลงมือ พายุรุนแรงก็หยุดลงกะทันหัน ทิวทัศน์รอบด้านค่อยๆ เคลื่อนกลับสู่ตำแหน่งเดิม ดูเหมือนว่าเซียนซือหยางจะยอมแพ้ไปแล้ว!?
ด้วยความประหลาดใจ ฟางเซี่ยนอวี๋จึงหันกายบินออกไป ตั้งใจจะไปดูให้เห็นกับตา
...
อีกด้านหนึ่ง ร่างของจวินโฉวยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นพายุเมื่อครู่ หรือสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่ผ่าลงมาจากก้อนเมฆ ก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่อเขาได้ หนำซ้ำร่างของเขายังดูชัดเจนขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ต่อมา สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์สายที่สามก็ผ่าลงมา ตรงเข้ากลางลำตัวของเซียนซือหยาง
เซียนซือหยางที่จิตวิญญาณไม่มั่นคงและรีดเค้นพลังปราณไปจนหมดเพื่อสร้างค่ายกล ถูกสายฟ้านี้ผ่าจนร่อแร่ เขาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ทว่าสีหน้าที่เคยบ้าคลั่งกลับดูมีสติขึ้นมาบ้าง
"พวกเจ้า พอใจแล้วหรือยัง?"
เซียนซือหยางยิ้มขื่น
เศษกระจกชิ้นหนึ่งลอยออกมาจากร่างของเซียนซือหยางอย่างช้าๆ ลอยไปหาจวินโฉว แล้วรวมเข้ากับเศษกระจกในมือเขา กลายเป็นเศษกระจกชิ้นที่ใหญ่ขึ้น
"ฟางเซี่ยนอวี๋ ก็แค่... เพื่อของสิ่งนี้ ถึงกับต้องล้างบางสำนักไท่อีจื่อเวยของข้าเลยรึ?"
เมื่อเห็นภาพนี้ เซียนซือหยางก็หอบหายใจหนัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
จวินโฉวส่ายหน้าเบาๆ "นี่เป็นของของข้า เรื่องเศษกระจกวิเศษโตวเสวียนเป็นแค่ข้ออ้าง ไม่ได้เกี่ยวกับสำนักไท่อินมากนักหรอก"
เซียนซือหยางได้ยินดังนั้นจึงพิจารณาจวินโฉวอย่างละเอียด ดวงตาของเขาหดเกร็งทันที "เจ้า... เจ้าคือท่านโตวเสวียน!?"
"ข้าไม่ใช่เขา ข้าเป็นเพียงจิตแห่งกระจกวิเศษโตวเสวียน"
"ที่แท้... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้... ฟางเซี่ยนอวี๋ถึงกับสามารถเกลี้ยกล่อม... เกลี้ยกล่อมให้เจ้ายืนอยู่ข้างนางได้!" เซียนซือหยางเริ่มจากความริษยา จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความสงสัย เขาหอบหายใจพลางเอ่ยถาม "ในเมื่อ... ไม่ใช่เพราะกระจกวิเศษโตวเสวียน แล้วด้วยเหตุใด... เหตุใดต้องทำลายสำนักไท่อีจื่อเวยของข้า?"
"ข้าไม่ใช่ฟางเซี่ยนอวี๋ จะไปรู้ความคิดนางได้อย่างไร? แต่ว่า... บางทีนางอาจจะทำจริงเพราะสำนักเจ้าก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก นางจึงตัดสินใจเช่นนี้"
"ก่อกรรมทำเข็ญรึ? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..." เซียนซือหยางหัวเราะจนน้ำตาเล็ด เหตุผลนี้ช่างน่าขันสิ้นดีสำหรับเขา "นางนึกว่าตัวเองเป็นใคร? เอาอะไรมาตัดสินว่าสำนักข้าทำชั่ว? แค่เพราะนักพรตผิงหลินคนเดียวเนี่ยนะ!?"
จวินโฉวถอนหายใจ "นางเห็นแก่ราษฎรมากกว่า"
"เห็นแก่ราษฎร?"
เซียนซือหยางพึมพำ ดูเหม่อลอยไปชั่วขณะ ในภวังค์นั้น เขาเหมือนจะนึกถึงวันเวลาเก่าๆ ก่อนที่จะเริ่มบำเพ็ญเพียร
พ่อกับพี่ชายถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานแล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย แม่ก็ป่วยตายตั้งแต่เขายังเล็ก ตอนนั้นเขาอาศัยอยู่กับปู่ตามลำพังสองคน เพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ปู่ให้เขาไปเรียนวิชาเลี้ยงแกะกับคนเลี้ยงแกะในหมู่บ้านตั้งแต่เด็ก ชาวบ้านเลยเรียกเขาว่าเจ้าหนูหยาง
ชื่อจริงๆ ของเขาคืออะไรนะ? ผ่านมาพันกว่าปีแล้ว เขาจำไม่ค่อยได้เสียแล้ว...
เขาได้ยินเสียงตัวเองถามออกไปว่า "ราษฎรใต้ปกครองของสำนักไท่อีจื่อเวย มีชีวิตลำบากมากหรือ?"
จวินโฉวตอบ "ไม่ค่อยดีนัก"
"แต่ก็ไม่นับว่าแย่! พวกเขามีข้าวกินมีเสื้อใส่ แล้วก็ไม่ต้องตายเพราะพวกนักพรตบ้าๆ บอๆ ที่มาเที่ยวไล่ปราบปีศาจ แบบนี้จะเรียกว่าแย่ได้ยังไง!? ถ้าจะนับกันจริงๆ ทำไมฟางเซี่ยนอวี๋ไม่ไปหาเรื่องสำนักเซียนเพียวเหมี่ยวบ้างล่ะ?"
ดูเหมือนจะได้พักหายใจ อาการของเซียนซือหยางจึงนิ่งขึ้น เขาพูดไม่หอบเท่าเดิมแล้ว แต่น้ำเสียงกลับยิ่งเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ "ที่บอกว่า 'เห็นแก่ราษฎร' มันก็แค่ข้ออ้าง! ไม่อย่างนั้นทำไมนางไม่ไปจัดการสำนักเซียนเพียวเหมี่ยว!?"
"ข้าจะไปแน่"
ฟางเซี่ยนอวี๋เหาะมาถึงและร่อนลงข้างกายจวินโฉว พลางเอ่ยขึ้น
ครั้งนี้เธอไม่ได้ขี่เมฆมงคล จึงมาด้วยความเร็วสูงและได้ยินคำพูดของเซียนซือหยางพอดี เธอพูดเสริมต่อ "ไม่ใช่แค่สำนักเซียนเพียวเหมี่ยว แต่พวกสำนักไท่อีเฉียนคุน สำนักเผิงไหล และอื่นๆ ข้าก็จะไล่ถล่มให้ราบทีละสำนักเลย!"
เซียนซือหยางเบิกตากว้าง สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "เจ้าบ้าไปแล้ว!?"
แม้แต่จวินโฉวก็ยังอดหันมามองไม่ได้
"คนอย่างข้า ถึงจะไม่ฉลาดนัก แต่ข้าจะไม่ล้มในที่เดิมซ้ำสอง" ฟางเซี่ยนอวี๋พูดในสิ่งที่เข้าใจอยู่คนเดียว "ข้าเคยให้โอกาสพวกเขาแล้วครั้งหนึ่ง แต่พวกเขาไม่เห็นค่า ในเมื่อพวกเขาไม่ฟังเหตุผลของข้า งั้นก็ว่ากันตามเหตุผลของพวกเขา"
พูดถึงตรงนี้ เธอหยุดเว้นจังหวะ มองไปที่เซียนซือหยาง แล้วพูดเน้นทีละคำ "ข้าแกร่งกว่าเจ้า ดังนั้น ข้าฆ่าเจ้า จึงเป็นสัจธรรมที่ถูกต้องที่สุดแล้ว!"
[จบแล้ว]